สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔

สุรเชษฐ์ แวอาแซ หารือเรื่องเหตุระเบิดในอําเภอสุไหงโก-ลก และสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกร้องการสนับสนุนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ความสนใจและให้ความสำคัญในญัตตินี้ และขอให้รัฐบาลมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงอีก และให้นายกรัฐมนตรีลงไปในพื้นที่เพื่อกําลังใจคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องประสิทธิภาพการข่าว สืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถจับกุมรถยนต์พาหนะในการก่อเหตุได้ และเรียกร้องการดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ญัตติที่ผมได้เสนอเข้ามากรณีเหตุระเบิดที่อําเภอสุไหงโก-ลก และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น วันนี้ก็เป็นวันที่ ๓ ที่มีสมาชิกให้ความสนใจ แล้วก็ให้ความสําคัญในญัตตินี้ ผมเองในฐานะที่เป็นเจ้าของญัตติ แล้วก็เป็นผู้หนึ่งที่ประสบเหตุแล้วก็ความเดือดร้อน เพราะเป็นพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบ

ท่านประธานครับ สัปดาห์นี้ผมได้ลงไปในพื้นที่ ผลปรากฏว่าพี่น้องประชาชน ในอําเภอสุไหงโก-ลก แล้วก็จังหวัดนราธิวาส ตลอดถึงเพื่อนบ้านในประเทศมาเลเซียที่ฟัง ภาษาไทยได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก เขามีความหวัง เขาต้องการความมั่นใจว่าพื้นที่ อําเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพาณิชย์และการค้าชายแดนของจังหวัดนราธิวาส ตลอดถึงพื้นที่ใน ๓ จังหวัดนั้น จะมีความมั่นใจอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นประจําวัน สิ่งที่เขาอยากจะขอความมั่นใจก็คือว่า หากรัฐบาลชุดนี้ได้ส่งสัญญาณให้ความหวังความมั่นใจ ว่าพื้นที่บางพื้นที่นั้นที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่รุนแรงสามารถที่จะคุมสถานการณ์ได้ ยกตัวอย่าง อย่างเช่น อําเภอสุไหงโก-ลก จริง ๆ แล้วพื้นที่นี้ผมยืนยันว่าเป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ แล้วก็ไปเกี่ยวข้องในแนวความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดน หรือลักษณะ ถึงความรุนแรงทั้งหลาย เพราะที่นี่เขาสนใจในการทําการค้าธุรกิจเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ารัฐบาลได้ฟังจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในสภาทั้ง ๓ วัน แล้วก็นําไป พิจารณาประเมิน วิเคราะห์ และนําสิ่งที่ดี ๆ เหล่านี้ โดยแถลงหรือให้คํามั่นสัญญาว่า ในช่วงที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ แนวทางที่เกิดขึ้นและความผิดพลาดที่ผ่านมานั้นจะยุติ จะไม่เกิดขึ้นซ้ําอีก อย่างนี้สิครับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะได้มีความมั่นใจ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มีจิตใจคิดถึงหรือว่าระลึกถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง ในพื้นที่ชายแดนแล้ว ถ้าท่านได้สละเวลาลงไปตามคําเชื้อเชิญของคุณนาถยาเมื่อสักครู่นี้ จริง ๆ แล้วผมเองในฐานะเจ้าของพื้นที่ก็อยากจะเชื้อเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงไปให้กําลังใจกับพี่น้องในพื้นที่ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวสักนิด ก็ยังดีครับ ผมเชื่อว่าถ้าหากว่าท่านลงไปนั้นเป็นบวกมากกว่า ผมมั่นใจว่าความปลอดภัย ของท่านนั้นมีสูงแทบจะไม่ต้องคิดถึงความไม่ปลอดภัยเลย แต่สิ่งสําคัญก็คือว่า

๑. กําลังใจคนในพื้นที่ก็จะได้รับความมั่นใจ แล้วก็ทําให้นักท่องเที่ยวทั้งใน และต่างประเทศก็จะเกิดความมั่นใจมากขึ้น

ท่านประธานครับ จากการฟังอภิปรายหลาย ๆ ท่านเสนอแนะข้อคิดเห็น มีทั้งของเก่า มีทั้งความรู้สึก ทั้งรู้สึกดีและไม่ดีเกิดขึ้น ทั้งจะหยิบยกความเป็นความตาย ของพื้นที่ ๓ จังหวัดเอามาเป็นประเด็นการเมืองก็สุดแล้วแต่ นั่นเป็นแนวความคิดความรู้สึก ของผู้ที่เป็นผู้แทนในสภาแห่งนี้ แต่ผมจะเรียนด้วยความเท็จจริงต่อท่านประธาน ผ่านไปถึงรัฐบาลว่า ปัญหาและอุปสรรคของการแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดนั้น มีอยู่ ๓ ประการหลัก ๆ ที่เป็นหลักใหญ่ นั่นก็คือความไม่เป็นเอกภาพในการบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐในการแก้ไขปัญหาในขณะนี้เราทราบว่าไม่มีเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตํารวจและฝ่ายปกครอง เพราะเหตุว่าทั้ง ๓ หน่วยนี้ปัญหาเกิดมาตั้งหลายปีท่านประธานครับ แต่วันนี้ยังหาเจ้าภาพที่แท้จริงยังไม่ได้ ใครเป็นเจ้าภาพ ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่สูงที่สุด ในสถานการณ์นี้และในพื้นที่นี้ ทหารเขาก็ว่าเขาเป็นเจ้าภาพใหญ่ ตํารวจเขาก็ถือว่า ตามกฎหมายและอํานาจในการจัดการเขาก็เป็นใหญ่ ฝ่ายปกครองไม่ว่าระดับ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาถือว่าในพื้นที่เขตที่เขารับผิดชอบ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้วันนี้เกิดเหตุการณ์แล้วจะหาเจ้าภาพในการสั่งการทันที ทันด่วนไม่มีครับ เรียนด้วยความสัตย์จริงต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลช่วยพิจารณา ทีเถอะว่าให้มีเจ้าภาพให้แท้จริงว่าคนสั่งการในการแก้ปัญหาให้เกิดความสงบ หรือปัญหา เหตุฉุกเฉินนี่ใครเป็นเจ้าภาพ นี่แหละครับสิ่งสําคัญในสมัยยุคของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นความสําคัญของการเป็นเจ้าภาพ และรื้อฟื้นเอา ศอ.บต. กลับคืนมา โดยยกฐานะ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานเดิมอยู่ภายใต้การบริหารของกระทรวงมหาดไทย ขึ้นตรงต่อสํานักนายกรัฐมนตรีโดยภายใต้กํากับดูแลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้ ศอ.บต. ก็ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี สามารถสั่งการได้ และเป็นองค์กรประสานงานราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม นี่แหละเป็นศูนย์ประสานงานที่แท้จริง นี่แหละคือปัญหา ทําไมถึงจะยกเลิก หรือจะยุบ ศอ.บต. อีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะว่าขณะนี้คนที่เป็น ผอ. ศอ.บต. เดิม ยกฐานะเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งเทียบเท่ากับปลัดกระทรวง ซี ๑๑ ในขณะเดียวกัน แม่ทัพภาค ๔ ก็แค่ ซี ๑๐ ทีนี้การบริหารจัดการในพื้นที่ ๓ จังหวัดนั้นอยู่ภายใต้การกํากับ ของทหาร ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาแค่ ซี ๑๐ จะไปสั่ง ศอ.บต. ซี ๑๑ ได้อย่างไร ถึงมีแนวคิดว่า จะยกเลิก ศอ.บต. ไปตั้ง ศอ.บช. หรือ ศอ. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อต้องการลดดีกรี (Degree) ลดซีตรงนี้เพื่อให้ฝ่ายทหารสั่งงานได้ง่ายขึ้น นี่ผมคิดว่าคิดผิด นี่คือประเด็นหัวใจ การแก้ปัญหา ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นความเป็นเอกภาพต้องหาเจ้าภาพที่ชัดเจน

เรื่องที่ ๒ ก็คือประสิทธิภาพในด้านการข่าว ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก็ยอมรับว่างบประมาณที่ลงไปไม่ว่าจะเป็นลับหรือเปิดเผยสูญสลาย ไปกับแม่น้ําเป็นจํานวนมาก และประสิทธิภาพออกมาใช้งานไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขัดแย้งในเรื่องของเวลาเหตุเกิด จะมีการสืบสวนสอบสวนนี่ท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่าง ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบันนี้ ฝ่ายตรงข้าม ใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการก่อเหตุ ไม่ว่าจะไปยิงป้อมตํารวจ ไม่ว่าจะไปวางระเบิด ไม่ว่า จะไปยิงกราดในร้านน้ําชาทั้งหลาย รถเหล่านี้ไม่เคยจับกุมได้แม้กระทั่งคันเดียว ท่านเชื่อไหมครับว่าประสิทธิภาพในด้านการข่าวสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นี่ไม่สามารถติดตามจับกุมรถยนต์พาหนะในการก่อเหตุ แล้วจะไปจับโจรได้อย่างไร แล้วจะไปรู้ว่าโจรคือใคร นี่แหละคือปัญหา ถ้าเป็นคน หนี หลบเข้ารู หนีข้ามคลอง ไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน อย่างนี้เราพอฟังได้ แต่รถยนต์นี่ไม่รู้จะหลบไปไหน เหตุเกิดที่ สุไหงโก-ลก เคยยิงเจ้าหน้าที่ อส.