วัชระ เพชรทอง พูดเรื่องร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. นั้น โดยที่ผู้พูดเห็นด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และเห็นว่าควรเพิ่มคุณสมบัติของสมาชิกสามัญวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ให้เป็นผู้ไม่เป็นผู้นิยมความรุนแรง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมรู้สึกยินดีที่จะได้อภิปรายเพื่อสงวนหลักการ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ในขณะที่ท่านประธาน วิสุทธิ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามได้นั่งเป็นประธาน เพราะท่านประธานนั้น ส.ส. ฝ่ายค้านของเรา หลายท่านได้โหวตกันแล้วว่าท่านทำหน้าที่ได้เป็นกลางมากที่สุดในบรรดาประธานทั้ง ๓ ท่าน ท่านประธานครับกฎหมายฉบับนี้นับเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้วิชาชีพสังคมสงเคราะห์นั้นจะได้มี สภาวิชาชีพ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้นั้นได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยรัฐบาล ท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่สมัยท่านรัฐมนตรีอิสระ สมชัย เป็นรัฐมนตรี ในกระทรวงนี้ และในกฎหมายนี้นั้นได้มีทั้งหมด ๕๐ มาตรา ได้กำหนดคุณสมบัติสมาชิก สามัญว่าต้องจบปริญญาตรี ท่านประธานครับ แม้ว่ามีสมาชิกบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วยว่า ต้องจบปริญญาตรีและอาจจะรวมถึงท่านรัฐมนตรีที่นั่งก้มหน้านึกถึงคำว่า จบปริญญาตรี ซึ่งท่านก็ได้หัวเราะออกมาก็คงเป็นที่เข้าใจครับว่าท่านหัวเราะเพราะอะไร เพราะข่าวสาร ของท่านโด่งดังมากโดยเฉพาะเรื่องการจบปริญญาตรี ท่านประธานครับ การจบปริญญาตรี นั้นมีความหมายถ้าได้เรียนอย่างจริงจัง เรียนอย่างพวกกระผมเรียน ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเรียน ในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรี และถ้าจะดีไปกว่านั้นถ้าไม่ส่งคนเข้าไปสอบแทนเพื่อให้ได้ วุฒิปริญญาตรี ท่านประธานครับ ในคุณสมบัติในมาตรา ๑๐ ที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เสนอเข้ามานั้นมี ๖ คุณสมบัติ ผมอยากจะเพิ่มเติมเข้าไปอีกสัก ๑ คุณสมบัติของสมาชิก สามัญนักสังคมสงเคราะห์นั่นก็คือต้องไม่เป็นผู้นิยมความรุนแรง ต้องไม่เคยพาคนไปตาย ต้องไม่เป็นนักปลุกระดมมวลชน ท่านประธานครับ คุณสมบัติข้อนี้สำคัญมาก ผมเห็นว่าถ้ามี คณะกรรมาธิการวิสามัญจะได้นำไปพิจารณาว่าจะเพิ่มเติมขึ้นมานั้นก็จะเป็นพระคุณและ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนจะได้ไม่มีการสร้างความรุนแรงในสังคมไทย ขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ ผมทราบว่าในปัจจุบันนั้นมีมูลนิธิหลายแห่งก็เป็นมูลนิธิที่ดี ทำประโยชน์เพื่อสังคม แต่เพื่อนสมาชิกจากพรรครัฐบาลบางท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามี บางแห่งนั้นเป็นนายหน้าค้าความจน อันนี้ก็จริงครับท่านประธานครับ และผมคิดว่า ท่านประธานก็คงได้เห็นอยู่ว่ามีกลุ่มใด มีที่ใดเป็นนายหน้าค้าความจน และไปไกลกว่านั้นยังมี มูลนิธิบางแห่งเป็นนายหน้าค้าประชาธิปไตย เป็นนายหน้าผูกขาดความเป็นประชาธิปไตย และเป็นนายหน้าค้าความตายก็มี ซึ่งนี่เป็นเรื่องน่าวิตกครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วปัญหาต่าง ๆ ในสังคมของเรานั้นก็จะไม่มีที่สิ้นสุดตราบใด ถ้ายังมีคนที่นิยมชมชอบในลักษณะอย่างนั้นอยู่ และยังมีการผ่องถ่ายเงินทุนผ่านมูลนิธิบางแห่งเพื่อให้กลุ่มชนไปสร้างความรุนแรงอย่างบ้าคลั่ง ในสังคมไทย จนถึงขั้นที่เรียกว่าสังคมไทยทั้งสังคมกลายเป็นอัมพาตและเกิดความรุนแรง จนถึงขั้นที่เราเรียกว่าโศกนาฏกรรมของประเทศชาติ และเป็นบาดแผลของสังคมไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๓ คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นนั้นได้กำหนดให้ออกข้อบังคับ ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าต้องมีจรรยาบรรณ และหลักเกณฑ์ว่าด้วยการประเมินความรู้ตามอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ทั้งหลายทั้งปวงที่ร่างมานี้เป็นประโยชน์ทั้งสิ้นครับท่านประธาน และรวมถึงการก่อกำเนิด ซึ่งได้ก่อกำเนิดมาตั้งแต่ในขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เปิดเรียนตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ ในขณะที่ผมยังไม่เกิดและยังมีคณะต่าง ๆ ในอีกหลายมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างเช่น คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเอกสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยของประชาชน มหาวิทยาลัยที่ผมจบการศึกษามา และมีหลายมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์ ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งบัณฑิตและบุคคลที่จะจบเป็นบัณฑิตนั้นจะต้องเข้ามาสู่องค์กรนี้ ท่านประธานครับ ในกฎหมายนี้ยังได้มีบทกำหนดโทษซึ่งบทกำหนดโทษของผู้ที่ละเมิดกฎหมายนี้ก็ยังมีโทษ ขั้นต่ำคือมีโทษทั้งปรับและมีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน ๑ เดือนและปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าท่านประธาน สังเกตจะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีโทษที่เบากว่ากฎหมายที่เราเพิ่งพิจารณาผ่านไปในฉบับที่แล้ว ซึ่งเห็นว่ามีโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นั่นก็คือเป็นโทษที่หนักมาก ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วว่าโทษที่หนักอย่างนี้นั้นไม่ควรบัญญัติเอาไว้และในคุกนั้นก็ไม่ควร ที่จะคุมขังบุคคลที่ทำผิดกฎหมายฉบับดังกล่าว ท่านประธานครับ เมื่อมาดูค่าธรรมเนียมของ วิชาชีพปรากฏว่ามีการรับขึ้นค่าทะเบียนและรับใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ควบคุม ฉบับละถึง ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งผมเห็นว่าแพงมาก ควรจะเหลือแค่ ๑,๐๐๐ บาท ก็เพียงพอ และค่าต่อใบอนุญาตฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ก็แพง ควรจะเหลือ ๕๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น เพราะผมเห็นว่าไม่ควรที่จะมีค่าขึ้นทะเบียนแพง ๆ และค่าต่อใบอนุญาตแพง ๆ ซึ่งจะเป็นปัญหากับนักสังคมสงเคราะห์ ท่านประธานครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการ พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและได้ออกบังคับใช้โดยเร็วผมเชื่อว่าก็จะเป็นประโยชน์ กับประเทศชาติและประชาชน และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวคณะรัฐมนตรีที่ซึ่งมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มานั่งอยู่ตรงนี้นั้นจะได้ ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างให้กับวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์โดยเฉพาะในเรื่องของ จรรยาบรรณและในเรื่องของคุณวุฒิทางการศึกษา ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ ผมขอฝากไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้นได้โปรดพิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องของ ค่าธรรมเนียมที่แพงเกินไปอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งผมถือว่าถ้าเราออกกฎหมาย ที่มีลักษณะที่ซึ่งบังคับให้ต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนใบอนุญาต ค่าต่อใบอนุญาตแพง ๆ แล้ว จะทำให้เกิดปัญหาอย่างแน่นอน ขอขอบคุณท่านประธาน