อรรถพร พลบุตร ยื่นขอขอบคุณประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ให้โอกาสในการพูด และหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยมีความสำคัญในการเก็บเกี่ยวและคุ้มครองเอกสารสำคัญที่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ และขอเสนอแก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยในวาระที่สอง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้เป็นหอประวัติศาสตร์หรือหอวัฒนธรรมในระดับจังหวัด เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศ
ท่านประธานก็ปากหวานนะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสครับ
ในเบื้องแรกผมขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนะครับ ท่านสุกุมล คุณปลื้ม ผมขอบคุณที่ท่านได้ให้ความสำคัญต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เมื่อวาน ท่านนั่งฟังการอภิปรายอยู่หลายชั่วโมง วันนี้ท่านก็มานั่งอยู่ก็เข้าใจว่าท่านคงจะนั่งอยู่จนหมด วาระที่หนึ่งนะครับ ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการให้เกียรติในการให้ความสำคัญว่าสถาบันนิติบัญญัติ เป็น ๑ ใน ๓ อำนาจที่สำคัญ แม้ว่าท่านจะเป็นรัฐมนตรีใหม่ก็อยากจะให้เป็นตัวอย่าง สำหรับรัฐมนตรีรุ่นต่อไปว่าควรจะยึดถือปฏิบัติในแนวนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวเนื่องกับ พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งส่วนใหญ่ก็สนับสนุนในหลักการทั้งสิ้น บางท่านอภิปรายใช้เวลาค่อนข้างยาว บางท่านไปไกลมาก และบางท่านก็วนเวียนอยู่ ๒-๓ ปีนี้ครับ แต่ผมเองไม่มีปัญหาครับ ผมนั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ด้วยความสุข หลายท่านอภิปรายเกือบชั่วโมงนะครับ แต่ท่านพูดถึงเรื่องที่มาของแผ่นดิน ของท่าน บ้านของท่าน การต่อสู้ของบรรพบุรุษของท่าน การก่อกำเนิดของชุมชนของรัฐ ของดินแดน น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความภูมิใจ เต็มไปด้วยความปิติที่ได้พูดถึงที่มา รากเหง้าของชุมชนของตนเอง ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ในภาวะที่ประวัติศาสตร์ ดูเหมือนจะได้รับความสำคัญน้อยลงไปทุกทีในประเทศไทย สิ่งที่มันเกิดขึ้นในสภา ผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้และวันนี้ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี และสิ่งนี้ดูจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะรองรับต่อเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่จะผ่านสภา ในเวลาอันใกล้นี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือการจัดระบบ คือการคุ้มครอง คือการตั้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติให้เป็นที่รวบรวมอย่างมี ประสิทธิภาพในเอกสารสำคัญ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของชาติที่ล้ำค่ายิ่ง ผมเห็นด้วยครับ อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องไปปรับปรุงแก้ไขในวาระที่สอง ก็จะเสนอแปรญัตติต่อไป
แต่ประเด็นสำคัญที่ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ อธิบายกับท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ไม่ว่าเราจะมีระบบระเบียบที่ดีพร้อมอย่างไร มีประสิทธิภาพอย่างไร หรือได้รับการสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ท่วมท้นอย่างไร แต่ประโยชน์หรือเจตจำนง แห่งหอจดหมายเหตุแห่งชาติไม่เกิดละครับ ถ้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติยังมีสถานะเหมือน ตู้พระไตรปิฎกที่มะลังมะเลืองสวยงามเก่าแก่ครับ น่ากราบไหว้ หรือจะขอหวยก็สุดแล้วแต่ครับ แต่จะมีใครสักกี่คนละครับที่เปิดตู้พระไตรปิฎกแล้วเข้าไปค้นหาคุณค่าที่อยู่ในนั้น คุณค่าของ พระไตรรัตน์ที่อยู่ในนั้นนะครับ ในที่สุดก็เป็นของเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยหยากไย่ที่ปกคลุมและ มีคนใช้ประโยชน์อยู่เพียงเล็กน้อย ถ้าประเทศนี้คน ๑๐ คน ๙ คน ยังไม่เคยเดินเข้าไป ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประวัติศาสตร์มันอยู่ตรงไหนละครับ ถ้า ๑๐ คนในประเทศนี้ ๑๐๐ คนในประเทศนี้ ๙ คนยังไม่รู้เลยว่ามีหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และมีหน้าที่อย่างไร แล้วชาติที่อายุเป็นพันปีมันอยู่ตรงไหนครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการใช้วาระที่หนึ่ง เพื่อนำเสนอต่อท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานก็คือว่า เราจะให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นตู้พระไตรปิฎกตรงมุมศาลาการเปรียญไม่ได้ครับ ท่านต้องสร้างกระบวนการที่จะหยิบยื่น ให้คุณค่าความดีงามของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะในแง่มุมใด มุมซ้ายมุมขวามุมสีใดออกไป หยิบยื่นให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเยาวชนคนรุ่นหลังเขาได้รับรู้ แน่นอนผมไม่ได้สนับสนุนให้ท่านไปตั้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติเคลื่อนที่ แต่สิ่งที่ผมอยากให้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ทำก็คือ การที่จะได้สร้างหอประวัติศาสตร์หรือหอวัฒนธรรมในระดับ จังหวัดครับ ซึ่งมันไม่ได้ใช้เงินมาก ถ้าจังหวัดละ ๑๐ ล้านบาท ถ้ามันทำไปทั้งประเทศ ก็ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรนี้ยินดีที่จะสนับสนุนครับ หอประวัติศาสตร์จะทำหน้าที่อย่างไร ก็จะเป็นตัวแทนที่จะหยิบยกประวัติศาสตร์เอกสาร สำคัญทั้งวัฒนธรรม ทั้งนิรุกติศาสตร์ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เอาไปสำแดงในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับพื้นที่ตรงนั้น ให้พี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ พี่น้องชาวจังหวัดหนองคาย พี่น้องชาว จังหวัดสกลนคร ชาวจังหวัดปัตตานีเขาได้เดินไปดูว่าที่มารากเหง้าของแผ่นดินที่เขาอยู่นี่ เขาสู้มาขนาดไหน กี่ศพแล้ว ร้องไห้มากี่ครั้ง เจ็บปวดมากี่รอบ ถูกฆ่าไปกี่ครั้งจึงเกิดแผ่นดิน วันนี้ได้ ตรงนี้ไม่ใช่หรือครับคือหัวใจของประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่จะทำให้เรา เรียนรู้ถึงความผิดพลาดล้มเหลวในอดีตเพื่อวันเวลาที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้ นี่คือเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของประวัติศาสตร์และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อย่างที่จังหวัดหนองคายเมื่อวาน ท่านสมคิด บาลไธสง อภิปรายท่านบอกตั้งเลย ใช้ชื่อหอเตียง ศิริขันธ์ ผมเองปกติผมไม่เคยเห็นด้วย กับความคิดของท่านสมคิดมาก่อนนะครับ แต่ผมเห็นด้วยในเรื่องนี้ครับ คนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส.ส. ที่นั่นเขาจะได้จูงลูกหลานจังหวัดเพชรบูรณ์ไปศรีเทพ บอกจังหวัดเพชรบูรณ์อ้ายตรงนี้ มัน ๓,๐๐๐ กว่าปีแล้ว คนจังหวัดอุดรธานีไปผนังถ้ำที่บ้านผือนะครับ บ้านเชียงเก่ายิ่งกว่า ประเทศไทยอีกตั้ง ๗,๐๐๐ ปีแล้ว ให้เด็กเขาได้รู้ ผมเองจะได้เดินเอาคนบ้านผมลูกหลาน จังหวัดเพชรบุรีไปวัดกำแพงแลง บอกจังหวัดเพชรบุรีเคยเป็นประเทศเมื่อ ๑,๓๐๐ ปีที่แล้ว เป็นนครรัฐปกครองตนเอง มีกษัตริย์ด้วยครับ ชื่อพระเจ้าพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราช สิ่งนี้มันเป็นความภูมิใจครับ พี่น้องชาวใต้ไปกรือเซะ ปัตตานีดารุสซาลามเขาเคยยืนบนหัวใจ และลำแข้งของตนเอง แล้วมันได้อะไรกับสิ่งเหล่านี้ มันเกิดความภูมิใจ มันรู้ที่มา มันรู้ถึง ความยากในการสร้างแผ่นดินในการสร้างชาติกว่าที่จะมียืนอยู่ภายใต้ธงไตรรงค์สีเดียวกัน ผืนเดียวกัน ในหลวงองค์เดียวกัน ชาติที่ชื่อเดียวกัน มันยากครับ สิ่งเหล่านี้ที่ผมอยากจะฝาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านมีโอกาสแล้วครับ ท่านทำให้คุณค่าแห่งประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้น อย่าให้ประวัติศาสตร์อยู่ในตู้พระไตรปิฎกครับ ท่านต้องทำให้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการที่จะหลอมรวมความเป็นชาติให้เกิดขึ้น ทำไมผมต้องเน้นย้ำตรงนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานในช่วงสุดท้ายว่าเราจะได้รู้อย่างไรว่า กว่าจะมาเป็นชาติเราผ่านอะไรมาบ้าง เราเจ็บปวดมาขนาดไหน เราจะได้ไม่ปล่อยให้ บางเรื่องบางราว ความคิดที่แตกต่าง การใส่สีเสื้อที่แตกต่าง ความเชื่อที่แตกต่าง หรือประโยชน์ของคนบางคนมามีประโยชน์เหนือกว่าความเป็นชาติ ประวัติศาสตร์คือหัวใจที่จะไข ไปสู่ทางออกของบ้านเมือง ผมจึงฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประเด็นที่เป็นรายละเอียดผมจะแปรญัตติในวาระที่สองต่อไป กราบขอบพระคุณครับ