สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร วันนี้เรามาประชุมเพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ แต่ก็เป็นการพิจารณาในภาวะที่บ้านเมืองของเราไม่ปกติ ที่จริงแล้วก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องของงบประมาณเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก เพราะว่าเรากําลังพูดถึงการใช้จ่ายเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใจจดใจจ่อกังวล และที่สําคัญที่สุดก็คือทุกข์ร้อน เดือดร้อนจากปัญหาน้ําท่วม ซึ่งทราบว่าท่านประธานก็จะนัดให้มีการประชุมร่วมของรัฐสภา ในอีก ๒ วันจากนี้ไป แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่ผมจะได้เข้าสู่เนื้อหาสาระของงบประมาณนั้น ก็อยากจะขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีว่าในช่วง ๔ วันข้างหน้าที่เราประชุมสภานั้นยังคงเป็นภาวะที่จะต้องมี การติดตามเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาและแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างเกาะติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มก็คือใน ๔ วันข้างหน้ามวลน้ํานั้นก็จะกระจายเข้าสู่อีกหลายพื้นที่ ทั้งในฝั่งพระนคร ธนบุรี แม้กระทั่งในปริมณฑลอย่างสมุทรสาคร ซึ่งจะมีปัญหามากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการสัญจรไปมา ในเรื่องของที่พี่น้องประชาชนนั้นจะได้รับบริการพื้นฐานหรือ สามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจําเป็นต่อการประทังชีวิต เพราะฉะนั้น ผมตระหนักดีครับว่าภาระของพวกเราอยู่ในที่นี้ก็จริง แต่ขอความกรุณาว่าทางรัฐบาลก็คง ต้องทํางานเป็น ๒ เท่านะครับ ด้านหนึ่งก็คือต้องรับผิดชอบต่อสภาในเรื่องของงบประมาณ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือต้องดูแลเกาะติดและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่กําลังจะเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนอีกจํานวนมาก ขอแสดงความเห็นใจแล้วก็เป็นกําลังใจให้กับทุกท่านที่ทํางาน เพื่อพี่น้องประชาชนครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้กล่าวว่าเรามาพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ในภาวะที่ไม่ปกติ โดยข้อเท็จจริงแล้วงบประมาณปีนี้จะมีความไม่ปกติทั้งในแง่ของ กระบวนการ ทั้งในแง่ของเนื้อหาสาระอยู่จาก ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกก็คือการเคลื่อนของปฏิทินงบประมาณ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ปีงบประมาณของเรานั้นจะเริ่มต้นในวันที่ ๑ ตุลาคม ขณะนี้เราอยู่ในเดือนพฤศจิกายน แล้วนะครับ แล้วก็ตามปฏิทินที่รัฐบาลได้กําหนดเอาไว้ก็คือกฎหมายงบประมาณนั้น จะประกาศใช้ได้จะเป็นประมาณสิ้นเดือนมกราคม ซึ่งกระบวนการนี้ก็ถือว่าเป็นการบีบ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการของสภาลงมาอยู่ที่ประมาณ ๔๕ วัน ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานว่าพวกเราที่อยู่ในฝ่ายค้านนั้นก็ประสงค์ที่จะเห็นกฎหมายงบประมาณออกมา บังคับใช้ได้โดยเร็ว เพราะว่านอกเหนือจากเรื่องของความเดือดร้อนเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่ประสงค์ที่จะเห็นกระบวนการของการพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงัก แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้รัฐบาลได้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก ความจริงไม่ได้จํากัดเฉพาะฝ่ายค้าน ในการที่จะต้องติดตามตรวจสอบ และเมื่อจําเป็นก็ขอให้รัฐบาลนั้นได้เปิดใจกว้างในการที่ จะปรับเปลี่ยนงบประมาณตามความเหมาะสม ซึ่งกระผมก็จะได้มีข้อเสนอแนะจาก การอภิปรายในวันนี้เป็นเบื้องต้นด้วย นอกจากนั้นผมก็หวังว่าการอภิปรายใน ๒ วันที่เราจะ ดําเนินการกันต่อไปนี้จะเป็นไปในบรรยากาศที่ดี เพราะผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนไม่ต้องการ ที่จะเห็นนักการเมืองทะเลาะกันในภาวะที่บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ และเราก็ต้องการที่จะให้ การพิจารณานั้นว่ากันด้วยเหตุด้วยผลแล้วก็เอาข้อเท็จจริงเอาเหตุผลต่าง ๆ นั้นมาแสดง ซึ่งในบางเรื่องก็ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่า แม้ว่าที่ผ่านมาพวกกระผมจะพยายาม หลีกเลี่ยงไม่ทําให้บรรยากาศเสียโดยการหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์การทํางานของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของน้ําท่วมนั้น แต่วันนี้และวันพรุ่งนี้ก็คงมีความจําเป็น ที่เพื่อนสมาชิกจะต้องพูดจาบางสิ่งบางอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยที่สุด วันนี้รัฐบาลกําลังจะขอเงินไปจากประชาชนถึง ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นอย่างน้อยในการที่ จะเข้ามาดูแลแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ําท่วม

ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจัยที่ ๒ ที่ทําให้การจัดทํางบประมาณนั้นต้อง ถือว่าอยู่ในภาวะเศรษฐกิจซึ่งไม่ปกติ ก็คือเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งยังไม่ได้ผ่านพ้นไป ซึ่งตรงนี้ในคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ในเอกสารของงบประมาณก็ได้ยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสแรก ไตรมาสที่ ๒ ข อ ง ปี นี้ แต่ว่าปัญหาที่ยังค้างคามาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในตลาดสําคัญ ๆ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงมากก็ย่อมที่จะส่งผลกระทบ ต่อการค้าขาย การค้าระหว่างประเทศ รายได้ของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจ ที่เปิดก็ย่อมจะส่งผลต่อเรื่องของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมไปจนถึงมีปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับภาวะเงินเฟ้อจากเรื่องของราคาน้ํามันด้วย

แล้วก็แน่นอนที่สุดครับ ปัจจัยที่ ๓ ที่ทําให้การจัดทํางบประมาณปีนี้ต้องถือว่า ไม่ปกติก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากน้ําท่วมครั้งใหญ่ที่พวกเราทุกคนกําลังประสบอยู่ในขณะนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ําท่วมนั้นคงไม่ได้วัดเฉพาะจากในแง่ของชีวิต ทรัพย์สินที่สูญเสีย ไปแล้ว แต่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมซึ่งจะขยายวงกว้างต่อไป ซึ่งตรงนี้ก็ทําให้ การจัดทํางบประมาณนั้นก็ต้องมีความซับซ้อนแล้วก็มีความยากลําบากมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่กระผมต้องขอกราบเรียนก็คือว่า ฐานะของประเทศในการ ที่จะเผชิญกับวิกฤติครั้งนี้ ผมถือว่าเราเริ่มต้นจากฐานที่ดีพอสมควร การบริหารเศรษฐกิจ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาทําให้ขณะนี้มีปัจจัยหลายปัจจัยที่ช่วยทําให้เราสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ ไปได้ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี เช่น ตามที่เอกสารงบประมาณได้ระบุเอาไว้ว่าเราก็ได้สะสม ทุนสํารองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่สูง เงินคงคลังก็อยู่ในระดับที่สูง หนี้ต่างประเทศก็อยู่ ในระดับที่ต่ํา แล้วเราก็ยังอยู่ในภาวะของการเกินดุลการค้าดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งก็จะเป็น แรงส่งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถที่จะฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แต่สิ่งที่กระผมอยากจะขอ กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ต้นก็คือว่า การจัดทํางบประมาณที่รัฐบาลกําลังนําเสนอต่อ สภาในขณะนี้ซึ่งว่าที่จริงแล้วก็เป็นคล้าย ๆ กับโครงสร้างที่รัฐบาลชุดที่แล้วเตรียมไว้ เพียงแต่ได้มีการตัดสินใจที่จะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณจาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการตัดทอนงบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เพื่อให้ได้เงินจํานวนหนึ่งก็คือประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทมาสํารองเอาไว้ หรือมาจัดสรร เอาไว้ในการที่จะดูแลแก้ไขปัญหาน้ําท่วม ซึ่งรัฐบาลก็ระบุว่าเงินยอดนี้จะครอบคลุม ทั้งในเรื่องของการชดเชย การเยียวยา การฟื้นฟู ไปจนถึงการที่จะลงทุนในโครงการ ในอนาคตที่จะมีการป้องกันในเรื่องของน้ําท่วม แต่สิ่งที่กระผมจะอภิปรายต่อไปนี้ก็คือว่า กระผมมีความเห็นและมีข้อสังเกตว่า งบประมาณที่ได้จัดสรรและเสนอต่อสภาในขณะนี้ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และไม่สอดคล้องกับปัญหาที่ประเทศจะต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสังเกตของกระผม ๔ ข้อ ก็คือ

ประการแรก สมมุติฐานการจัดทํางบประมาณของรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ

ประการที่ ๒ งบประมาณที่ได้นําเสนอต่อสภาในครั้งนี้รวมไปจนถึง การดําเนินการของรัฐบาลจนถึงวันนี้ยังขาดความชัดเจนในแง่ของการบริหารจัดการทางด้าน เศรษฐกิจไปจนถึงทางด้านการเงินการคลัง หรือการพัฒนาในระยะกลางหลังจากที่เรา ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไป

ประการที่ ๓ รัฐบาลยังไม่ได้มีการทบทวนจัดลําดับความสําคัญกันเสียใหม่ ในภาวะซึ่งประเทศและเศรษฐกิจต้องประสบกับความเสียหายใหญ่หลวงขนาดนี้ โดยยังมีการจัดสรรงบประมาณในแบบเดิม ๆ ซึ่งก็จะทําให้เกิดภาระในช่วง ๑-๒ ปีงบประมาณข้างหน้า และถ้าหากไม่ระมัดระวังก็จะไม่เป็นไปตามนโยบายงบประมาณ ที่รัฐบาลเพิ่งแถลงไปเมื่อสักครู่ว่าได้คํานึงถึงเรื่องของความยั่งยืนทางด้านการคลัง

ประการสุดท้าย ข้อสังเกตที่สําคัญที่สุดก็คือ เงินงบประมาณที่รัฐบาล ได้จัดสรรไว้ในเรื่องของน้ําท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จัดไว้ใน งบกลางนั้นจะทําให้เกิดปัญหาในเรื่องของความโปร่งใส และในเรื่องของประสิทธิภาพ ในการใช้จ่ายเงินในการที่จะดูแลแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเริ่มต้นจากข้อสังเกตแรก รัฐบาลนี้เข้ามา บริหารประเทศ ความจริงแล้วก็คืออย่างที่ผมกราบเรียนว่าตามปฏิทินงบประมาณก็คือ ต้องเร่งเสนองบประมาณต่อสภาให้เร็วที่สุด รัฐบาลที่แล้วก็เตรียมเอาไว้แล้วครับ ก็คือเตรียมเอาไว้โดยมีการประมาณการรายรับเอาไว้ที่ ๑.๙ ล้านล้านบาท แล้วก็ตั้งใจที่จะ ขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า เราจะเริ่มลดการขาดดุลทั้งในแง่ของจํานวนตัวเลข เงินงบประมาณ และทั้งในแง่ของการที่ จะคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติ นอกจากนั้นสิ่งที่เราได้มีการเตรียมการเอาไว้ก็คือว่า งบประมาณนี้ก็จะเริ่มปรับประเทศเข้าสู่ความสมดุลหลังจากที่เราได้ผ่านวิกฤติทางการเงิน ของโลก ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งมาในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าหลังจากที่รัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารประเทศความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเรื่องของน้ําท่วมได้ทําให้ทุกฝ่ายต้องมี การทบทวนในเรื่องของสมมุติฐานทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายตัวร้อยละ ๒.๙ เดิมนั้นก็หวังกันว่าในไตรมาสที่ ๓ ในไตรมาสที่ ๔ เศรษฐกิจจะเริ่มขยายตัวได้รวดเร็วมากขึ้น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าอุตสาหกรรมอย่างเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งได้รับผลกระทบ จากวิกฤติที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นมีปัญหาในเรื่องของชิ้นส่วน มีปัญหาในเรื่องของห่วงโซ่อุปทาน ก็มีการลดกําลังการผลิตในช่วงไตรมาสที่ ๒ อาจจะต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่ ๓ แล้วก็ตั้งใจ เอาไว้ว่าจะสามารถทํายอดให้กลับไปเป็นไปตามเป้าได้ในช่วงปลายปี แต่วันนี้ต้องยอมรับ ความจริงครับว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว มิหนําซ้ําสถานการณ์ความเสียหายกลับรุนแรงมากขึ้น ไปอีก จากปัญหาที่เกิดขึ้นความจริงไม่ใช่เฉพาะ ๗ นิคมอุตสาหกรรมหรอกครับ แต่ธุรกิจ อุตสาหกรรมในหลายต่อหลายจังหวัดที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมก็เป็นตัวป้อนในเรื่องของ ชิ้นส่วนอะไหล่หรือวัตถุดิบที่จะเข้ามาสู่กระบวนการการผลิตของประเทศ อย่างน้อยที่สุด ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ปรับลดประมาณการในเรื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลงมาแล้ว จากเดิมซึ่งคิดว่าจะขยายตัวร้อยละ ๔ ร้อยละ ๔.๕ วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลขที่ประกาศเมื่อกลางเดือนที่แล้วก็คือเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ ๒.๖ สิ่งที่ผม สงสัยก็คือท่านประธานครับ สมมุติฐานของการจัดทํางบประมาณของรัฐบาลที่เสนอต่อสภา ในวันนี้ไม่ได้ใช้ตัวเลขล่าสุด ยังคงอยู่กับตัวเลขร้อยละ ๓.๕ อยู่กับตัวเลขร้อยละ ๔

ข้อสังเกตแรก ก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี หรือท่านรองนายก มีความมั่นใจอย่างไร ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดตัวเลข การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าแล้ว แต่ยังใช้ตัวเลขเดิมซึ่งเป็น ตัวเลขสูงกว่าเป็นสมมุติฐานในการจัดทํางบประมาณ สิ่งที่ตามมาชัดเจนก็คือว่าประมาณการ รายรับของรัฐบาลซึ่งผูกติดอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต้องได้รับผลกระทบ ที่พวกเรา แปลกใจกันในวันนี้ก็คือว่าในขณะที่รัฐบาลที่แล้วในภาวะที่เศรษฐกิจยังปกติอยู่ คิดว่ารายรับ จะอยู่ที่ประมาณ ๑.๙ ล้านล้านบาท จริงอยู่การจัดเก็บรายได้จากเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา อาจจะเกินเป้า แต่เราก็ได้คํานึงถึงจุดนั้นแล้ว วันนี้รัฐบาลเข้ามามีความเสียหายเกิดขึ้นกับ เศรษฐกิจ หน่วยงานหลายหน่วยงานปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับเพิ่มประมาณการรายรับไปอีก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นก็ยังตัดสินใจ ที่จะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ นั่นหมายถึงการกู้เงินเพิ่มจากที่เคยมีการวางแผนเอาไว้ จาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เสร็จสรรพก็คือเอาอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวกกับ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นตัวเลข ที่เพิ่มขึ้นมา กระผมคิดว่าตัวเลขตรงนี้อันตรายครับ อันตรายก็เพราะว่ามันไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพราะนอกจากปัญหาในเรื่องของ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเรื่องของน้ําท่วมแล้ว ยังมีนโยบายรัฐบาลที่จะมีปัญหากับ เรื่องประมาณการรายรับของท่านอีก ท่านบอกว่ามาปรับเพิ่มประมาณการรายรับขึ้นไป ๘๐,๐๐๐ แต่ข้อเท็จจริงก็คือนโยบายที่ท่านประกาศไปแล้วว่าจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ตรงนี้ทําให้ท่านสูญเสียรายได้ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ อีกประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขที่ทางกระทรวงการคลังยืนยันกับพวกเรา นอกจากนั้นยังมี การบริหารจัดการในเรื่องของน้ํามันครับ ที่ภาษีสรรพสามิต มีการยกเว้นต่อเนื่องมาจาก รัฐบาลที่แล้วจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม แต่รัฐบาลมั่นใจหรือครับว่าพอเริ่มต้นปีใหม่ เดือนมกราคม รัฐบาลจะไม่เปลี่ยนนโยบาย คือถ้าเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนี้ เดือนมกราคมท่านต้องกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ํามันขึ้นมาอีก จากขณะนี้ไม่กี่สตางค์ เป็น ๓ บาท ๕ บาท ถ้าท่านไม่จัดเก็บนั่นก็หมายถึงการสูญเสียรายได้มหาศาลนะครับ ในอีก ๙ เดือนของปีงบประมาณนี้ นี่ยังไม่รวมถึงการที่ท่านใช้เงินกองทุนน้ํามันเข้าไป สนับสนุนในเรื่องของการที่จะตรึงราคาน้ํามัน ซึ่งก็ได้มีการกู้เงินไปแล้ว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ถ้ายังทําอย่างนี้ต่อไป แต่ละเดือน ๆ ก็จะมีภาระอีกหลายพันล้านบาท ซึ่งรัฐบาล ก็ยังไม่เคยมีคําตอบที่ชัดเจนว่าสุดท้ายหนี้ของกองทุนน้ํามันที่สร้างขึ้นมาท่านจะใช้ ด้วยวิธีการใด ท่านจะใช้หนี้นี้ด้วยวิธีการใด ในที่สุดคือไปขึ้นราคาน้ํามันเพื่อที่จะเก็บเงิน จากผู้ใช้น้ํามันหรือในที่สุดก็คือต้องเอาเงินงบประมาณคือเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน เองนั่นแหละ กลับไปคืนให้กับกองทุนน้ํามัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนก็คือว่า โดยสภาพข้อเท็จจริงของภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ โดยนโยบายของรัฐบาลเองทั้งในเรื่องของ ภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งในเรื่องของภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ทั้งในเรื่องของกองทุนน้ํามัน ทําให้ ตัวเลขที่นําเสนอต่อสภาในวันนี้ไม่น่าที่จะสอดคล้องกับความเป็นจริง นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติ การขาดดุลงบประมาณจะต้องมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ละครับ ก็จะมีผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ประเด็นที่ว่าเรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือยังว่าจะนําเรื่องของ ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และความยั่งยืนทางการคลังมาดูแลแก้ไขวางแผนกัน อย่างเป็นระบบในช่วงระยะเวลาอีกหลายปีข้างหน้าจากนี้ไป ที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ถ้าหากว่า ประมาณการรายรับที่เสนอไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ถึงเวลาที่รัฐบาลที่จะต้องเผชิญกับ ที่ขาดเงิน สิ่งที่พวกเรากลัวที่สุดครับก็คือสุดท้ายหน่วยงานที่จัดเก็บภาษีอากรจะต้องไป หาทางไล่บี้จัดเก็บภาษีจากพี่น้องประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะโดนเป็นประจําก็คือ ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดเล็ก พี่น้องประชาชนและธุรกิจนั้นเดือดร้อนหนักหนาสาหัส จากการที่ประสบกับภัยน้ําท่วมอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าในช่วงกลางหรือปลายปีงบประมาณนี้ เพราะรัฐบาลประมาณการรายรับไว้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงไปพยายามไล่เก็บภาษี จากเขาอีก นั่นจะเป็นการซ้ําเติมซึ่งผมเห็นว่าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนต่อ พี่น้องประชาชนจํานวนมาก อันนี้เป็นข้อสังเกตแรก แล้วก็อยากจะได้คําตอบว่าเหตุไฉน รัฐบาลจึงมีความมั่นใจไม่ใช้ตัวเลขการประมาณการ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเช่น ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อยู่ เหตุใดรัฐบาลจึงสามารถที่จะเพิ่มประมาณการรายรับ จากที่รัฐบาลที่แล้วประมาณการไว้ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจทรุดลง พร้อม ๆ กับการที่มีนโยบาย หลายนโยบายของรัฐบาลเองที่จะเป็นการลดรายรับของตัวเอง และผมเชื่อด้วยนะครับว่า จากวันนี้ไปในช่วงปีงบประมาณรัฐบาลก็จะมีมาตรการยกเว้นภาษี ยกเว้นอากร เพื่อช่วยเหลือ ภาคธุรกิจอีกหลายมาตรการที่จะต้องออกมา เพื่อที่จะฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นเครื่องหมายคําถามใหญ่ว่ารัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ และสามารถ ทําให้งบประมาณขาดดุลตามที่เสนอมาต่อสภาในวันนี้ได้จริงหรือไม่

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็คือในภาวะซึ่งมีการขาดดุลอย่างที่ กระผมกราบเรียนว่าอาจจะมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่แล้วนั้น สิ่งที่หลายท่านอาจจะ ยังไม่ทราบก็คือภาระงบประมาณที่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลอีกหลายเรื่องยังไม่ได้ อยู่ในงบประมาณฉบับนี้ แต่จะไปปรากฏในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ นั่นหมายความว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วถ้ารัฐบาลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังไม่มีการทบทวนนโยบายต่าง ๆ ภาระการขาดดุลงบประมาณและฐานะทางการคลังนั้นจะต้องทรุดลงไปอีก ต่อเนื่องไปจนถึง ปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นนะครับ งบประมาณที่เกี่ยวข้อง กับโครงการจํานําข้าว ที่ปรากฏอยู่ในงบประมาณฉบับนี้ที่มาขอจากพวกกระผม จะเป็นเงิน ค่าบริหารจัดการตีเสียว่าประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เหลือคือใช้หนี้เก่า แต่การขาดทุน ที่จะเกิดขึ้นจากการจํานําข้าวทั้งหมดยังไม่ได้อยู่ในงบประมาณฉบับนี้ ยังไม่รวมอยู่ใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะขาดดุลเลยครับ แล้วถ้าเราตีตัวเลขคร่าว ๆ นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงว่าจะจํานําข้าว ๒๕ ล้านตัน ถ้าตีคร่าว ๆ ราคาที่จะจํานํากับราคา ที่เป็นราคาตลาดในขณะนี้จะขาดทุนอยู่ประมาณตันละ ๕,๐๐๐ บาท คูณ ๒๕ ล้านบาท เข้าไปครับ เรากําลังพูดถึงเงินอีกเป็นหลักแสนล้านบาทที่ต้องไปปรากฏเป็นรายการอยู่ใน งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ผมมาดูนโยบายรถยนต์คันแรกของรัฐบาล รัฐบาลประกาศจะต้องใช้ เงินในโครงการนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ปรากฏอยู่ในงบประมาณฉบับนี้ ๑๐๐ ล้านบาท คือเฉพาะค่าบริหารโครงการ แต่เงินอีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นคือภาระที่ท่านสร้างไว้ ล่วงหน้าสําหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ผมไม่เห็นรายการเรื่องบ้านหลังแรกในงบประมาณ ฉบับนี้ แต่สันนิษฐานว่าท่านก็ยังเดินหน้าโครงการแล้วก็จะต้องมีภาระบางอย่างปรากฏอยู่ใน งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เช่นเดียวกัน ผมดูนโยบายที่ท่านประกาศเอาไว้ว่าจะทําให้เงินเดือน ข้าราชการขั้นต่ําอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ที่ท่านเสนอขณะนี้ไม่มีรายการ การปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการ มีเฉพาะมาตรการที่ท่านต้องถือว่าเป็นมาตรการชั่วคราว เปลี่ยนผ่าน คือบอกว่าจะเริ่มต้นจากการทําเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นเรื่องของการช่วยเหลือ ค่าครองชีพให้แก่ข้าราชการ แต่ไม่ใช่เงินเดือนนะครับ ซึ่งตรงนี้ใช้เงินประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ปรากฏอยู่ในรายการของงบประมาณฉบับนี้ ที่จริงน้อยกว่าที่รัฐบาล ที่แล้วใช้ในการปรับขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการทุกคน ถ้ารัฐบาลยังยืนยันและผมเห็นว่า รัฐบาลต้องทํานะครับ และยืนยันว่าเงินเดือนข้าราชการขั้นต่ําอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทสําหรับ ปริญญาตรี นั่นหมายความว่าเงินงบประมาณที่จะต้องไปเป็นภาระของปีงบประมาณ ๒๕๕๖ เป็นต้นไปก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลเช่นเดียวกัน ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าเราขาดยุทธศาสตร์หรือความชัดเจนในการวางแผนล่วงหน้า และที่สําคัญ ก็คือว่าในการขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้มีเงินที่มาเกี่ยวกับเรื่องน้ําท่วมอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมตีคร่าว ๆ ประมาณครึ่งหนึ่งจะเป็นเรื่องของการชดเชยเยียวยา อีกครึ่งหนึ่งก็จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟู หรือเรื่องของการที่จะลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งกระผมจะได้ กราบเรียนในเรื่องนี้ต่อไป แต่ประเด็นก็คือว่ามันไม่พอหรอกครับสําหรับแผนที่พวกเรา ทุกคนจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทําในเรื่องของการลงทุนเพื่อจัดการบริหารในเรื่องของน้ํา เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอีก โครงการที่ปรากฏอยู่ในงบประมาณฉบับนี้ เรื่องการบริหารจัดการน้ําเป็นโครงการต่อเนื่องมาจากที่รัฐบาลที่แล้วทําไว้ทั้งสิ้น แต่โครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตนี่ครับซึ่งบางทีรัฐบาลนี้พูดไปแล้วว่าจะต้องใช้เงิน ถึง ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรายังไม่มีคําตอบเลยครับว่าแหล่งเงินจะมาจากที่ไหน อย่างไร ตรงนี้คือข้อสังเกตข้อที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนว่าจําเป็นแล้วครับที่เราจะต้องมี ความชัดเจนในเรื่องของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทางด้านการเงินการคลัง เพื่อรองรับ การฟื้นตัวของประเทศจากวิกฤติครั้งนี้

ก็มาสู่ข้อสังเกตข้อที่ ๓ ครับ และตรงนี้สําคัญที่สุด ก็คือในภาวะอย่างนี้ครับ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤติรัฐบาลต้องจัดลําดับความสําคัญว่าจะเอาเงินซึ่งมีอยู่จํากัดและเป็นเงินที่ เก็บมาจากพี่น้องประชาชนในรูปของภาษีอากรนั้นมาใช้เพื่อพัฒนาหรือเพื่อช่วยเหลือใคร อย่างไร ต้องมีความชัดเจนตรงนี้ กระผมคิดว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่หรอกครับ ผมดูการตัด งบประมาณ การตัดงบประมาณเพื่อที่จะหาเงินมาให้ได้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ครับ มากอง ไว้ที่งบกลาง ผมเห็นรายการหลายรายการซึ่งผมเห็นว่าไม่ควรจะต้องตัดครับ แต่ก็ถูกตัด ผมให้ความสําคัญสูงสุดนะครับว่าเวลาที่เกิดวิกฤติอะไรก็ตามเรื่องคุณภาพชีวิตคน เรื่องการวางรากฐานสําหรับอนาคตต้องไม่ตัด แต่ผมเห็น ยกตัวอย่างนะครับ กองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษา ท่านไปตัด ๗,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเหลือ ๑,๑๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมทราบนะครับว่าท่านก็อาจจะบอกว่าไม่เป็นไรกองทุนนี้ ยังมีเงินสํารองอยู่ แต่ผมคํานวณแล้วครับ ถ้าอยากจะรักษาระดับของการบริการหรือการให้ กู้ยืมแต่เด็กที่ยากจนในระดับที่เป็นอยู่ เงินสํารองก็จะหมดภายในปีหน้าครับ ใช้หมดเลยครับ เพราะงบที่ท่านจัดสรรให้ปีนี้ท่านไปตัด ๗,๐๐๐ ล้านบาทจากปีที่แล้ว นี่ตัวอย่างแรก

ตัวอย่างที่ ๒ ท่านไปตัด จริง ๆ ไม่ใช่ตัดจากปีที่แล้วนะครับ แต่ตัด งบประมาณในเรื่องของโครงการรักษาฟรีซึ่งท่านกําลังจะเก็บ ๓๐ บาทนี่ จากตัวเลข ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้เตรียมเอาไว้ แต่ละปีนี่ครับในโครงการนี้ สปสช. เขาก็จะทําตัวเลขขอมาว่า ค่าใช้จ่ายต่อหัวในเรื่องของการรักษาพยาบาลมันควรจะเป็นเท่าไร แล้วก็ต้องยอมรับครับว่า ทุกปีไม่มีรัฐบาลชุดไหนสามารถที่จะสนองตอบ สปสช. ได้อย่างที่ขอ คุณภาพการให้บริการ จึงถูกกระทบมาโดยตลอด แต่รัฐบาลที่แล้วพยายามอย่างมากที่สุดที่จะสนองตอบต่อคําขอ ของ สปสช. และที่เตรียมไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ นี่ครับก็เป็นตัวเลข ซึ่งได้ตกลงกัน หลังจากที่ได้มีการประชุมกันหลายรอบ แต่วันนี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ท่านเสนอมาในงบประมาณ ฉบับนี้ท่านลดลงไปประมาณ ๑๕๐ บาทต่อหัวจากที่รัฐบาลที่แล้วเตรียมไว้ คํานวณเป็นเงิน เนื่องจากมีผู้รับบริการอยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคน ก็จะอีกประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทที่หายไป จากบริการพื้นฐานตรงนี้

การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเมื่อเราบอก จะเอาการเมืองนําการทหาร เอาการพัฒนา เอาความยุติธรรมเข้าไปดูแล ออกกฎหมาย ศอ.บต. มา วันนี้เรื่องนี้ถูกตัดงบประมาณอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาทจากปีที่แล้วครับ ผมเชื่อครับ ว่าจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเราได้พิจารณาอย่างจริงจังในเรื่องของการปรับลดงบประมาณ ตามเหตุตามผลมากกว่าที่จะบอกว่าแต่ละกระทรวงแต่ละหน่วยงานพยายามไปลดมา ร้อยละ ๑๐ เราจะสามารถจัดงบประมาณให้ได้เหมาะสมกว่านี้ครับ เพราะผมถือว่าเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และ เป็นปัญหาความมั่นคงใหญ่ก็ดี ปัญหาคุณภาพการให้บริการในเรื่องการรักษาพยาบาลก็ดี โอกาสของลูกหลานของเราที่จะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็ดี ไม่ว่าจะวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติน้ําท่วม เราต้องไม่ให้กระทบครับ ผมจึงกราบเรียนว่าอยากจะให้รัฐบาล ใจกว้างนะครับ ถ้าคณะกรรมาธิการสามารถปรับลดงบประมาณที่ไหนได้ กรุณาเติม งบประมาณเหล่านี้คืนให้ลูกหลานของเรา คืนให้ประชาชนของเรา ไม่ว่าจะเป็นที่ไป รักษาพยาบาล หรือไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่สําคัญไปกว่านั้น ก็คือว่าวันนี้เราก็ยังไม่ได้ยินรัฐบาลมีการทบทวนในแง่ของนโยบายหลัก ๆ ที่กําลังจะเป็น ภาระงบประมาณที่กระผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ เพื่อที่จะมาฟื้นภาวะเศรษฐกิจ และที่สําคัญกว่าภาวะเศรษฐกิจก็คือฟื้นชีวิตของคนไทยหลังน้ําท่วม แน่นอนเงินชดเชย เยียวยาซึ่งรัฐบาลนี้ก็ได้ทําต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วในเรื่องเกณฑ์นะครับ เช่น ๕,๐๐๐ บาท หรือ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนในเรื่องของการเกษตร แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งนะครับ มันฟื้นชีวิตพี่น้องประชาชนให้กลับไปเหมือนเดิมจากเฉพาะเงินตรงนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ มีพี่น้องประชาชนที่สูญเสียไม่รู้กี่เท่าของเงินที่เขาจะได้รับการชดเชย แล้วก็ที่สําคัญที่สุด จากความเสียหายที่ขยายไปในวงกว้าง เพราะว่าที่ผ่านมาน้ําท่วมมากี่ครั้ง จะท่วมใหญ่ กี่จังหวัดก็ตามก็ยังไม่กระทบเท่ากับกระบวนการการผลิตในทางเศรษฐกิจเท่ากับครั้งนี้ จะมีคนตกงานมากมายครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ยุทธศาสตร์ของการจัดสรรงบประมาณ ต้องมุ่งไปที่การฟื้นฟูชีวิตของคนเสียก่อน ให้คนยังมีงานทํา ให้คนยังสามารถมีรายได้ พอที่จะประทังชีวิตได้ ควบคู่ไปกับการที่จะต้องไปช่วยภาคธุรกิจในการที่จะฟื้นฟูหรือไป สร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของการลงทุน ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะทบทวนบางเรื่อง บางเรื่อง ผมไม่ให้ทบทวนนะครับ ผมเห็นด้วย ค่าแรง ๓๐๐ บาทว่าไปเลย เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ทําเถอะครับ เพื่อที่จะรักษากําลังซื้อ เพื่อที่จะรักษาความเป็นอยู่ของ ประชาชน แต่ผมถามตัวอย่างนะครับว่า ท่านยังคิดว่าเราควรจะใช้เงินถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุนคนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คนให้ซื้อรถยนต์คันแรกหรือครับ ผมคิดง่าย ๆ นะครับ เงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปจ้างงานคนสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนดีไหมครับ เพื่อรองรับ การว่างงานที่กําลังจะเกิดขึ้น ให้ค่าแรง ๓๐๐ บาทด้วย จ้างได้ ๓ เดือนครับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ตัดสินใจได้ไหมครับว่าเอาเงินไปทําอย่างนี้ดีกว่าที่จะยังยืนนโยบายรถคันแรกให้คน เพียงกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ท่านตัดสินใจลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ความจริงเรื่องนี้เดิมท่าน ผูกไว้กับเรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาท วันนี้ท่านชัดเจนแล้ว ๑ มกราคม ท่านให้ในส่วนของ ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ ๓๐๐ บาทยังไม่ชัดเจนนะครับ แต่การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ในขณะนี้ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่จะได้ประโยชน์จริง ๆ มันจะตรงกับความต้องการของประเทศ และของเศรษฐกิจในขณะนี้หรือไม่ เพราะกลุ่มใหญ่ ๆ ที่จะได้ประโยชน์นะครับ กลุ่มพลังงาน กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มธนาคาร แล้วก็กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ๔ กลุ่มนี้เป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้ นิติบุคคลรายใหญ่ให้กับรัฐบาล แต่ธุรกิจอีกจํานวนมากผมไม่แน่ใจด้วยซ้ําครับว่าจะสามารถ ประกอบการเลยครับ อย่าว่าแต่ว่ามีกําไรที่จะจ่ายเงินภาษีตัวนี้ และเมื่อตัวเลขมันออกมาว่า จากนโยบายนี้จะต้องทําให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่า ถ้ามีเงินสัก ๕๕,๐๐๐ ล้านบาทเอามาช่วยทําโครงการเพื่อจ้างงานประชาชนก็น่าจะดีกว่า หรือถ้าอยากจะใช้วิธีการในการที่จะยกเว้นภาษีหรือลดภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการนี่ครับ แทนที่จะเป็นการไปลดอัตราภาษีเป็นการทั่วไป ทําเป็นโครงการเลยครับว่าจะลดหรือให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับธุรกิจที่ไม่เลิกจ้าง หรือธุรกิจที่มีความชัดเจนว่าได้รับผลกระทบ จากน้ําท่วมเสียหายไป ให้มันตรงเป้าครับ วันนี้เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะใช้เงินอย่างไรก็ได้แล้ว ทําไมไม่ทบทวนนโยบายเหล่านี้เพื่อที่จะมาฟื้นฟูประเทศ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนให้มันตรงจุด แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์เร่งด่วนแค่ไหนครับ ตั้งไว้ ๑,๙๐๐ ล้านบาท อาจจะบอกเงินไม่เยอะครับ แต่เงิน ๑,๙๐๐ ล้านบาทจะมีความหมายมากนะครับสําหรับ พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จําเป็นแค่ไหนครับที่เรายังต้องไปส่งเสริมคนที่จะซื้อบ้าน หลังแรกราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในภาวะที่คน จํานวนมากไม่มีเงินซ่อมแซมบ้านที่เสียหายจากน้ําท่วม หรือรถยนต์ที่จมไปกับน้ํานี่ครับ ผมว่าวันนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะได้ทบทวนนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ครับ เพื่อให้ การใช้จ่ายเงินงบประมาณนั้นสามารถที่จะไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและนําไปสู่ การฟื้นฟูประเทศได้อย่างแท้จริง

ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อสังเกตข้อสุดท้ายของกระผม ก็คือในส่วนของ งบประมาณที่เกี่ยวกับน้ําท่วมเองนี่ครับ ท่านใช้วิธีในการนําเงินไปกองรวมไว้ที่งบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงงบกลางที่เป็นเงินสํารองฉุกเฉินปีนี้ก็ได้เพิ่มขึ้นจาก ๔๗,๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๖,๐๐๐ ล้านบาทด้วยนะครับ เรื่องงบกลางนั้นความจริง ก็เป็นเรื่องซึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอด ผมมีโอกาสไปทํางานผมก็ทราบครับว่างบกลาง จําเป็นแต่ช่วงที่ผมทํางานผมก็ถือหลักการมาโดยตลอดว่างบประมาณที่เป็นงบกลางนี่เป็นงบ ที่ตรวจสอบได้ยาก และไม่มีการตรวจสอบล่วงหน้าโดยผู้แทนของประชาชนก็คือรัฐสภา ที่จริงถ้าท่านไปอ่านรัฐธรรมนูญก็จะเขียนชัดเจนว่าการที่จะกําหนดงบกลางนี่มันต้อง มีเหตุผลความจําเป็นจริง ๆ ว่าไม่สามารถกําหนดเป็นรายการที่จะตั้งไว้ให้กับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามปกติได้ จึงจะอนุญาตให้ตั้งเป็นงบกลาง ถ้าท่านประธานจําได้นะครับ เกิดน้ําท่วมใหญ่รอบที่แล้วนี่ ช่วงที่จะต้องฟื้นฟูกันรัฐบาลที่แล้วขอเงินงบประมาณประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับไปทํางาน แต่ไม่ได้ตั้งไว้เป็นงบกลาง ให้มีการสํารวจถึงขั้นที่ว่า โครงการน้อยกว่า ๑๐ ล้านบาท ซึ่งปกติจะไม่มีรายละเอียดให้สํารวจและถ่ายรูปมาเลยครับ ว่าถนนเส้นไหน โรงเรียนที่ไหน สถานีอนามัย โรงพยาบาลที่ไหนเสียหาย จําเป็นต้องมาขอ งบประมาณ แล้วก็ให้สภาตรวจสอบ จําได้กรรมาธิการยังเคยตรวจสอบพบว่ามีความผิดพลาด ไม่ตรงข้อเท็จจริง ก็มีการปรับมีการตรวจสอบกันได้ แต่วันนี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีรายการ ไม่มีรายละเอียด โดยที่รัฐบาลระบุเอาไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ครอบคลุม ทั้งเรื่องการชดเชย เยียวยา ฟื้นฟู ป้องกัน ผมก็คิดว่าความจริงรัฐบาลน่าจะต้องมี ความชัดเจนระดับหนึ่งแล้วละครับว่าเงินก้อนนี้จะใช้ทําอะไรบ้าง บางเรื่องไม่ยากนี่ครับ การชดเชยพี่น้องประชาชน ๕,๐๐๐ บาท หรือถ้าท่านนายกรัฐมนตรีที่ไปพูดที่นครสวรรค์ เอาไว้ว่า จะมีรายการ ๓๐,๐๐๐ บาทด้วย ขณะนี้กี่ครัวเรือนก็มีตัวเลขที่ผมถือว่าน่าจะชัดเจนพอสมควร ก็กําหนดเป็นรายการได้เลยครับ ว่าเงินชดเชยเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องความเป็นอยู่ จะ ๕,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท กี่ครัวเรือน เงินเท่าไร ก็คือก้อนนี้ พืชผลทางการเกษตรวันนี้ท่านต้องทราบแล้วละครับว่า เสียหายทั้งหมดกี่ไร่ก็คูณตามหลักเกณฑ์ไป ๒,๒๒๒ บาท ผมคํานวณคร่าว ๆ ๒ ส่วนนี้ ออกมาประมาณ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ไม่มีใครว่าท่านละครับ เป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งรัฐบาลที่แล้วคิดไว้เอง ขอให้รีบจ่าย ให้เงินนี้ตกไปถึงมือพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะรักษาการทั้งชีวิตของพี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่เป็นปกติให้มากที่สุด แล้วก็จะเป็นตัวที่จะช่วยพยุงประคองเศรษฐกิจไปในยามซึ่งภาคการผลิต หรือภาคธุรกิจ ภาคเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ฟื้นตัว แต่หักจาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หักไปประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ครับ อีก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะทําอะไรครับ ยังไม่มีรายละเอียด แล้วที่สําคัญก็คือว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องใช้จ่ายในลักษณะของเงินงบกลาง ไม่สามารถ ที่จะไปทําโครงการ ๒ ปี ๓ ปี ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีความจําเป็นนะครับในหลายกรณี โครงการทําไม่เสร็จหรอกครับภายในปีงบประมาณนี้ มันจะผิดหลักงบประมาณครับว่า งบกลางเอามาใช้ไป ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี เพราะงบกลางคืองบที่ต้องจ่ายขาดแล้วก็จบอยู่ใน ปีงบประมาณ เมื่อวานนี้เราพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่เหมือนกันครับ ก็ยังตอบไม่ตรงกันนะครับ บางคนบอกว่าถ้าสมมุติจะไปทําโครงการฟื้นฟู สมมุติว่า ๑๐๐ ล้านบาท แต่มันเกิด ต้องข้ามปีไป เขาบอกถ้าปีนี้ทําได้ ๕๐ ล้านบาท อาจจะต้องไปตั้งเป็นรายการต่างหากปีหน้า อีก ๕๐ ล้านบาท เพราะไม่แน่ใจว่ามันจะผูกพันไปได้หรือเปล่า ผมถามท่านประธานนะครับ ว่ารัฐบาลระบุซึ่งเราบีบการพิจารณาของสภาแล้วนะครับ งบประมาณประกาศใช้ปลายเดือน มกราคม มีเวลาอย่างเก่ง ๗-๘ เดือน ท่านจะใช้เงิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้อย่าง มีประสิทธิภาพและโปร่งใสหรือครับ จะมีเพื่อนสมาชิกได้ชี้ให้เห็นนะครับว่าเฉพาะในช่วง น้ําท่วมฉุกละหุกที่ผ่านมาการจัดการเกี่ยวกับเรื่องของเงินทองสิ่งของบริจาคใน ศปภ. เอง ก็ยังมีปัญหาข้อครหาอยู่เยอะ แล้วเงินภาษีอากร ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออาจจะเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะวางใจได้อย่างไร จะมีการเลือกปฏิบัติไหมครับ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น ผมกราบเรียนท่านได้ครับ รัฐมนตรีทุกกระทรวงละครับก็จะต้องจ้องที่จะหาทางเอาเงินไป ในส่วนของภาระหน้าที่ของตนเอง กลไกที่จะมาพิจารณา กลไกที่จะมาตรวจสอบจะเป็นอย่างไร และที่สําคัญที่สุดครับ ในที่สุดผมไม่เชื่อว่าการบริหารจัดการกระบวนการงบประมาณ จนถึงปลายทาง นั่นหมายถึงการจัดซื้อจัดจ้าง ทําสัญญา ทํางานเสร็จ จะสามารถดําเนินการได้ ภายใต้กรอบความคิดของการมีงบกลางมากมายมหาศาลขนาดนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็น ประเด็นที่อยากจะขอตั้งข้อสังเกตไว้กับงบประมาณฉบับนี้ ก็จึงมาจบลงตรงที่ข้อเสนอ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ๓ ข้อ ซึ่งถ้าท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลจะกรุณารับไป แล้วถ้าดียิ่งไปกว่านั้นก็คือยืนยันได้ใน ๒ วันนี้ พวกกระผมก็จะมีความสบายใจในการที่จะให้ งบประมาณฉบับนี้ผ่านไป

ประการแรก ก็คือผมเสนอว่าจะต้องมีการทบทวนตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับ สถานะการเงินการคลังของประเทศในช่วง ๒-๓ ปีข้างหน้าครั้งใหญ่ตามความเป็นจริง แล้วท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งหน่วยงานอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องมาประเมินว่าภาระของการฟื้นฟูประเทศจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ใน ๒-๓ ปีข้างหน้าจะมีวิธีการจัดการในเรื่องของการเงินการคลังอย่างไร จะต้องมาเป็นภาระ งบประมาณเท่าไร จะต้องมีเงินกู้เท่าไรเพื่อให้เกิดภาพของความชัดเจนที่จะเรียก ความเชื่อมั่นในทางหนึ่งด้วยกับประชาคมโลก เรายังไม่เคยได้ยินตรงนี้ครับ เรามักจะได้ยิน แต่ว่าจะต้องมีการลงทุนถึงขั้นเรียก นิวไทยแลนด์ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุล ปีนี้ผมก็เชื่อว่าจะต้องมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามเหตุผลที่กระผมได้ กราบเรียนไปแล้ว ขาดดุลปีหน้าเพราะนโยบายหลายเรื่อง ภาระไปอยู่ปีหน้าหมดก็จะมากกว่านี้ ถึงเวลาครับที่จะต้องมียุทธศาสตร์การคลังระยะปานกลางออกมาเพื่อให้เกิดความชัดเจน ง่ายต่อการตรวจสอบและเป็นการเรียกความเชื่อมั่น

ข้อเสนอข้อที่ ๒ ก็คือขอให้รัฐบาลใจกว้างทบทวนนโยบายของตัวเอง ทบทวนโครงการหลายโครงการที่กระผมหยิบเป็นตัวอย่างเพียงแค่ ๒-๓ ประการเท่านั้น คงจะมีเพื่อนสมาชิกเสนอเรื่องอื่น ๆ เข้ามาอีก วันนี้ไม่ใช่สถานะหรือสภาวะที่ปกติ แต่ต้อง ตัดสินใจครับ อะไรจําเป็น อะไรเร่งด่วน อะไรที่จะช่วยชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ได้อย่างแท้จริงทําไปเถอะครับ แต่อะไรที่ยังไม่ใช่ความจําเป็นเร่งด่วนวันนี้ต้องบอกกับ พี่น้องประชาชนตรงไปตรงมา เพื่อที่จะสามารถทําให้การจัดงบประมาณมันมีประสิทธิภาพ อย่างแท้จริงและตอบโจทย์ของประเทศของส่วนรวม ซึ่งที่สุดก็คือไปตอบโจทย์ชีวิตความ เป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง ขอให้รัฐบาลใจกว้างนะครับในเรื่องนี้ เพื่อที่จะรับข้อเสนอแนะของพวกเราไปทบทวนโครงการและนโยบายหลายประการ

และข้อเสนอข้อสุดท้ายครับ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตามตารางที่รัฐบาลกําหนดไว้ก็จะทําตั้งแต่ ก็คงจะเป็นวันมะรืนนี้ไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนธันวาคมรัฐบาลต้องทราบแล้วละครับว่าเงินที่จะมาบริหารที่เกี่ยวข้องกับ น้ําท่วมจะเอาไปทําอะไร ถ้าถึงกลางเดือนธันวาคมท่านยังไม่ทราบ ผมไม่เชื่อว่าท่านจะใช้จ่าย เงินก้อนนี้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนปีหน้าที่อยู่ในงบกลาง ดังนั้นจากวันนี้ถึงกลางเดือน ธันวาคมเมื่อกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายทราบแล้วว่าจะเอาเงินไปทําเรื่องการฟื้นฟู เรื่องน้ําท่วมอะไร ขอความกรุณาเถอะครับ ให้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณตัดออกจาก งบกลางแล้วรัฐบาลไปแปรญัตติเพิ่มกลับมาให้อยู่ตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เอางบประมาณเหล่านี้เข้าสู่งบประมาณปกติ นั่นจะเป็นการยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ประสงค์ที่จะไปรวบอํานาจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบในเรื่องนี้ แต่จะตอบโจทย์ในเรื่องน้ําท่วม อย่างแท้จริงแล้วก็เปิดใจกว้างที่จะให้งบประมาณนั้นกลับไปสู่ช่องทางกระบวนการตามปกติ ของมัน เพื่อยืนยันในเรื่องของความโปร่งใส ถ้ารัฐบาลจะกรุณารับทั้งข้อสังเกตและ ข้อเสนอแนะไป ผมคิดว่าจะทําให้งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ สามารถตอบโจทย์ของประเทศ และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ กราบขอบพระคุณครับ