คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ขออนุญาตอภิปรายเรื่องภาษาอังกฤษในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์ และหารือเรื่องการสร้างคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อนำผลงานวิจัยสู่เอกชน โดยแนะนำแนวทางการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำหลาก ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยแนะนำโครงการแก้มลิงพวงที่ใช้งบประมาณประมาณ 1,000,000 บาทต่อพื้นที่ 1,000 ไร่
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะก่อนที่ดิฉันจะอภิปราย ดิฉันจะขออนุญาตว่า ในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์ในวันนี้อาจจะต้องมีภาษาอังกฤษ อยู่ด้วยเพื่อความสะดวกแล้วก็เพื่อความเข้าใจที่ง่ายค่ะ
ต่อกรณีการจัดงบประมาณให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ในปี ๒๕๕๕ เพียง ๘,๒๒๒.๖ ล้านบาท คิดเป็น ๐.๓ ของงบประมาณทั้งหมด ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ซึ่งก็น้อยอยู่แล้ว แล้วก็ลดน้อยกว่าปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๔ คิดเป็น ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของกระทรวงที่มีความสําคัญต่อการส่งเสริมขีดความสามารถ ในการแข่งขัน เช่น สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติลดลงประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท สํานักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ําและการเกษตร และสํานักงาน นวัตกรรมก็ลดลงเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะ ดิฉันขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าดิฉันผิดหวัง แล้วก็สิ้นหวังกับการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องและสวนทางกับนโยบายที่ได้แถลงไว้ อย่างสวยหรูที่ว่าจะส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยโดยมุ่งเข้าสู่ระดับร้อยละ ๒ ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ซึ่งต่อไปนี้ดิฉันจะคัดใช้คําว่า จีดีพี แทน หมายความว่าอย่างไร คะ ดิฉันคิดว่าถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือว่ารัฐบาลนี้บังอาจแถลงว่าจะเพิ่มงบประมาณ ด้านการวิจัยและพัฒนาซึ่งเรียกว่าอาร์แอนด์ดี (R&D) ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ดิฉันคิดว่าคิดการใหญ่ แต่ทําไม่ได้หรอก ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้จะใจกล้า ถึงขนาดเพิ่ม ๑๐ เท่าของงบประมาณอาร์แอนด์ดีของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับ ๐.๒ ค่ะ จาก ๐.๒ รัฐบาลนี้จะเพิ่มเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน ด้วยความคิดอย่างนี้ ที่ขาดความเข้าใจและขาดวิสัยทัศน์ของรัฐบาล เรื่องนี้เลยกลายเป็นเรื่องตลกแล้วก็เป็นเรื่อง ที่น่าอับอายในสังคมวงการวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ ดิฉันพบกับนักวิชาการ และบุคคลหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดิฉันอายแทนประเทศไทยมากค่ะ เขาถามดิฉันว่า แม้กระทั่งนักเศรษฐศาสตร์ก็เช่นเดียวกันนะคะว่ารัฐบาลคิดได้อย่างไร แล้วก็รัฐบาลคิดอยู่บนพื้นฐานอะไรกันแน่ ดิฉันก็ตอบไปค่ะว่า คิดว่าคงคิดตามมาตรฐานของ ผู้นํารัฐบาล พวกเขาได้แต่อมยิ้ม ดิฉันไม่แน่ใจว่าการอมยิ้มเป็นการยิ้มเยาะหรือเป็นการสิ้นหวัง ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศไทย ท่านประธานทราบไหมคะว่า เพราะอะไร เพราะว่าประเทศที่เจริญแล้วทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อย่างเช่น ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น กว่าประเทศเหล่านั้นจะพัฒนาอาร์แอนด์ดีให้มีงบประมาณถึง ๒ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้นเขาใช้เวลาถึง ๔๐-๕๐ ปีค่ะ แล้วรัฐบาลนี้จะอยู่ ๔๐-๕๐ ปี หรือเปล่าคะ ดิฉันพูดมาถึงตรงนี้ทําให้ดิฉันคิดถึงคําพูดของดอกเตอร์อัมมารที่เคยบอกว่า รัฐบาลนี้ดีแต่โม้ค่ะ แล้วจริง ๆ แล้วก็ยังมีมากกว่านี้ ท่านประธานคงจะพอจําได้นะคะว่า มีป้ายโฆษณาตอนหาเสียงว่า ลาก่อนน้ําท่วม น้ําแล้ง ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่ต้องพูดถึง ๓๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐ บาท ทันที ทันทีและทั่วประเทศ ดิฉันเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ในสมัยรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราเคยกําหนดเป้าหมายไว้ อาร์แอนด์ดีที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการวิทยาศาสตร์ ค่อนข้างมากและตื่นเต้นกันมากทั้งภาครัฐและเอกชน เขาคิดว่ามันเป็นไปได้ เขาอยากจะช่วยผลักดันให้ฝันที่เป็นจริงด้วยการตั้งเป้าอย่างนั้น ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ทํา ๓ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการวิทยาศาสตร์มาก่อนเลย ก็คือว่าได้จ้างนักเศรษฐศาสตร์คือดอกเตอร์ธนวัฒน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อํานวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจพร้อมคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย หอการค้ามาศึกษาและประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เป็นครั้งแรกค่ะ
อันที่ ๒ เป็นครั้งแรกอีกเช่นเดียวกันค่ะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีโดยมีตัวแทนจากสาขา หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทยและผู้แทนเอสเอ็มอี ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ จากกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และต่างประเทศ เป็นต้น เพื่อร่วมเป็นกรรมการและนําผลงานวิจัยสู่เอกชน
แล้วก็ประเด็นที่ ๓ ท่านอภิสิทธิ์มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลได้เชิญรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ร่วมเป็นกรรมการชุดกรรมการภาครัฐร่วมเอกชนชุดใหญ่เพื่อนําไปสู่ ครม. เศรษฐกิจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมค่ะ
ท่านประธานค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะได้เสนอแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ําแล้ง น้ําหลากตามแนวพระราชดําริ บนพื้นฐานความรู้ของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ดิฉันอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าดิฉันและประชาชนเริ่มมีความหวังและเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อได้รับฟังรับชมคลิปพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการจัดการน้ํา ซึ่งพระราชอัจฉริยะไร้กาลเวลา การแก้ปัญหาของปี ๒๕๓๘ ถ้าฟังดูเผิน ๆ เหมือนกับ ปี ๒๕๕๔ เลยทีเดียว ถือว่าเป็นบุญของแผ่นดินท่านประธานที่เรามีพระมหากษัตริย์ ที่เปี่ยมล้นด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงทุ่มเททําการวิจัยค้นคว้าพัฒนางานแก้ปัญหาน้ํา โดยตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการน้ําเพื่อแก้ไขน้ําแล้ง น้ําหลากอย่างยั่งยืน ถ้ารัฐบาลไม่เพิกเฉยให้ความสําคัญต่อคําแนะนํา คําตักเตือน ของพระองค์และพร้อมที่จะนํามาปฏิบัติวันนี้เราคงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรม ความหายนะ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมจากธรรมชาติอย่างยาวนานขยายวงกว้างไปมากขนาดนี้ ท่านประธานค่ะ ดิฉันมีตัวอย่างที่จะกราบเรียนเพื่อที่จะเสนอรัฐบาลว่าควรจะหันกลับมา ทบทวนนโยบายในการแก้ปัญหาน้ําแล้งน้ําหลากโดยอาศัยโครงการที่ทําสําเร็จทั่วประเทศ ๑๐๐ กว่าแห่ง โดยให้ประชาชนขุดแก้มลิงพวงค่ะ แก้มลิงก็คือบ่อนั่นเอง ทําไมดิฉันว่า แก้มลิงพวง เพราะว่าขุดบ่อโดยอยู่บนฐานของความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีใช้ดาวเทียม มาดูเส้นทางน้ําที่จะไหลว่าน้ําจากบ่อนี้แล้วจะไปบ่อไหนเพื่อกักเก็บน้ําฝนเป็นน้ําที่เทวดาให้มา ดิฉันเป็นคนอีสานแล้วก็ดีใจมากที่มีตัวอย่างที่ประสบความสําเร็จจาก ๑๐๔ แห่ง อันนี้เป็นแห่งหนึ่งที่มีความสําเร็จแล้วก็โดดเด่นจนกระทั่งได้มีผู้นําโครงการบริหารจัดการน้ํา โดยชุมชนตามแนวพระราชดําริบนพื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมนี้ ไปนําเสนอที่การประชุมจี ๒๐ (G20) ที่ดาวอสในปี ๒๕๕๒ ค่ะ ความสําเร็จของโครงการนี้ ดิฉันอยากจะนําเสนอรัฐบาลว่าท่านไม่ต้องไปเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจากที่ไหน ท่านไม่ต้องที่จะ ไปทําเมกะโปรเจกต์ที่ใช้เงินมากมายเลย หมู่บ้านนี้คือหมู่บ้านลิ่มทอง อําเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับเกียรติ ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประสบความสําเร็จอย่างยิ่งยวด ใช้งบประมาณเยอะไหมค่ะท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี คงจะฟังไว้ด้วยนะคะ ขอทบทวนแล้วก็หันมาพิจารณาโครงการเล็ก ๆ ของชุมชนแต่ละชุมชน ซึ่งใช้งบประมาณประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อพื้นที่ ๑,๐๐๐ ไร่ ถ้าอีสานบ้านเกิดของ ดิฉันที่จะให้ทุกหมู่บ้านขยายโครงการการบริหารจัดการน้ําโดยชุมชนตามแนวพระราชดําริ หรือแก้มลิงพวงนี้ อีสานจะเลิกจนค่ะ ดิฉันหวังว่าชาวอีสานคงจะพอใจ ถ้ารัฐบาลใจกว้างแล้วก็ทบทวน เพราะว่าเมื่อมีน้ําใช้ ตลอดปีแล้ว น้ําคือชีวิต สิ่งต่าง ๆ ก็จะกลับมา ดิฉันไปดูหมู่บ้านนี้นะคะท่านประธาน ปีแรก ที่ไปดูรายได้ของประชาชนจากการทํานา ๓ ครั้ง ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกอะไรต่าง ๆ รายได้ เขาเพิ่มขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๒ เท่าไรทราบไหมคะท่านประธาน ๒๘๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงอยากนําเสนอในตอนท้ายว่าเวลาท่านจัดงบประมาณอย่าไปคิดถึงเป็นหมื่น เป็นแสนล้านเลยค่ะ มาสนใจโครงการแก้น้ําแล้ง น้ําหลาก น้ําท่วมอย่างถาวร ตามแนวพระราชดําริ ดิฉันอยากจะให้กําลังใจกับประชาชนชาวไทยว่าเรายังมีทางออกทางแก้ ยังมีแสงสว่าง ความหวังให้เราสู้ เราเดินต่อไปยังมีอยู่เสมอด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมชาวสยาม และชาวไทยค่ะ ขอบคุณค่ะ