สมคิด บาลไธสง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรา 10 (2) ที่กำหนดว่าผู้มีคุณสมบัติในการเป็นนักสังคมสงเคราะห์จะต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และแสดงความเห็นชอบในการคุ้มครองและสนับสนุนกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส โดยมองว่าแนวคิดเรื่องนักสังคมสงเคราะห์ควรเปิดกว้างให้บุคคลทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิบัติงานของพระสงฆ์บางองค์ที่สร้างโรงเรียนและเลี้ยงเด็กอย่างกว้างขวาง และเรียกร้องการยกเว้นกฎหมายนี้เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินงานของตนที่มีเจตนาในการช่วยเหลือเด็กและสังคมโดยไม่ต้องกลัวถูกดำเนินคดี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ผมขอ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ฉบับนี้นะครับ ก่อนอื่นผม ก็ขอแสดงความดีใจที่เรามีกฎหมายวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ขึ้นมา ผมตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่ เด็กแต่เล็กมาเราดูนิยาย ดูหนังก็ตามนางเอกจะถูกเปรียบเปรยว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ดูถูกเหยียดหยามถากถางพระเอกบ้างที่เป็นคนจนแล้วไปช่วยคนอื่นว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์ มันเป็นอย่างนี้นะสังคมไทย ถ้าใครไปทำแบบนั้นถูกต่อว่าต่อขานทำให้คนไม่อยากปฏิบัติ ตัวอย่างนั้น ถ้าปฏิบัติตัวไปช่วยคนอื่นมันแสดงเป็นนักสังคมสงเคราะห์ มันจะเป็นอย่างนี้ ดูหนังมาตั้งแต่เด็กจนเดี๋ยวนี้อายุ ๖๐ ปีก็ยังมีอยู่ในหนังไทย จะมีการเปรียบเปรยให้คนที่ทำดี เพราะฉะนั้นลักษณะการกระทำตัวเอง ปฏิบัติตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นจะถูกว่ากล่าว อันนี้ ไม่รู้ว่าใครปลูกฝังมาอย่างไรนะครับ เพราะสังคมไทยเราไม่อยากให้คนทำดีเกินหน้ากัน มันก็เลยไม่มีคนกล้าแสดงออกในการทำนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือพื้นฐานของสังคมไทย เป็นการเหยียดหยามคนที่อยากทำดีช่วยเหลือคนอื่น ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสจะด่าว่าพระเอก หรือนางเอกเป็นบางเรื่องนะครับ อันนี้ทุกคนก็คงได้ดูมานะครับ อันนี้เป็นพื้นฐานที่กล่อมเกลา จิตใจให้คนไม่อยากกระทำความดีกับคนอื่น ผมว่าคนกระทำความดีกรณีผมมาดูตรงหมวด ๒ มาตรา ๑๐ (๒) ผู้มีเกียรติทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ว่ามาแล้วละเกี่ยวกับเลือกสมาชิก สามัญต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามนะครับ (๒) สำเร็จการศึกษาปริญญา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ผมว่าไม่กำหนดได้ไหมตรงสำเร็จปริญญาตรีนี่ มันไปบังคับไม่ให้คนอื่นเป็น ผมจบอนุปริญญานี่ เป็นไม่ได้หรือนักสังคมสงเคราะห์ที่จะทำดีกับคน สมมุตินะครับ คนทำดี ไม่จำเป็นต้องจบปริญญานะครับ เป็นการประพฤติปฏิบัติ บางคนเป็นมหาเศรษฐีเขาจบ แค่ชั้นประถมก็มี เขาอยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์จะทำอย่างไรนะครับ อันนี้ก็อยากฝากไว้ ให้เปิดทางให้คนอยากทำความดีเขามีที่หายใจบ้าง รวยแล้วอยากทำความดียังบังคับ ต้องจบ ปริญญา กูอายุ ๙๐ ปีแล้ว กูจะจบอย่างไรครับ ถ้าเขาถามอย่างนี้จะทำอย่างไร กูอยากเป็น จะทำอย่างไรช่วยให้กูเป็นหน่อย กูไม่จบปริญญา คืออันนี้ผมอยากตัดออก อันนี้กรณีปกติ เขาจบปริญญาก็หลายท่านบอกว่า ผมอ่านการประกาศเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ผมเห็นที่สุดก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นประกาศอยู่ทุกปี แต่ผมไม่ทราบว่าสมัคร ครบไหม สมัครเรียนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ก็ดูมานะครับ ผมถึงว่าคุณสมบัติที่จบปริญญาตรีนี่ ยกเว้นได้ไหมเพื่อคนอื่นเขาอยากเป็นคนดี อยากทำดี อายุก็ไม่จำเป็นต้องถึงหรอก เห็นเด็กหญิงวัลลีไหม ช่วยพ่อแม่ ช่วยคนจนอยู่ข้างบ้าน วิ่งไปโรงเรียนเป็น ๑๐ กิโลเมตร ๕ กิโลเมตร ดูหนังมามีหลายคนที่ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ที่เป็นเด็กชั้นประถมนี่ อย่างนี้ ให้เขาเป็นนักสังคมสงเคราะห์เยาวชนได้ไหม เราไม่ต้องกำหนดหมดอายุ เราก็เอาชีวิต ของเขามาตีแผ่เป็นหนัง เป็นละคร หลายคนเขาชอบกันทั้งบ้านทั้งเมืองอย่างนี้ แล้วทำไม ถึงห้าม ทำไมถึงกำหนดอายุการทำความดี แล้วก็เอาเด็ก ๆ มาเป็นตัวอย่าง ผมอยากเปิดไว้ กรณีนี้เรื่องอายุก็เหมือนกัน เรื่องการศึกษาก็เหมือนกันน่าจะเตือนไว้มากกว่านี้
อีกเรื่องหนึ่งอ่านต่อไปนะครับ เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองส่งเสริม การสนับสนุนเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ตามมาตรฐาน ที่สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์กำหนด มาตรฐานกำหนดว่าอย่างไร ผมสมมุติว่าน้ำท่วม ประเทศไทยอยู่ที่ผ่านมา ถ้าเขาไปช่วยคนตกน้ำตายแต่ไม่ใช่คนพิการ ไม่ใช่ผู้ด้อยโอกาส ก็เป็นไม่ได้หรือเป็นได้ไหม เกิดน้ำท่วมอีก เขาบอกว่าอย่าไปนะ กฎหมายเขาห้ามปล่อย ให้ตายเลย เพราะว่าเราจะไปผิดกฎหมาย อยากจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ อยากจะเอาของ ไปช่วยคนน้ำท่วมทั้งประเทศ แต่เราไม่ใช่เป็นนักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ถ้าเราไปกำหนด โทษอย่างมาตราท้าย ๆ เขาก็ทำไม่ได้ แล้วจะให้ใครไปช่วยคนกำลังจะตายอยู่ สมมุติจะตาย ทั้งประเทศเหมือนที่ผ่านมา ผมอยากเอาสถานการณ์แบบนี้มาเปลี่ยนแปลงแนวคิดเราบ้าง กรอบเดิมคิดให้กว้างขึ้นนะครับ ไม่ใช่ว่าเอาแต่คนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปช่วยคน ตกน้ำตาย ช่วยไหวไหม คนพิการเอาแต่คนที่จบปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ไปหามคนจะตายอยู่ตามโรงพยาบาล น้ำจะท่วมตายอยู่แล้ว ถ้าคนอื่นมันจะ ผิดกฎหมายตามมาตราท้าย ๆ มันจะทำไม่ได้ อันนี้ก็อยากให้มองไปให้ลึกนะครับ ผู้ที่มี จิตอาสาต่าง ๆ อย่างนี้ เขาเป็นได้ไหม บ้างคนเป็นจิตอาสา พอเราเห็นชื่อปุ๊บในหนังสือพิมพ์ เราจะเข้าใจว่าคนนี้เขาเป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ แต่เขาไม่ได้จบปริญญาอะไรเลย แต่บางคนเขาอาจจะเป็นเด็ก เป็นเยาวชนตรงนี้ เขาเป็นได้ไหม เขาไปขึ้นทะเบียน เป็นนักสังคมสงเคราะห์ได้ไหม
อีกอันหนึ่งที่ผมมองเห็น คือพระสงฆ์องค์พระเจ้าทั้งหลายไม่มีใครเกินมาให้ คนมาก บางวัดท่านสร้างโรงเรียนขึ้นมาอยู่ในวัด นักเรียนเป็น ๑,๐๐๐ คนก็มี ผมดู ในรายการหลายรายการอย่างนี้ ถ้าเรามากำหนดไม่มีคุณสมบัติของพระสงฆ์องค์พระเจ้า เหล่านี้ท่านก็จะเป็นคนผิดกฎหมายไหม ให้สังคมสงเคราะห์กับผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา เปิดโรงเรียนขึ้นมาอย่างนี้จะผิดไหมถ้ามีกฎหมายนี้ขึ้นมา ผมเห็นในรายการอยู่ทางภาคกลาง พระอาจารย์บางท่านเลี้ยงเด็กอยู่เป็น ๑,๐๐๐ คน ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม. ๖ ก็มี เราจะทำ อย่างไรถ้ากฎหมายนี้เกิดขึ้นมา เราได้กำหนดไว้บทเฉพาะกาลไหมเพื่อยกความผิดเหล่านี้ นักบุญต่าง ๆ นักการศาสนาต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศเราที่เขามาปฏิบัติตัวคล้ายนักสังคม สงเคราะห์มาช่วยเหลือเด็ก ผู้พิการอะไรอย่างนี้จะผิดไหม ทั้ง ๆ ที่เจตนาดี ผมเห็นอุทาหรณ์ อย่างหนึ่งผมไม่ทราบว่าท่านป้าอะไรนะที่เป็นครูผู้หญิงเมื่อปีที่แล้วผมเห็นว่าจะถูกจับ ดำเนินการอะไร ที่เลี้ยงเด็กเต็มบ้านเลยครับ ก็แค่ว่าท่านไม่รู้ ไม่เข้าใจการทำบัญชี จะทำอย่างไร ทำความดีอยู่แต่จะถูกจับเข้าคุก จะทำอย่างไร ป้าอ๋อง ครูอ๋อง หรือครูอะไร ผมจำไม่ได้ คนอ้วน ๆ ผมจำไม่ได้ ผมก็เห็นอุทาหรณ์แบบนี้ ถ้าเอากฎหมายนี้ขึ้นมา คนเหล่านี้เด็กอยู่ในสังกัดได้ไหมถ้าเขาไม่อยู่ในเกณฑ์ เกิดว่าป้านั้นไม่ได้จบปริญญาจะทำ อย่างไรที่เขาสอนเด็กตามสลัมตามอะไร เอาไปอยู่ในบ้านเต็มเลย มีคนสงสารเด็กก็เอาเงินไปให้ แกก็ทำบัญชีไม่ถูก เพราะเขาไม่ได้เรียนบัญชี เผลอ ๆ ก็จบ ป. ๖ หรือจบ ม. ๖ แค่นั้น ก็มาเป็น ครูสอน สงสารเด็ก กลายเป็นคนผิดกฎหมายขึ้นมา อันนี้ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการผู้ที่จะไปดูแลกฎหมายนี้ให้ดูรายละเอียดส่วนนี้บ้างนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็น กรณีคนจน ผู้ยากจน ผู้ด้อยโอกาส ผมก็อยากฝาก ไปยังทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้เขียนถึงเขาบ้าง นักวิชาชีพ เช่น คนจน คนบ้า คนไม่มีสติ นอนตามถนนหนทางตามที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป กฎหมายอันนี้ทำอย่างไรถึงจะเกิดประโยชน์ กับคนกลุ่มนี้บ้าง ดูอันนี้เป็นกฎหมายที่ทำให้ผู้มีอาชีพทำ แต่ประชาชนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ไม่มีตรงนี้ อยากให้เพิ่มเข้าไปว่านักวิชาชีพน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง ๑. คนจนไม่มีที่อยู่อาศัย จะทำอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะมีบ้านให้เขาอยู่ เมื่อเขาแข็งแรงแล้วถึงให้เขาออกไปต่อสู้ชีวิต อย่างนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยของคนพวกนี้ พวกบ้า พวกคนสติไม่ดี ออกจากบ้าน หลงลืมไปตามถนนหนทาง เราน่าจะมีสถานที่เฉพาะให้เขา ไม่ใช่โรงพยาบาลหลังคาแดงนะ ต้องมีอีกสถานที่หนึ่งที่มีภูมิศาสตร์ ภูมิภาคดี ๆ สักแห่งดีไหมไว้สำหรับดูแลเยียวยาคนกลุ่มนี้ เข้าไปอยู่เพื่อเยียวยาเขาให้เขาได้มีสติ อารมณ์ ร่างกายที่สมบูรณ์ขึ้น ฟื้นฟูจิตใจเขาขึ้น เพื่อเขาจะกลับขึ้นมา บางทีก็เกิดบ้าเพราะเกิดความคิดมาก ไม่ใช่บ้าเพราะเชื้อบ้า บ้าเพราะ มีปัญหาตัวเอง ปัญหาครอบครัว อันนี้ก็อยากฝากไปยังท่านรัฐมนตรีได้นำเรื่องนี้ไปพิจารณา เพื่อทำอย่างไรจะมีศูนย์บริการเยียวยาของคนที่ด้อยโอกาสจริง ๆ อย่างนี้ในกฎหมายนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ