สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ โดยแสดงความเห็นชอบบางส่วน แต่ไม่เห็นด้วยบางส่วน และจะอธิบายเหตุผล เขายังหารือเรื่องปัญหาการคลังของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และเสนอแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะการยกเลิกนโยบายลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับนิติบุคคล และเสนอการชดเชยครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการวางแผนการเงินระยะยาวเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ผมได้นั่งฟังการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณมา ๒ วันนะครับ แล้วก็ได้รับฟังข้อสังเกต ข้อเสนอ ข้อแนะนําต่าง ๆ ด้วยความสนใจครับ ข้อเสนอ ข้อแนะนํา หลายอย่างเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็สอดคล้องกับความเห็นของผม แต่ว่าต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่า มีข้อเสนอแล้วก็ข้อแนะนําบางข้อนั้นที่ผมไม่เห็นด้วย แล้วก็ผมจะขอชี้แจงถึงเหตุผล

กระทรวงการคลังมีหน้าที่ในด้านรายรับครับ เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการที่จะจัดเก็บ รายได้ให้เข้ามา ๑.๙๘ ล้านล้านบาทเพื่อจะรักษาการขาดดุลไว้ไม่ให้เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง แล้วก็ผมเองก็ตระหนักดีนะครับว่าในสภาพแวดล้อม อย่างนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ท้าทายพอสมควร อันที่จริงนั้นความท้าทาย มันปรากฏทั้งสภาพ ที่เกิดขึ้นนอกประเทศแล้วก็ในประเทศนะครับ ท่านประธานครับ ในต่างประเทศนั้น ประเทศหลัก ๆ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าของเรานั้น เวลานี้ก็มีปัญหาอยู่พอสมควรครับ กรณี ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นคู่ค้าที่สําคัญ แล้วก็ในอดีตที่ผ่านมานั้นก็จะทําหน้าที่ เป็นหัวรถจักรในการชักลากรถไฟเศรษฐกิจของโลก เวลานี้นะครับการเจรจาตกลงในทาง การเมืองในเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาเองก็ยังหาข้อตกลง หาข้อยุติยังไม่ได้ นอกจากนี้นะครับ ถ้าหากว่าท่านติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจ ท่านก็จะพบว่าบริษัทเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่อง ของเงินสด จริง ๆ หลายบริษัทจะมีเงินสดหมุนเวียนอยู่ในมือค่อนข้างจะมาก แต่ว่า ความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองในสหรัฐอเมริกานั้นทําให้บริษัทห้างร้านเหล่านี้ชะลอ ในเรื่องของการลงทุน ชะลอในเรื่องของการที่จะเปิดโครงการใหม่ เพราะฉะนั้นเราจะหวัง เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาว่าจะมีความเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ ก็เมื่อมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในครั้งต่อไปในปลายปี ๒๕๕๕ ผ่านไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นตลอดปี ๒๕๕๕ เราก็จะฝากความหวังไว้กับประเทศสหรัฐอเมริกาคงไม่ได้มาก ยุโรปก็มีปัญหาที่หนักหน่วงพอ ๆ กันครับท่านประธาน ปัญหาหนี้ของประเทศที่มีฐานะ อ่อนอย่างในอดีตประเทศกรีซ แล้วก็ประเทศของไอร์แลนด์ ขณะนี้ลามไปถึง ประเทศอิตาลีแล้วครับท่าน ประเทศอิตาลีนั้นเป็นประเทศ ซึ่งมีหนี้สัดส่วนที่สูงมาก จํานวนหนี้เป็นจํานวนที่สูงมาก แล้วถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาสําหรับประเทศอิตาลีได้ ไม่นานก็จะลามต่อไป ยังประเทศสเปนนะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการแก้ปัญหาในทางการเมือง สําหรับ ยุโรปทั้งทางฝั่งประเทศซึ่งจําเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือ กับประเทศที่จะเป็นคนจ่าย สตางค์ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะมีข้อยุติได้โดยเร็ว เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า ปี ๒๕๕๕ นะครับ เศรษฐกิจยุโรปจะหวังเป็นที่พึ่งสําหรับประเทศไทยก็คงหวังมากไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากนี้ครับ เดิมนั้นประเทศเราก็สามารถที่จะพึ่งพิงประเทศยักษ์ใหญ่ที่อยู่ ในละแวกเอเชียได้ แต่ว่าการที่ประเทศสหรัฐเองก็ชะลอ เศรษฐกิจของยุโรปก็ไม่สดใสเท่าไร เวลานี้ก็เริ่มมีผลกระทบต่อไปยังประเทศจีนนะครับ ถ้าหากว่าท่านติดตามภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศจีนก็จะพบว่า เวลานี้เริ่มมีปัญหาในแง่ของราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มชะลอตัว ฉะนั้นลักษณะของสภาวะแวดล้อมในภายนอกประเทศ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อในเรื่องของ การส่งออก ในเรื่องของการท่องเที่ยวของประเทศก็ต้องยอมรับว่าเป็นสภาวะที่มันไม่สดใส เมื่อปัญหานี้ผนวกเข้าไปกับปัญหามหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ต้องยอมนะครับว่า เป็นธรรมดาอยู่เองที่ว่าจะมีข้อกังวลในการวิจารณ์ของสมาชิกหลาย ๆ ท่านเกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ในการที่จะเรียกจัดเก็บรายได้ให้มันได้ตามเป้าหมาย แล้วจริง ๆ แล้วพอมี ข้อกังวลอย่างนั้นก็เลยมีสมาชิกบางท่านได้กรุณาให้คําแนะนําเสนอแนะนะครับ

โดยข้อเสนออันแรกที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ ข้อเสนอที่ว่าควรจะมีการ ยกเลิก นโยบายในการลดอัตราภาษีเงินได้ สําหรับนิติบุคคล ในเรื่องนี้รัฐบาลนั้นกําหนดไว้ เป็นนโยบายที่จะลดอัตราภาษีเงินได้สําหรับนิติบุคคล ลดลงจากร้อยละ ๓๐ ลงไป เหลือร้อยละ ๒๓ มีผลสําหรับงบการเงินซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป มีข้อเสนอจากท่านสมาชิกว่านโยบายอันนี้ควรจะชะลอไว้ก่อน แล้วก็ควรจะเอาเงินภาษี ที่ยังไม่ต้องลดเอามาใช้ในเรื่องต่าง ๆ โดยมีข้อสันนิษฐานว่าการดําเนินการในการลดภาษี อย่างนั้นจะเสียรายได้ไปประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า แทนที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในการคีย์ก็จะสามารถที่จะเอาเงิน ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เอามาใช้เป็นงบประมาณใช้จ่ายต่าง ๆ

ในเรื่องนี้ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับท่านประธานว่า เหตุผลในการ ที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายที่จําเป็นจะต้องมีการลดอัตราภาษีเงินได้สําหรับนิติบุคคล จากร้อยละ ๓๐ ลงไปเหลือร้อยละ ๒๓ นั้นก็เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่กําลัง ดําเนินการกันอยู่ในประเทศอาเซียน ท่านประธานครับ ประเทศอาเซียนนั้นได้มีข้อตกลง ที่จะมีเขตร่วมมือเศรษฐกิจนะครับ มีการผูกพันกันมากขึ้นในปี คศ. ๒๐๑๕ คือในปี ๒๕๕๘ นะครับ ในขณะนี้ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดก็คือ ประเทศลาวร้อยละ ๓๕ นะครับ ถัดจากนั้นในลําดับที่ ๒ ก็จะเป็นไทยอยู่นี้นะครับ รวมทั้ง พม่าแล้วก็ฟิลิปปินส์ก็คือร้อยละ ๓๐ ที่เหลือก็จะต่ํากว่าร้อยละ ๒๕ ครับ อย่างกรณี ของมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่เราจําเป็นจะต้องมี การปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงไป เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับแนวโน้มของประเทศ อาเซียน ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่ายังจําเป็นจะต้องดําเนินการอยู่นะครับ เพราะว่ากําหนดการสําหรับอาเซียนที่จะมีการทําเขตร่วมมือเศรษฐกิจเออีซี (AEC) ในปี ๒๕๕๘ นั้นเขาไม่ได้เลื่อนครับ เขาไม่ได้เลื่อนเนื่องจากว่าเขาเห็นใจว่าประเทศไทยมีน้ําท่วม แล้วก็นอกจากนี้แนวทาง ของทางกระทรวงการคลังต้องการที่จะให้ประเทศไทยนั้น ไม่ใช่ลําพังเป็นเฉพาะส่วนหนึ่ง ของอาเซียนนะครับ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของแหวนอาเซียน ที่จริง ก็เป็นแหวนที่ร้อยประเทศ ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน แต่ว่าต้องการให้ประเทศไทยมีฐานะเป็นหัวแหวน เป็นเพชรหรือ เป็นอัญมณีซึ่งเรียกว่าเป็นแหล่งที่ใครต่อใครนั้นเลือกมากกว่าหรือเลือกเป็นอันดับหนึ่ง มากกว่าประเทศอื่น เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้ต้องเรียนอย่างนี้ว่าจึงไม่สามารถหรือไม่ สมควรที่จะไปเลื่อนการลดอัตราภาษีนิติบุคคลตามที่ประกาศไว้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมเอง ก็ได้รับทราบข้อมูลจากทางสภาอุตสาหกรรมก็ดีนะครับ แล้วก็จากทางสภาหอการค้าไทยก็ดี ว่ามีภาคเอกชนบางรายก็ได้เสนอเช่นนี้ ก็ได้เสนอว่าภาคเอกชนก็มีความสนใจแล้วก็มี ความยินดีถ้าหากว่าทางรัฐบาลนั้นจะไม่ลดภาษี แล้วก็จะเอาเงินภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์นี้เอาไป ใช้โดยเขามีการเสนอตัวด้วยตัวของเขาเอง ในทางนี้ทางกระทรวงการคลังพร้อมที่จะให้ เอกชนสามารถที่จะนําเงิน ซึ่งเอกชนนั้นประหยัดลงไปได้สําหรับค่าภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์นี้นะครับ เอาไปตั้งเป็นกองทุนได้ อันนี้ไม่ยาก และไม่จําเป็นจะต้องมีการออกกฎหมายอะไรเพิ่มเติมนะครับ ถ้าหากว่าเอกชนรายใดพร้อมที่จะนําเงินภาษีส่วนที่ตัวเองประหยัดลงไปได้ จะเป็นทั้งเต็ม จํานวน ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือจําเป็นจะต้องเอาไว้ใช้ฟื้นฟูกิจการตัวเองบางส่วนนะครับ จะใส่ ลงไป ๖ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ตามนั้น ผมจะเปิดทางให้สภาอุตสาหกรรมก็ดี สภาหอการค้าก็ดี หรือสมาคมธนาคารไทยก็ดี หน่วยงานเหล่านี้สามารถที่จะตั้งเป็นกองทุน ขึ้นมานะครับ แล้วก็สามารถที่จะให้เอกชนเอาเงินเหล่านี้เอาไปใส่ไว้ แล้วก็ให้มีการใช้ไป ในเรื่องของกิจการสาธารณะได้ไม่มีปัญหาครับ

ในประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน มีข้อสังเกตอย่างนี้นะครับว่า มีข้อกังวล นะครับว่า การปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ ๓๐ ลงมาเหลือร้อยละ ๒๓ นั้น มันทําให้รัฐเสียรายได้ไปน่าจะประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนะครับ เพราะฉะนั้น จํานวนนี้เป็นจํานวนที่หนักหนาสาหัส แล้วก็จะทําให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลนั้นถูกกระทบ กระเทือนมาก ต้องขออนุญาตกราบเรียนรายละเอียดอย่างนี้นะครับว่าผลกระทบสําหรับ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะไม่มากนัก จะไม่เต็มจํานวน ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่คาดไว้ครับ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอย่างนี้ครับ เพราะว่าปีงบประมาณปี ๒๕๕๕ นั้น จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ แล้วก็ไปถึงเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ ในระหว่างนั้นครับ นิติบุคคลจะมีการชําระภาษี ๒ ครั้งด้วยกันครับ ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ เดือน ๕ นะครับ อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๕ คือเดือน ๘ การชําระงวดแรก ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ นั้น ยังเป็นไปตามอัตราร้อยละ ๓๐ ตามเดิม เนื่องจากว่ามันเป็น การชําระสําหรับกําไรที่เกิดขึ้นนะครับ จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ครับ ส่วนอัตราใหม่ ร้อยละ ๒๓ นั้นจะใช้สําหรับการชําระงวดที่ ๒ คือในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๕ เท่านั้น เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าผลกระทบจากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ ๓๐ ลงไปเหลือร้อยละ ๒๓ นั้น มีผลกระทบเพียงประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ที่จริงแล้วทางเจ้าหน้าที่ประเมินไว้คือ ๕๒,๕๐๐ ล้านบาทเศษครับ แล้วก็เป็นผลกระทบ ซึ่งกระทรวงการคลังได้คํานึงแล้วนะครับในการคํานวณตัวเลขรายได้ ๑.๙๘ ล้านล้านบาทนั้น

มีอีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ในเรื่องของผลกระทบในเรื่องของภาษี เงินได้นิติบุคคล ก็มีข้อกังวลว่ากิจการซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ําท่วมอาจจะทําให้การจัดเก็บ ภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นลดลงไป ในเรื่องนี้ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่ากิจการ ขนาดใหญ่ซึ่งประสบปัญหาจากเรื่องของน้ําท่วมโดยตรงนั้น โดยเน้นไปที่กิจการซึ่งอยู่ใน ๗ นิคมอุตสาหกรรมนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นกิจการซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพราะฉะนั้น จํานวนภาษีซึ่งชําระอยู่แล้วนั้นไม่มากเท่าไรนะครับ ตัวเลขภาษีที่มีการชําระในปี ๒๕๕๔ ปีที่แล้วนะครับ สําหรับนิติบุคคลซึ่งดําเนินการอยู่ใน ๗ นิคมนั้นเป็นจํานวนรวมไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่าน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นคิดเป็นสัดส่วนต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งประเทศมันจะตกประมาณ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

นอกจากนั้นผมอยากจะอธิบายอย่างนี้นะครับว่าในกรณีที่น้ําท่วม ของประเทศไทยความเสียหายมันมากต่อเรื่องของพื้นที่ มันมากในเรื่องของความไม่สะดวก มันมากในแง่ของจิตใจ แต่ว่าในแง่ของผลเสียหายต่อทรัพย์สินนี่นะครับมันจะไม่เหมือนกับ กรณีของสึนามิที่ไหลเข้ามาจากทะเล ซึ่งจะมีเศษต้นไม้ใหญ่หรือเศษอะไรแล้วจะทําให้ ตัวโครงสร้างของอาคารนั้นเสียหาย กรณีของเรานั้นเป็นน้ํามาจากทางผิวดิน เพราะฉะนั้น ลักษณะของความเสียหายส่วนใหญ่แล้วคือโครงสร้างยังอยู่นะครับ นอกจากนี้บริษัทที่อยู่ ในนิคมเหล่านี้ก็จะมีการประกันภัย มีการประกันวินาศภัยเอาไว้เต็มที่ครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว บริษัทที่รับประกันเอาไว้ก็จะเป็นบริษัทญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นบริษัทเหล่านี้จะสามารถ ที่จะเรียกสินไหมชดเชยจากบริษัทประกันได้โดยปกติอยู่แล้วนะครับ นอกจากนี้เข้าใจว่า จะมีหลายบริษัทซึ่งจะถือโอกาสนี้ในการที่จะปรับปรุงแล้วนําเอาเครื่องจักรรุ่นล่าสุด เครื่องจักรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แล้วก็เครื่องจักรที่จะทําให้มีผลการผลิต ที่สูญเสียที่น้อยลงเข้ามาใช้ในจังหวะนี้ด้วยซึ่งก็จะเป็นเรื่องดีนะครับ ส่วนที่จะเป็นปัญหา มากกว่าคือการสะดุดในเรื่องของการผลิต ซึ่งเท่าที่สอบถามดูแล้วจะมีระยะเวลาแตกต่างกัน นะครับ บางรายนี่คิดว่าภายใน ๓ เดือนก็จะเริ่มผลิตได้ใหม่ครับ แต่บางรายอาจจะนานไป จนถึง ๖ เดือน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการผลิตกลับเข้ามาตามปกติแล้ว กําไรในส่วนที่จะลดลง นั้นก็จะไม่ใช่เต็มจํานวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่ผมชี้เมื่อสักครู่นะครับ มันก็คงจะเป็นการ ลดลงจาก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเพียงประมาณ ๑ ใน ๔ หรืออย่างมากก็ ๑ ใน ๒

เพราะฉะนั้นขออนุญาตกล่าวสรุปนะครับท่านประธานก็คือว่า ในเรื่องของ เป้าหมายสําหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นก็คิดว่าน่าจะยังทําได้อยู่นะครับ แล้วก็ขออนุญาต ยืนยันว่าเป้าหมายดังนี้มันจะไม่เกิดแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรของเราไปมีจิตใจ ที่โหดร้ายกับชาวบ้านใด ๆ นะครับ ขออนุญาตยืนยัน อันที่จริงแล้วนี่นะครับขอเรียน ท่านประธานว่ากระทรวงการคลังนั้นได้รับการมอบหมายให้ไปดูแลจังหวัดลพบุรี และนอกจากนี้ในกรุงเทพฯ ก็มีการจัดตั้งศูนย์อพยพขึ้นมา ๒ ศูนย์ ถ้าท่านเข้าไป ที่ศูนย์อพยพท่านจะพบนะครับว่าพวกเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาดูแลจัดทําทะเบียนแล้วก็อํานวย ความสะดวกให้กับผู้อพยพทั้งหลาย รวมทั้งคนที่เข้าไปทําอาหารแล้วก็ดูแลความเป็นอยู่ พวกนี้นี่คือเจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่สรรพสามิตนะครับ แล้วทั้งหมดนั้นมาด้วยจิตอาสา แล้วก็มีหลายรายที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุไปแล้วและยังได้กรุณากลับมาช่วยดูแลพวกนี้ด้วย แล้วก็บางรายบ้านตัวเองก็น้ําท่วมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตยืนยันนะครับว่า เป้าหมายสําหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่กําหนดเอาไว้นี่นะครับจะไม่ได้ไปสร้างความ กดดันให้เจ้าหน้าที่นะครับ ไปมีความโหดร้าย ไปไล่เก็บภาษีจากผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อมอย่างที่ไม่เป็นธรรม ผมขออนุญาตย้ํานะครับท่านประธานว่าในเรื่องของภาษีเงินได้ จากการทําธุรกิจนั้น สําหรับผู้ประกอบการรายจิ๋วเลยนี่นะครับ รายได้ ๑๕๐,๐๐๐ บาทแรกนั้น ไม่เสียภาษีอยู่แล้วนะครับ แล้วกฎกติกาตรงนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่นะครับ

ผมขออนุญาตไปอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ในเรื่องของสมมุติฐานทางเศรษฐกิจ ที่เราใช้นะครับ ที่ผ่านมาคือมีสมาชิกบางท่านมีข้อกังวลว่าสมมุติฐานเศรษฐกิจที่ใช้ก็คือว่า เราคาดว่าการขยายตัวของรายได้ประชาชาติที่แท้จริงนั้นน่าจะอยู่ระหว่าง ๔.๕-๕.๕ ก็คือ ตัวกลาง จุดกลางก็คือประมาณ ๕.๐ นะครับ ต้องยอมรับครับว่าผลผลิตในปี ๒๕๕๔ จะถูกกระทบ แล้วเวลานี้นั้นหลายสถาบันก็จะประเมินว่าผลกระทบอาจจะสูงถึง ร้อยละ ๑.๘ ถึงร้อยละ ๒ เพราะฉะนั้นตัวรายได้ประชาชาติที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ นั้น อาจจะหล่นลงไปเหลือถึงร้อยละ ๒.๖ ถึงร้อยละ ๒.๘ แต่อย่างไรก็ดีครับ สําหรับปีงบประมาณแล้วมันจะกระทบ ๓ เดือนแรกของปีงบประมาณมากหน่อย แต่ว่า ในส่วน ๙ เดือนหลังของปีงบประมาณ ในปี ๒๕๕๕ คิดว่ารายได้ประชาชาติหรือจีดีพี จะมีการขยายตัวค่อนข้างมากครับ ทางสภาพัฒน์ก็ยังเชื่อว่าปีหน้าอัตราการขยายตัว ก็ยังจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ ๕ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินผล จากน้ําท่วมแล้ว ก็ได้ปรับลดประมาณการเล็กน้อย แต่ว่าก็อยู่จาก ๔.๒ ลงมาเหลือ ๔.๑ นะครับ นอกจากนี้ถ้าหากว่าเราดูตัวเลขล่าสุดที่มีการประเมินโดยหน่วยงานระหว่างประเทศ ขนาดใหญ่ อย่างกรณีของมูดี้ส์ก็ยังประเมินว่าอัตราการขยายตัวถึงแม้ว่าจะมีปัญหาน้ําท่วม แต่ว่าอัตราการขยายตัวในปี ๒๕๕๕ นั้นก็น่าจะมากกว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เนื่องจากอย่างนี้ ครับว่ารัฐบาลมีมาตรการในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างฉับพลัน อย่างรวดเร็วนะครับ ทั้งในแง่ของครัวเรือน ทั้งในแง่ของความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละบ้าน แล้วก็การชดเชยกรณีที่เป็นเกษตรกรนะครับ แล้วรวมทั้งการที่เราจะจัดให้มีสินเชื่อ เพื่อจะมาดูแลธุรกิจทุกระดับ ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรวมไปถึงธุรกิจ ขนาดจิ๋ว เป็นเงินจํานวนรวมทั้งหมดถึง ๓๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็ได้ผ่านคณะรัฐมนตรี ไปแล้วนะครับ

ในแง่ของการจ่ายเงินชดเชยครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาทนั้นนะครับ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลนะครับว่าจนถึงวันที่ ๘ พฤศจิกายนนั้นนะครับ ได้มีการจ่ายไปแล้ว เกือบ ๆ ๔๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนละครับ เป็นเงินทั้งหมด ๒,๒๐๐ ล้านบาท แล้วนอกจากนี้ ล่าสุดนั้นคณะรัฐมนตรีก็ได้มีการอนุมัติ ให้มีการจ่ายสําหรับกรุงเทพมหานครอีกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะเป็นกลไกในการที่จะทําให้เศรษฐกิจ แล้วก็ครัวเรือนนั้น มีการฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิมได้โดยเร็ว

ประการสุดท้ายครับท่านประธาน มีข้อเสนอว่ามาตรการหรือนโยบาย ที่เรียกกันว่าประชานิยมนี่นะครับ นโยบายในเรื่องของรถคันแรก แล้วก็บ้านหลังแรกนั้น น่าจะมีการยกเลิกหรือเลื่อนไปก่อนดีหรือไม่นะครับ แล้วก็ถ้าหากว่าทําอย่างนั้นก็สามารถ ที่จะเอาเงินมาให้รัฐใช้ในการจ้างงานทดแทนได้ ต้องขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า ขณะนี้ลูกจ้างมีการหยุดทํางานชั่วคราวเป็นจํานวนมาก จริงนะครับประมาณคร่าว ๆ อาจจะ ๗๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่าเรียนตามตรงนะครับว่าส่วนใหญ่ยังไม่ได้เลิกจ้างนะครับ เอาจริง ๆ เข้าแล้วบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทญี่ปุ่นนั้นเขายินดีที่จะจ่ายค่าแรง ต่อเนื่อง เนื่องจากว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤติท่านต้องไม่ลืมว่าอัตราการว่างงานในประเทศนั้นต่ํามากครับ เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทใดปล่อยคนงานซึ่งมีความรู้ ซึ่งมีความเข้าใจวิธีการทํางานของเขา ซึ่งเขาอุตส่าห์ฝึกสอนอบรมมาเป็นเวลานานแล้ว ขืนปล่อยไปนี่นะครับ ถึงเวลาตั้งหลักได้ ถึงเวลาเริ่มการผลิตได้นี่นะครับ ก็จะไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนมาได้ครับ เพราะฉะนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักหรือบริษัทซัพพลาย เชน ที่เป็นห่วงโซ่ อุปทานต่อเนื่องไปนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ยอมเลิกจ้างนะครับ แล้วก็หลายรายตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องมีการเร่งรัดในการทําความสะอาด ในการที่จะเอาเครื่องจักรเข้ามาใหม่ แล้วก็ หลายรายบอกไม่ซ่อมนะครับ เขาจะเอาเครื่องจักรใหม่เข้ามาเลย เพราะว่าเขาบอกเร็วกว่า โดยที่ขณะนี้เราก็จะเอื้ออํานวยความสะดวกให้ในการยกเว้นอากรขาเข้า เพราะฉะนั้น ความจําเป็นที่เราจะต้องไปดูแลการที่ลูกจ้างอาจจะต้องถูกเลิกจ้างผมคิดว่าอาจจะไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามเวลานี้ทางรัฐบาลก็ได้จัดเตรียมขบวนการเอาไว้สําหรับในช่วงที่บุคคลเหล่านี้ มาอยู่ในศูนย์อพยพ ก็มีการที่จะจ้างให้เขาฝึกปรือความชํานาญในการทํางาน หรือให้มีงานทํา ในบทบาทต่าง ๆ ภายในศูนย์อพยพเหล่านี้เพื่อที่จะให้เป็นการใช้เวลาที่เป็นประโยชน์ ท่านประธานครับ วิธีการบริหารเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการที่สุดนี่คือทําให้ สภาวะการจ้างงานกลับไปสู่ภาวะปกติธุรกิจโดยเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะต้อง เร่งดําเนินการให้เร็วที่สุดก็คือว่าทําให้ธุรกิจเขาฟื้นเพื่อที่เขาจะได้เริ่มขบวนการจ้างงาน เริ่มขบวนการที่จะฝึกคนงานแล้วก็เริ่มกระบวนการที่จะผลิต แล้วก็คลายปัญหาในเรื่อง สภาพคล่องที่ขณะนี้เขาอาจจะติดหนี้พวกคนที่ขายสินค้าอะไรต่าง ๆ ให้เขาต่อเนื่องกันไป วิธีนั้นเท่านั้นเองถึงจะทําให้เศรษฐกิจนี้ฟื้นเข้ามาได้โดยเร็ว ไม่ใช่วิธีที่รัฐจะไปจ้างพวกคนงาน มาทํางานอะไรมากมายเกินไป อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ผมขออนุญาตเรียนให้ทราบนะครับ

ในประเด็นสุดท้ายที่จะพูดไว้นิดหนึ่ง คือว่ามีท่านสมาชิกเห็นว่าเราควรจะมี การจัดทําแผนการเงินการคลังระยะยาว ระยะปานกลาง เพื่อที่จะทําให้มีการลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะป้องกันว่าต่อให้จะมีน้ําฝนมากเช่นนี้อีกก็จะต้องไม่เกิดความ เสียหายเช่นนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ เมื่อคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ ซึ่งมีดอกเตอร์วีระพงศ์ และดอกเตอร์สุเมธ กําหนดออกมาเรียบร้อยแล้วนะครับว่างานที่จะทําจะมีอะไรบ้าง และจะใช้เงินอย่างไร ผมก็คงจะต้องกลับมาหารือกับท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน