สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ เสนอการพิจารณางบประมาณปีนี้ที่ไม่ปกติ โดยเสนอให้พิจารณาใช้งบประมาณในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้งบประมาณผิดประเภท ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรายรับจากภาษีนิติบุคคล

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ เขตเลือกตั้งจังหวัดกระบี่ ท่านประธานครับ ผมจะพยายาม ใช้เวลาที่ให้ไว้โดยจํากัดที่สุด เพราะส่วนใหญ่ท่านผู้นําฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ผมขอเริ่มต้นด้วยว่าการพิจารณางบประมาณปีนี้เป็นการพิจารณางบประมาณในภาวะ ที่ไม่ปกติจริง ๆ ทุกปีเราจะพิจารณางบประมาณกันอยู่ในประมาณเดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เพื่อจะใช้วันที่ ๓๐ กันยายน แต่ปีนี้เรากําลังพิจารณางบประมาณ ในเดือนพฤศจิกายนเพื่อไปใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เราล่วงเลยมาเกือบ ๒ ไตรมาส เวลานี้ภาวะในช่วงเวลาก็เป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติ

ประการต่อมาประการที่ ๒ ก็คือว่างบประมาณปีนี้ทําขึ้นในสถานการณ์ บ้านเมืองที่ไม่ปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตลอด ๒ เดือน ๓ เดือนที่ผ่านมาในภาวะน้ําท่วม มหาภัยคราวนี้ มีคนพูดกันตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าบ้านเมืองเรากําลังก้าวเข้าสู่ภาวะวินาศสันตะโร คําว่า วินาศสันตะโร ท่านประธานครับ ถ้าไปเปิดพจนานุกรมท่านจะเห็นว่าไม่ใช่คําหยาบ คําว่า วินาศ แปลว่าพังทลาย เติมด้วยถ้อยคําคําว่า สันตะโร ก็แปลว่าพินาศฉิบหาย วอดวายป่วง โดยพจนานุกรมนะครับ มันจะวายป่วงตายด้วยโรคระบาดอีกมากเท่าไร ในวันข้างหน้าจากวันนี้ต่อไปเรายังไม่เห็น แต่ว่าความล่มสลายในทางเศรษฐกิจในภาวะสังคม หลายอย่างตั้งแต่ที่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ๗ นิคมอุตสาหกรรมที่พังทลายไป จนเข้าถึง กรุงเทพมหานคร และอีกหลายนิคมอุตสาหกรรมที่กําลังจะพังทลายในเร็ว ๆ นี้ ก็ต้อง ยอมรับว่าวันนี้ภาวะรัฐบาลเป็นไปในภาวะที่ไม่ปกติ ผมขอเรียนเบื้องต้นว่าการพิจารณา งบประมาณเราจะมีคําว่า ปีปฏิทิน กับ ปีงบประมาณ ปีปฏิทินเราเริ่มต้นวันที่ ๑ มกราคม ไปจบวันที่ ๓๑ ธันวาคม แต่ปีงบประมาณเราจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมไปจบวันที่ ๓๐ กันยายน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน รัฐบาลมาบริหารราชการแผ่นดินเดือนสิงหาคม จนถึงวันนี้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีพระราชบัญญัติงบประมาณรองรับ เพราะพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ได้จบสิ้นไปตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายนแล้ว ข้อจํากัดดังกล่าวนี้ถึงแม้กฎหมายจะเขียนว่าให้ใช้งบประมาณปีที่แล้วได้ไปพลางก่อน ก็มีข้อจํากัดหลายประการที่รัฐบาลไม่สามารถใช้ได้ และถ้าผ่านพ้นไปเราจะรู้ว่า ในเดือนตุลาคมทั้งเดือน เดือนกันยายน รัฐบาลใช้งบประมาณผิดประเภท ผิดกฎหมาย ไปหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาต่อไปในวันข้างหน้านะครับ ท่านประธานที่เคารพ มาดูกรอบงบประมาณ ผมจะพูดสั้น ๆ ไปแค่กรอบงบประมาณครับ เราตั้งงบประมาณปีนี้ เอาไว้ที่ตัวเลขประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และประกอบด้วยองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ก็คือรายรับ ส่วนหนึ่งก็คือรายจ่าย ส่วนหนึ่งคือเงินคงคลัง และส่วนหนึ่งชดใช้เงินกู้ ผมจะพูด เฉพาะส่วนที่เป็นงบประมาณรายรับ ท่านประธานครับ ดูแล้วน่าเป็นห่วงเหลือเกินครับ มีการยกตัวเลขรายรับเมื่อปี ๒๕๕๔ มาเป็นฐาน คิดว่าปี ๒๕๕๕ จะเป็นเช่นนั้น และมองว่า ความเสียหายจากภาวะน้ําท่วมที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน เดือนตุลาคมนี้มันยังอยู่ ในปี ๒๕๕๔ แท้จริงแล้วมันย่างเข้าไปสู่ในปี ๒๕๕๕ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมจนกระทั่งถึงบัดนี้ ภาวะน้ําท่วม ภาษีที่เราเก็บรายรับทั้งหมดจากปี ๒๕๕๔ มันคือเศรษฐกิจของปี ๒๕๕๓ การประกอบการในปี ๒๕๕๓ แต่รายรับในปี ๒๕๕๔ ของกรมสรรพากรที่จะส่ง ในเดือนมีนาคมนี้ หรือในเดือนมีนาคมหน้ากับเดือนสิงหาคมหน้านี่ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนี้จนกระทั่งตลอดปีหน้า เพราะฉะนั้นงบประมาณในปี ๒๕๕๕ น่าห่วงเหลือเกิน ไม่ใช่มาเปรียบเทียบด้วยงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ แต่รัฐบาลยังทํางบประมาณ เหมือนอยู่ในภาวะปกติธรรมดา วันนี้รัฐบาลเหลือเวลาที่จะใช้งบประมาณอยู่เพียงแค่ ประมาณ ๗ เดือนกว่า ๆ ๘ เดือนก็จะสิ้นปีงบประมาณตาม พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แต่รัฐบาลยังทํางบประมาณเหมือนภาวะที่ใช้ในอีก ๑ ปี และขณะเดียวกันประมาณการ รายได้ในการจัดเก็บ ผมขอเจาะลึกเฉพาะในเรื่องกรมสรรพากรและในส่วนที่เกี่ยวกับ กระทรวงการคลัง ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับกรมสรรพากรมา ๒ สมัย ๘ ปีกว่า ๆ และในช่วง วิกฤติต้มยํากุ้งเป็นผู้ดูแลการจัดเก็บรายได้ทั้งหมดก็พอที่จะมีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคําว่า รายได้จากภาษีนิติบุคคล ท่านประธานที่เคารพครับ นิติบุคคลประกอบด้วยหลายประเภทครับ ๑. นิติบุคคลขนาดใหญ่ทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือที่อยู่ใน นิคมอุตสาหกรรม อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ ๒,๐๐๐ ราย ที่เราไปรวมกันไว้เป็นแอลทีโอ (LTO) ใน ๒,๐๐๐ รายดังกล่าวนี้มีภาษีนิติบุคคล เกือบครึ่งหนึ่งของภาษีนิติบุคคลทั้งประเทศ ส่วนที่เหลือจะเป็นนิติบุคคลขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งบางแห่งก็ไม่มีกําไรไม่ต้องเสียภาษี บางแห่งก็ต้องขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี บางแห่งก็มีกําไรนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ฐานใหญ่ของเราอยู่ที่ ๒,๐๐๐ ราย แอลทีโอ ที่กรมสรรพากรดูแลอยู่นะครับ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้กรมสรรพากรทั้งหมดมาจาก ที่นี่ วันนี้ความพินาศที่พระนครศรีอยุธยาที่นิคมอุตสาหกรรมตั้งแต่สหรัตนนคร ตั้งแต่ โรจนะ อีกหลาย ๆ นิคม รวมทั้งนวนคร และกําลังจะคืบคลานเข้ามาที่ลาดกระบัง บางชัน ในขณะนี้นะครับ มีโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมพังไปคิดว่าร่วม ๑๐,๐๐๐ โรงงาน เคยถามกรมสรรพากรว่านิคมอุตสาหกรรมที่พังไปขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่จะต้อง กระทบกระเทือนเสียหายแค่ไหน คําตอบจากทางกรมสรรพากรง่าย ๆ ว่าบริษัทที่อยู่ในนิคม อุตสาหกรรมไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่แท้จริงนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยสร้างมาแล้ว ร่วม ๔๐ ปี ส่วนหนึ่งยังอยู่ในระหว่างที่ยังปลอดภาษีอยู่ แต่ส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่ที่จะต้องเสียภาษี ความพินาศของนวนคร ความพินาศของโรจนะ ความพินาศ ของบางกะดี ความพินาศของบางปะอิน ความพินาศของหลาย ๆ นิคมอุตสาหกรรม จน ณ ขณะนี้จะกระทบกับรายได้ภาษีนิติบุคคลของเราจํานวนมหาศาลเกือบครึ่งของทั้งหมด ตัวเลขประมาณคร่าว ๆ ได้อย่างนี้ ส่วนบริษัทนิติบุคคลขนาดกลางที่เคยมีกําไรบ้าง เมื่อก่อน ได้เสียภาษีบ้างต่อไปนี้จะต้องขาดทุน และล้วนแล้วแต่กลายเป็นบริษัทที่ไม่ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพ เรากะว่าจะมีภาษีนิติบุคคลในงบประมาณปีนี้ตั้งไว้ ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เปรียบเทียบโดยตั้งอัตราก้าวหน้ายิ่งกว่าปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เพราะดูว่าปี ๒๕๕๔ มีตัวเลขจัดเก็บบางส่วนเกินเป้า แต่นั่นคือการประกอบการของ ปี ๒๕๕๓ เราไม่ได้มองสถานะที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ไปดูว่าภาษีนิติบุคคลปี ๒๕๕๕ จะเป็นอย่างไร มิหนําซ้ําวันนี้รัฐบาลประกาศนโยบายที่จะลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ ๓๐ มาเป็นร้อยละ ๒๓ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ ท่านประธานครับ ภาษีนิติบุคคลทั้งระบบมีอยู่ขณะนี้ที่รัฐบาลประมาณการ ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑ เปอร์เซ็นต์คือ ๑๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าลดไปจาก ๓๐ เป็น ๒๓ หายไป ๗ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์คูณกันแล้วภาษีนิติบุคคล ตรงนี้แม้กระทั่งในภาวะปกติก็จะต้องหายไปถึงประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้ว ๑๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทดังกล่าวนี้รัฐบาลไม่ได้เผื่ออะไรไว้เลย รัฐบาลไม่ได้หาทางออก ไว้เลย คงตั้งงบประมาณขาดดุลเหมือนเดิมเหมือนบ้านเมืองเรายังอยู่ในภาวะปกติ และยังทํา ประชานิยมโดยหาเสียง ทําตามสิ่งที่หาเสียงไว้จะลดภาษีนิติบุคคลลงมาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่คํานึงถึงหายนะ ของบ้านเมืองขณะนี้ ท่านยังจะทําอย่างนั้นได้หรือเปล่า ผมจะไม่พูดถึงเรื่องบ้านหลังแรก ไม่พูดถึงเรื่องรถคันแรก พูดถึงสารพัดโครงการประชานิยมที่ท่านประกาศและท่านกําลัง จะทําอยู่ ณ ขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากภาษีนิติบุคคลในส่วนที่กรมสรรพากร จัดเก็บ ส่วนที่กระทบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ อย่ามองแค่ว่าหายนะในนิคมอุตสาหกรรม ไม่เป็นอะไร มันส่งผลเป็นห่วงโซ่ตลอดไปเลย หายนะที่โรจนะ ที่นวนคร มันอาจจะส่งผลไป ถึงมาบตาพุด แหลมฉบัง มันจะส่งผลถึงต่างประเทศด้วย เพราะนิคมเหล่านี้ประกอบชิ้นส่วน สําคัญในการที่จะส่งป้อนอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งหลาย วันนี้อุตสาหกรรมต่อเนื่องอีก หลาย ๆ แห่งก็ต้องหยุดชะงัก และก็ต้องพลอยกระทบกระเทือน กระเทือนไปถึงต่างประเทศ กระเทือนไปถึงญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้รัฐบาลไม่ได้นํามาประกอบในการทํางบประมาณปีนี้เลย คงตั้งงบประมาณอย่างที่เป็นไปอย่างปกติธรรมดา ท่านประธานที่เคารพ รายได้ในการ จัดเก็บงบประมาณดังกล่าวนี้เราไปกําหนดเป้าให้กรมสรรพากรไว้เช่นนี้ แน่นอนครับ มันท้าทายด้วยตําแหน่งของอธิบดี ถ้าอธิบดีเก็บไม่ได้ตามเป้าที่พูดอยู่วันนี้ อาจจะถูกโยกย้าย อาจจะถูกลงโทษ อาจจะอะไรก็ตาม กรมสรรพากรก็ต้องหาทางออกด้วยการรีดเลือดกับปู ด้วยการนับชามก๋วยเตี๋ยว ด้วยการรีดนาทาเร้น และจะเป็นการซ้ําเติมความทุกข์ยากลําบาก ของผู้ประกอบการทุกขนาดยิ่งขึ้นต่อไปจากนี้ ท่านประธานครับ ในเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ รายได้ที่รัฐบาลประมาณการไว้ กรมสรรพากร ท่านประธาน ในภาคเอกชนล่ะครับ ในภาครายครัวเรือนล่ะครับ วันนี้มองไปเถอะครับในทีวีทุกแห่ง รถยนต์ที่จมน้ําไปทั้งคัน รถยนต์ที่จมน้ําไปครึ่งคัน รถราคาเป็นล้าน ๆ บาทจมน้ําทั้งคันนี่ เราเก็บซากมา เหลือไม่กี่หมื่นบาทหรอกครับจากล้านบาท แต่ละคันต้องเสียหายเป็นแสนเป็นล้านทั้งนั้น มีการประมาณกันว่ารถยนต์ที่จะต้องเสียหายจากน้ําท่วมครั้งนี้ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่จะต้อง เกิดขึ้นต่อไป แม้ส่วนหนึ่งจะหนีไปอยู่บนทางด่วนแล้วก็ตาม จะมีรถยนต์เสียหายถึงประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คันเป็นอย่างน้อย คันหนึ่งต้องซ่อมสัก ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็พอครับ ท่านประธานครับ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับที่หายไป วันนี้มีการพูดถึงว่า บ้านจัดสรรทั้งหลายมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ หลังจมน้ําหมดแล้ว จะถึงเข่า ถึงแข้ง ถึงอก ถึงคอ ก็ตามแต่ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ หลังเหล่านี้เมื่อน้ําท่วมลดมาแต่ละหลัง ๒๐๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่อยู่หรอกครับในการที่จะซ่อมบ้าน และคูณด้วยความเสียหายตรงนี้ เป็นเงินอีกกี่หมื่นล้านบาท อีกร่วมแสนล้านบาท ท่านประธานครับ คนที่ซื้อบ้านจัดสรรทั้งหลาย เป็นคนที่มีเงินเดือนนะครับ ใช้เงินเดือนเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนอยู่ตรงนี้ ภาวะน้ําลด เขาจะไม่มีเงินพอที่จะมาซ่อมบ้าน ก็จะเป็นปัญหารายครัวเรือนเป็นความลําบากยากแค้น แสนเข็ญของเขา และภาวะอย่างนี้จะไปลดภาษีให้เขาไม่มีประโยชน์หรอกครับ ทั้งหมดคือ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมจะพยายามรักษาเวลา เห็นประธานวิปบอกว่า ให้ผมได้ถึง ๑๕ นาที ผมขอเลยไปในเรื่องอีกบางส่วนเท่านั้นเองครับ ท่านประธานผมอยากย้ํา ตรงนี้ละครับ ผมยึดถือตลอดเวลาว่ากระทรวงการคลังอยู่ได้นอกจากวินัยการคลังที่เข้มงวดแล้ว วินัยการงบประมาณที่เข้มงวดก็จําเป็น การทํางบประมาณที่เชื่อถือได้ ต้องมีข้อมูลตัวเลข สมมุติฐานที่เป็นจริงที่ควรจะยึดถือได้ แต่วันนี้เราทํางบประมาณมายาทั้งฉบับมาให้สภาเรา พิจารณา ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมเคยพูดถึงเรื่องหนี้สาธารณะ ผมเคยพูดถึงหลาย ๆ เรื่อง เห็นไหมครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปล้วนแล้วแต่มาเป็นหนี้ สาธารณะ หนี้สาธารณะปีนี้เราจะชดใช้ต้นเงินไปเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราจะต้องก่อหนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีกกี่แสนล้านต่อมาก็ไม่ทราบ ท่านประธาน ประชาชนคงน้อยคนที่จะรู้นะครับว่าวันนี้ประเทศไทยต้องเบียดบังงบประมาณไปจ่าย ดอกเบี้ยถึงปีละ ๑๓๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไปแล้ว มากกว่างบกระทรวงใหญ่ ๆ ของเราตั้งหลายกระทรวงที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ท่านประธานผมขอใช้เวลาเพียงแค่นี้ว่า ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ท่านเคยอยู่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านเคยคลุกคลีกับภาคเอกชน ท่านรู้ว่า ภาคเอกชนจะเดือดร้อนลําบากแค่ไหน และท่านก็เคยพูดตลอดเวลาเรื่องวินัยการคลัง วันนี้ฝากเรื่องวินัยงบประมาณ วันนี้เราไม่ใช่เอางบประมาณทั้งฉบับที่เป็นวินัยมายาเขียนตัวเลขสมมุติฐาน จินตนาการ หลอกลวงโดยไม่ได้อยู่ในพื้นฐานที่เป็นจริงทั้งสิ้นกําลังจะมาให้สภานี้พิจารณา ผมฝาก ข้อสังเกตเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ