อรรถพร พลบุตร แสดงความเสียใจที่ญัตติด่วนเรื่องการระเบิดที่สุไหงโก-ลกไม่ได้รับการพิจารณาทันเวลา โดยชี้แจงว่าปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นมิติทางสังคมและวิถีชีวิต ไม่ใช่การเมือง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้ความรุนแรงและเข้าใจบริบทของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งอภิปรายปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบในพื้นที่ยังคงมีอยู่ โดยเน้นย้ำว่านายกรัฐมนตรีต้องทำงานหนักเป็นพิเศษเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เนื่องจากมีข้อเสียเปรียบเรื่องความเป็นน้องสาวของทักษิณ ชินวัตร และเสนอให้เรียนรู้จากความสำเร็จของรัฐบาลชวน หลีกภัยในอดีตที่แก้ปัญหาได้ด้วยการได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสครับ ผมอภิปรายต่อจาก ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งครอบคลุมประเด็นเนื้อหาไว้ โดยบริบูรณ์แล้ว ผมจะใช้เวลาให้น้อยที่สุดและเกิดประโยชน์ที่สุด ผมอภิปรายในฐานะ ของผู้แทนที่มาจากพื้นที่ซึ่งมีมุสลิมอาศัยอยู่เป็น ๑๐,๐๐๐ ชีวิต แล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็น พี่น้องของผมซึ่งมีความรู้สึกผูกพันและเจ็บปวดร่วมกัน ผมจําเป็นต้องมาแสวงหาคําตอบ สําหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เพื่อให้คําตอบกับพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ ของผม
ในเบื้องแรกผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ญัตติด่วนที่เสนอด้วยวาจาเรื่องนี้ โดยท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ไม่ได้ถูกบรรจุพิจารณาทันทีในวันที่ ๑๙ กันยายน ซึ่งเป็น เหตุการณ์หลังจากเกิดการระเบิดที่สุไหงโก-ลกเพียง ๓ วัน วันนั้นเสียงระเบิดยังไม่ทันจาง ไปจากความรู้สึกของคนสุไหงโก-ลก คราบเลือดยังล้างไม่หมดครับ หลายท่านยังเพิ่งละหมาด ที่กุโบร์ในพิธีฝังศพของผู้ที่เสียชีวิต ดังนั้นผมเชื่อว่าพี่น้องชาวสุไหงโก-ลกต้องการของขวัญ ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ต้องการความเอาใจใส่ ต้องการความจริงใจ ต้องการความห่วงใยในคืนที่หนาวเหน็บนั้น แต่เสียดายที่เราไม่ได้ให้โอกาส และไม่ได้ มอบของขวัญที่มีค่ากับพี่น้องชาวสุไหงโก-ลกในคืนนั้น ผมเสียดายต่อความรู้สึกบางสิ่ง บางประการที่ ส.ส. ในหลายพื้นที่อาจจะมีความเข้าใจ หรือประเมินจิตใจของ ส.ส. ๓ จังหวัดชายแดนใต้ต่ํากว่าความเป็นจริง หลายปัญหาที่ถูกสะท้อนในการอภิปราย ที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๗ อาจจะถูก ส.ส. ที่ยังไม่เข้าใจมิติที่สลับซับซ้อนของปัญหามองว่าเป็นมิติการเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ ส.ส. ๓ จังหวัดชายแดนใต้เขามีชีวิตเหมือนที่ ส.ส. ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้พูดออกไป ในการอภิปราย เขาเป็นคนที่ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นสมรภูมิรบแห่งนั้น ฉะนั้นในขณะที่พวกเราอภิปรายอยู่ในสภาแห่งนี้ เขาจับมือกับหญิงหม้ายมาเป็นพัน ๆ คนละครับ จับมือกับลูกกําพร้าพ่อมาเป็นพัน ๆ คน ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปจบลงที่ระเบิดลูกไหนด้วยซ้ําไป ฉะนั้นสิ่งที่เขามาสะท้อนต่อสภาแห่งนี้ แม้มันจะเป็นการตอกย้ําซ้ําแล้วซ้ําอีกในเหตุรุนแรงที่มันเกิดขึ้น เขาเป็นส่วนสะท้อนของคน ในพื้นที่ ซึ่งไม่ต้องการให้เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นมาอีก เขาต้องการตักเตือนให้รัฐบาลรู้ว่า อย่าใช้ความรุนแรง อย่าใช้การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด และไม่เข้าใจวิถีชีวิต และวิถีวิญญาณของพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาต้องการตรงนี้ครับ ไม่ใช่เป็น มิติการเมืองแต่ประการใด
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนใต้ยาวนานเป็น ๑๐๐ ปี เป็นเส้นทางที่เมื่อเราก้าวเดินไป บางครั้งเป้าหมายปลายทางก็ไกลเกินกว่าที่จะมองเห็น บนเส้นทางแห่งการก้าวเดินไปสู่การสร้างสันติสุขที่อยู่ปลายทาง เรื่องราวต่าง ๆ มากมายครับ เรื่องราวของความขัดแย้ง เรื่องประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ เรื่องของศาสนา เรื่องของความอยุติธรรม เรื่องของความเหลื่อมล้ําในชีวิต เรื่องของความยากจน เรื่องของยาเสพติด เรื่องของข้าราชการที่ทุจริตคิดมิชอบ หรือการแสวงหาดาว หาบั้งบนเทือกเขาบูโด เหล่านี้ อยู่บนเส้นทางที่เราก้าวเดินไปสู่สันติสุขทั้งสิ้น แต่เดินเท่าไรดูเหมือนว่าเป้าหมายมันก็ไกล ออกไปทุกที บางครั้งในช่วงของรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เป้าหมายมันเห็นแค่มือเอื้อมครับ เราได้สร้างความหวัง เห็นความหวังว่านั่นละสันติสุขกําลังจะเกิดขึ้น แต่เวลามันก็หมดลง ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะสําเร็จเสร็จสิ้น และหลังจากนั้นวันนี้เราเดินอยู่บนเขาวงกต แล้วก็ บอกไม่ถูกครับว่าเราจะเดินตรงไหนไปสู่สันติสุขที่มันเกิดขึ้น เรื่องนี้จึงต้องพูดซ้ําแล้วซ้ําอีก ในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็น ๑ ใน ๓ ส.ส. ที่ไม่ได้เลือกคุณยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ แต่เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียงส่วนใหญ่ ผมก็ต้องถือว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของผมเช่นเดียวกัน ผมเข้าใจและเห็นใจท่านเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับ นายกรัฐมนตรีทุกคนที่ดูแลบริหารจัดการ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เสียเปรียบ อยู่ในเงื่อนไขที่จํากัดที่สุดเมื่อเทียบกับนายกรัฐมนตรีทุกคนตรงที่ว่าท่านเป็นน้องสาว ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ความเป็นพี่เป็นน้องมันไม่ใช่ความผิดหรอกครับ ไม่มีใคร เลือกเกิดได้จะเป็นลูกของใคร น้องของใคร แต่เราก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า ความเป็นน้องของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นข้อเสียเปรียบ ถ้าเรายอมรับความจริง และเราเชื่อว่าความจริงจะแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นได้ ต้องรับฟังสิ่งเหล่านี้ และเอาความจริง เหล่านี้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา เมื่อท่านเป็นน้องสาวของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร พี่น้องประชาชน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขากลัว เขาระแวง เขาขาดความมั่นใจ ผมเชื่ออย่างที่ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ได้อภิปรายไว้อย่างตรงจุดตรงประเด็นว่า เหตุการณ์ระเบิดที่สุไหงโก-ลก เป็นการส่งสัญญาณในพื้นที่ถึงรัฐบาลว่าเขากลัวอะไร ระแวงอะไร และเขาไม่อยากให้อะไรเกิดขึ้น รัฐบาลนี้รับสัญญาณนี้ได้หรือไม่ ตีความสัญญาณนี้ได้หรือไม่ และจะโต้ตอบสัญญาณนี้อย่างไร คุณยิ่งลักษณ์ต้องใช้ ความพยายามมากกว่านายกรัฐมนตรีทุกคนด้วยข้อเสียเปรียบอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ต้องทําให้พี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่อุ้ม ไม่ฆ่า ไม่ขนคนไปตายบนรถบรรทุก ไม่สร้างความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ต้องทํางานหนักเป็นพิเศษด้วยความเสียเปรียบตรงนี้ ท่านประธานเห็นด้วยกับผมไหมครับ ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๓ ที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ทําไมปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเกิดเหตุปีหนึ่งเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เหลือแค่ ๑๐ ครั้ง ๘ ครั้ง ใน ๑ ปี มันอาจจะเกิดหลากหลายมิติ เพราะปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันหลากหลายมิติใช้เวลาพูดเป็นชั่วโมงก็ไม่หมด แต่ส่วนหนึ่งผมเชื่อจากการที่มีโอกาส ลงพื้นที่ ชาวบ้านเขาเชื่อนายกรัฐมนตรีคนนี้ครับ เขาเชื่อว่ามีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ นายชวน หลีกภัย นายชวนไม่ฆ่าชาวบ้านนะครับ ไม่อุ้มคนนราธิวาสไปลงถังตรงไหน ไม่เอาใครไปถ่วงน้ํา ไม่สร้างความอยุติธรรมให้มันเพิ่มขึ้นในดินแดนที่ล่อแหลมตรงนั้น เขาเชื่อคนอย่างนายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอยู่กับชาวบ้าน รู้ร้อนรู้หนาวกับชาวบ้าน เขาเชื่อว่าคนอย่างนายชวน หลีกภัย พร้อมจะต่อสู้กับอํานาจเถื่อน ไม่ว่าจะเป็นอํานาจทางทหาร หรืออํานาจพ่อค้าธุรกิจสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย เพื่อปกปัก รักษาชาวบ้าน ประเด็นตรงนี้ที่ทําให้สถานการณ์ภาคใต้ในช่วงเวลานั้นเกิดความเชื่อมั่น เกิดความไว้ใจ ช่องว่างมันลดลง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเสนอท่านประธาน ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านต้องเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ และท่านต้อง ทํางานหนักที่สุด เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในตัวผู้นํารัฐบาล ผู้นําประเทศ เหมือนที่มันเกิดเมื่อปี ๒๕๔๐-๒๕๔๓ และเราจะเห็นความหวังที่เกิดขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องทําอย่างนั้นครับ เสียดายว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้รับสัญญาณนี้ หรือตีความสัญญาณเป็นอย่างอื่น วันนี้ที่นั่งนายกรัฐมนตรีจึงว่างครับ วันที่ญัตติด่วนเข้าสภาเมื่อพุธที่แล้วอภิปรายกันสิบกว่าชั่วโมง ที่นั่งนายกรัฐมนตรีจึงว่างนะครับ วันนี้ในสภาแห่งนี้ญัตตินี้เข้าสภานายกรัฐมนตรี ๒ คน อยู่ในสภาแห่งนี้ คือท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ให้เกียรติ คน ๓ จังหวัดจากภาคใต้ แต่ที่นั่งนายกรัฐมนตรีตัวนั้นว่างลง เมื่อไรที่ที่นั่งนายกรัฐมนตรี ในสภาแห่งนี้ยังว่างอยู่เช่นนี้เราจะเห็นความหวังได้อย่างไร ผมจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีท่านต้องทํางานหนัก และพวกเราพร้อมที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น ด้วยการให้เกียรติ ในเกียรติยศ ในเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของคน ๓ จังหวัดภาคใต้ กราบขอบพระคุณครับ