สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

บัญญัติ เจตนจันทร์ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ และมีประโยชน์ในการสร้างความสามัคคีของชนชาติ โดยพูดถึงประโยชน์ของการใช้ประวัติศาสตร์และการบันทึกประวัติศาสตร์ในประเทศไทย และหารือเรื่องกฎหมายจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมถึงการขยายผลหอจดหมายเหตุแห่งชาติและการเพิ่มคณะกรรมการที่ดูแลกองทุน

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสกระผม ได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... เหตุผลที่กระผม ได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็เนื่องจากว่าก็เห็นว่าทางรัฐบาลนั้น เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ถึงขั้นที่จะออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา คงจะไม่ปฏิเสธกันละครับว่า รัฐบาลและรัฐมนตรีให้ความสําคัญ วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีกุสุมล คุณปลื้ม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมที่ท่านได้ตั้งอกตั้งใจมารับฟังคําอภิปรายของ สภาผู้แทนราษฎรในวาระรับหลักการนี้ แล้วก็มีหลายประเด็นมากเลยที่เพื่อนสมาชิก ทั้งซีกฝ่ายค้านและซีกรัฐบาลได้อภิปรายฝากข้อสังเกตไป แล้วก็เป็นปัญหาข้อสังเกตข้อกังวล ที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลย คงไม่ปฏิเสธนะครับว่าทั่วทุกประเทศในโลกนี้ได้ใช้มิติ ทางประวัติศาสตร์ไปเพื่อประโยชน์ในหลาย ๆ ทาง หนึ่งในนั้นก็คือเพื่อประโยชน์ของ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีของชนในชาติ เนื่องจากว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นรากเหง้า ของชนชาติ แต่ละชนชาตินั้นรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ยิ่งมียาวนานเท่าไรก็มีจุดร่วมมากเท่านั้น แม้ว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นท่ามกลางการพัฒนาการหรือวิวัฒนาการในการปกครองก็ตาม

อีกประการหนึ่ง ประวัติศาสตร์ก็ยังนําไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางศิลปะ ศาสนาและวัฒนธรรม พวกเราคงจะไม่ปฏิเสธนะครับว่าประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะอิงศาสนา และประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็จะอิงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่จะมาเป็นประวัติศาสตร์ คือในปัจจุบันเป็นประวัติศาสตร์ในอนาคต หลายสิ่งหลายอย่าง แล้วต้องสืบค้นได้จากการบันทึกทางสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนา น้อยนักที่จะ มีการบันทึกในส่วนของภาคเอกชนหรือประชาชนทั่วไป สืบเนื่องจากว่าความเจริญ ในแง่ตัวอักษรก็ดี ในเรื่องของการใช้ศิลปะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดหรือการปั้น การแกะสลักก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ประณีตแล้วก็ใช้ต้นทุนสูง แล้วก็ต้องใช้ฝีมือในเชิงช่าง เพราะฉะนั้นขณะนี้รัฐบาลซึ่งเป็นหน่วยงานทางการปกครองของประเทศเมื่อเข้ามาแบกรับ ภาระหน้าที่แทน ในอดีตก็คือเรื่องของศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นประวัติศาสตร์ยังมาใช้เพื่อความมั่นคง เราจะเห็นว่า วันสําคัญในทางกองทัพก็ดี ล้วนแต่เป็นการนําประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ดี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ดี ก็เป็นมิติทางความมั่นคงที่นําข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่มีคุณค่าแห่งการยึดถือมาใช้เป็นวันสําคัญเพื่อปลุกใจให้กองทัพมีความเข้มแข็ง นําประวัติศาสตร์มาเพื่อการศึกษา สมัยที่พวกเราเรียนในชั้นประถมจะมีวิชาประวัติศาสตร์ มีการศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งหลายท่านก็บอกว่าจะจริงจะเท็จก็ไม่ทราบ ชนชาติไทยอพยพมาจากที่ใด หรือประวัติศาสตร์สงครามต่าง ๆ เป็นอย่างไร ใครบ้างล่ะที่จะเป็นคนตรวจสอบว่า ประวัติศาสตร์เหล่านั้นมีความถูกต้องแม่นยํา เมื่อสิ่งต่าง ๆ มีผู้สงสัยมากก็จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีหน่วยงานระดับชาติมาชําระหรือมาสะสางให้เกิดความกระจ่างเพื่อให้เกิด ความน่าเชื่อถือ ประวัติศาสตร์ยังนํามาเพื่อประโยชน์ในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีหรือแม้กระทั่งทางยุโรป ประเทศฝรั่งเศส ประเทศรัสเซีย ที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสใช้เงินภาษีอากรไปดูงานก็จะเห็นว่า ประเทศเหล่านี้แม้ว่าเป็นประเทศที่มีไฮเทคโนโลยี มีเทคโนโลยีชั้นสูงเขาก็ยังใช้มิติ ทางประวัติศาสตร์ ราชวงศ์ต่าง ๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็มีเรื่องเล่ามากมาย ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นสตอรี่ เทลลิ่ง (Story telling) มีเรื่องเล่า พวกนักท่องเที่ยวต่าง ๆ เมื่อเข้ามาในดินแดนแห่งประวัติศาสตร์มีการท่องเที่ยว มีเรื่องเล่าก็จะผูกจินตนาการไป ทําให้การท่องเที่ยวนั้นมีความจดจําแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าเชิญชวนให้คนไปจับจ่ายใช้สอย อันนี้มิติทางการท่องเที่ยวและทางเศรษฐกิจก็ใช้มิติทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในประเทศไทยเรานี้ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกัน นักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยถ้าไปฟัง มัคคุเทศก์ที่พานักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะมีการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของชาติไทย เราในฐานะที่เป็นคนไทยท่องเที่ยวกันเองจะไม่ค่อยได้ยินการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์จากไกด์ (Guide) เนื่องจากเราเป็นคนไทยเราก็ไม่ได้ใช้มัคคุเทศก์ท่องเที่ยว และมัคคุเทศก์ ที่จะนําต่างชาติท่องเที่ยวเขาก็จําเป็นจะต้องจดทะเบียนเนื่องจากว่ากลัวจะนําประวัติศาสตร์ เหล่านี้ไปบิดเบือน แล้วก็ทําให้เกิดความเสียหาย แล้วก็จะแพร่กระจายไปในระหว่างประเทศได้ แต่ว่าท่ามกลางประโยชน์ที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมนําเสนอกฎหมายนี้ขึ้นมา ก็เกิดความกังวลเป็นอย่างมากด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์สมตามเจตนารมณ์ ของทางกระทรวงวัฒนธรรมและรัฐบาลหรือไม่ จะมีอะไรที่จะรับประกันได้หรือไม่ว่า ประวัติศาสตร์ที่ถูกขีดเขียนขึ้นมานั้นจะมีการบิดเบือนนะครับ ซึ่งเป็นข้อตกลงข้อที่ ๑ ว่า จะมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือไม่ บิดเบือนเพื่ออะไรหรือบิดเบือนจากอะไร ประเด็นว่า บิดเบือนจากอะไร อาจจะบิดเบือนโดยไม่ได้ตั้งใจหรือบิดเบือนโดยตั้งใจ บิดเบือนโดยไม่ตั้งใจ ผมก็ขอยกให้เป็นความไม่สมบูรณ์ในเชิงวิชาการ เช่นว่าเขียนโดยคน ๆ เดียวเป็นเรื่องเล่า หรือเขียนโดยนักวิชาการคนเดียว หรือเขียนโดยนักวิชาการค่ายเดียวที่มองมุมมองในเรื่องนั้น ๆ หรือบทวิจัยเพียงแค่บทวิจัยเดียว เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคนมีอคติ อคติเพราะชอบ อคติเพราะไม่ชอบ เป็นอยู่ธรรมดาในโลก เราอยากจะให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติจริง ๆ ไม่ใช่เป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติของคนใดคนหนึ่ง ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือของอธิบดีกรมศิลปากรแต่ผู้เดียวนะครับ อันนี้เป็นข้อกังวล ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ

อันที่ ๒ เป็นข้อกังวลที่เกิดจากการบิดเบือนโดยตั้งใจ อาจจะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งตั้งใจบิดเบือนประวัติศาสตร์ แล้วก็อาจจะขยายผลให้ นําประวัติศาสตร์นั้นไปเกิดการทําลายล้างกันในทางการเมือง หรือไปบิดเบือนให้เกิด มีการทําลายล้างกันในระหว่างประเทศ บิดเบือนมีการทําให้เกิดความไม่เข้าใจในภูมิภาคก็ดี ปัญหาชายแดนก็จะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น หรือบิดเบือนเพื่อประโยชน์ทางศาสนา อันนี้ก็น่ากลัวมาก เพราะฉะนั้นสงครามต่าง ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านในสภาแห่งนี้ ได้กรุณาอภิปรายที่เป็นประโยชน์มากนะครับ แม้ว่าในซีกรัฐบาลเองก็ยังอภิปรายในเชิง ให้เกิดความสังเกตในความกังวลที่ว่ากฎหมายฉบับนี้ออกไปแล้วจะมีประโยชน์หรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์จําเป็นจะต้องบันทึกข้อเท็จจริง ในทุก ๆ มิติ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะนําข้อมูลดิบเหล่านี้ไปเกิดการค้นคว้าศึกษาวิจัยต่อเนื่อง ก็จะได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อเนื่องจากข้อมูล ข้อเท็จจริง เราไม่ประสงค์ที่จะได้ข้อมูลที่เป็น ข้อมูลเชิงทุติยภูมิ เกิดจากการบิดเบือนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลดิบต่าง ๆ เมื่อนักวิชาการก็ดี นําไปวิเคราะห์สังเคราะห์ก็ย่อมที่จะสามารถให้ความเห็น แต่นั่นจําเป็นจะต้องบันทึกว่า เป็นความเห็นเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะนักวิชาการ หรือเฉพาะสถาบันครับ ข้อตกลงที่ ๒ กังวลว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่มีอานิสงส์มากอย่างที่ตั้งใจ เพราะเหตุว่าการออกแบบกฎหมาย ฉบับนี้เป็นการออกแบบกฎหมายแบบราชการจ๋าเลยครับ คือใช้แค่อธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้ดูแลกฎหมายฉบับนี้ซึ่งได้มอบอํานาจให้อธิบดีกรมศิลปากรไปมากซึ่งความมีส่วนร่วม ของภาคส่วนต่าง ๆ น้อยมากเลยครับ เหมือนกับออกกฎหมายให้อธิบดีไปปฏิบัติงานแต่ผู้เดียว ผมยังคิดว่าปัจจุบันกฎหมายได้ออกแบบมิติโครงสร้างไปมากแล้วครับ ในเมื่อชื่อกฎหมายว่า เป็น พ.ร.บ. จดหมายเหตุแห่งชาติ มีกฎหมายหลายฉบับที่ลงท้ายว่า แห่งชาติ จึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีคณะกรรมการแห่งชาติ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มีหมวดว่าด้วย คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งกฎหมายที่ออกว่า กฎหมายแห่งชาติ จําเป็นที่จะต้องมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นเลขานุการ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกระทรวงต่าง ๆ จะกําหนดไปว่าในกระทรวงทั้งหมด ถ้าไม่สามารถมานั่งในทุกกระทรวงจะมีการคัดเลือกอย่างไร จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคณบดี คณะที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ว่าด้วยมิติทางประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ไม่มีคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านไอซีที (ICT) และทางวิทยาศาสตร์ ที่จะมาสืบค้นพิสูจน์ทราบว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของจริง ของเท็จ และมีอายุเท่าไร อย่างไร แล้วก็ไม่มีหลักฐานทางกองพิสูจน์หลักฐานต่าง ๆ ไม่มีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะมีส่วนร่วมเข้ามาช่วยที่จะให้เราเชื่อถือว่าประวัติศาสตร์หรือหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือจดหมายเหตุที่ท่านบันทึกไว้มีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นแห่งชาตินะครับ อันนี้ เป็นข้อกังวลในเชิงโครงสร้าง ผมอยากจะนําเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรไปว่าควรจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด ชุดที่ ๑ เป็นคณะกรรมการ จดหมายเหตุแห่งชาติประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเลขานุการ คณะกรรมการอีกระดับหนึ่งคือคณะกรรมการที่ดูแล หอจดหมายเหตุแห่งชาติ อันนี้ก็ฝากปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ให้อธิบดีกรมศิลปากร เป็นเลขานุการ ส่วนกรรมการนั้นก็ฝากให้ภาคส่วนต่าง ๆ ให้อย่างกว้างขวางที่สุดที่ท่านจะนําเข้ามาได้ แล้วก็ฝากสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ ในประเทศไทยมาจากศาสนาพุทธ คือกรมศิลปากรก็ดูแลกรมการศาสนาแต่ดูแลในหมวด ของการเผยแผ่ ทีนี้หมวดศาสนวัตถุ ศาสนสถานมาอยู่ในสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีดูแลนะครับ อันนี้ก็ไม่มี กระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีความรู้หลากหลาย มีคณบดีต่าง ๆ ในหลากหลายมหาวิทยาลัยก็ไม่มีอยู่ตรงนี้ครับ กระทรวงไอซีทีก็ขอฝากด้วย เพราะว่าเดี๋ยวนี้คงไม่ใช่คนจะเดินทางไปดูสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งได้มาก จําเป็นต้องให้มี การใช้เครือข่ายสารสนเทศเป็นอย่างมาก แล้วก็ประวัติศาสตร์หลายอย่างมาจากภาคเกษตร การทํามาหากินในเชิงเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้องเกี่ยวข้องด้วย หลายอย่างเป็นมิติ ในเชิงการปกครอง หลายอย่างเป็นประวัติศาสตร์ในเรื่องของทางกระบวนการยุติธรรม มีหอจดหมายเหตุแห่งชาติหลาย ๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลศิริราชก็ดี กระทรวงสาธารณสุขต่าง ๆ ก็ดี กระทรวงวิทยาศาสตร์ก็ดีจําเป็น กระทรวงอุตสาหกรรมก็ดี ทั้งหมดทั้งสิ้น กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นความมั่นคง ถ้าท่านเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมา แล้วทําให้ประเทศพังทลายลง ถ้าไม่มีฝ่ายความมั่นคง ไม่มีทางด้านตํารวจไปอยู่ด้วย ไม่มีกระทรวงกลาโหมอยู่ด้วย ไม่มีราชบัณฑิตยสถานอยู่ด้วย ไม่มีกวีอยู่ด้วย ผมว่าไม่เกิดความสมบูรณ์ แล้วไม่มีสภาวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ไม่มีผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เลือกกันเอง ให้เหลือกี่คนก็แล้วแต่ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ผมฝากด้วยครับ คณะกรรมการ ๒ ชุดนี้จะทําให้กฎหมาย ของท่านนี้เกิดความมีส่วนร่วมและเกิดความรอบคอบ แล้วมีคนช่วยอธิบดีกรมศิลปากรทํางาน แล้วก็อธิบดีกรมศิลปากรก็คุมในเชิงวิชาการและการบริหารสํานักงาน

ในหมวดที่ ๒ นะครับ หอจดหมายเหตุแห่งชาติผมฝากด้วยว่าต้องขยายผล ไปจนถึงว่าควรมีหอจดหมายเหตุในระดับจังหวัดหรือในระดับภาค หรือท่านอาจจะมีสาขา ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติตามหน่วยราชการท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าหรือที่ไหนก็แล้วแต่นะครับ ท่านควรมีหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่เปิดกฎหมายกว้างไว้ให้สามารถที่จะขยับขยายได้ในอนาคต หรือเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติเชิงอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้มีใช้สถานที่อะไรมากนะครับ แล้วก็อาจจะมีกําหนดกฎเกณฑ์ออกไปว่าจะต้องมีการบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ทุกกี่ปี ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการกําหนด เช่น ทุก ๑๐ ปี ๕๐ ปี ๑๐๐ ปี อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ในแง่ของมาตรา ๒๒ ก็ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วยว่าท่านห้ามไม่ให้ผู้ใด ทําปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่สามารถทําของที่ระลึกใด ๆ เลยแม้แต่ภาครัฐก็ไม่ได้เลย ผิดกฎหมายไปหมดนะครับ ตํารวจจับไม่ไหวแน่นอน ท่านต้องเปิดช่องไว้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ ทางด้านอะไรหรืออํานาจของใคร ถ้าหากว่าอธิบดีเป็นผู้อนุมัติอนุญาต เกิดความไม่โปร่งใส เป็นผลประโยชน์ของอธิบดี ท่านจะออกแบบกฎหมายอย่างไรทําได้ทั้งนั้น ฝากข้อสังเกต ความกังวลนี้ไว้ด้วย

แล้วก็อีกอย่างหนึ่งถ้าไม่มีหมวดของการอุทธรณ์จดหมายเหตุ กรณีที่ พ.ร.บ. นี้ ออกมาแล้วมีการบันทึกประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุผิดพลาดท่านไม่เปิดโอกาสให้ ใครอุทธรณ์ได้เลยที่จะมีคณะกรรมการมาแก้ไขปรับปรุง ท่านเบ็ดเสร็จอยู่ที่หน่วยงานของท่าน ผมว่าเดี๋ยวนี้ความเจริญทันสมัยคนมีความคิดต่างตลอดเวลานะครับ ท่านต้องเปิดช่อง ในหมวดที่จะมีการอุทธรณ์รับฟังความคิดเห็นก่อนที่ท่านจะบรรจุเข้าไปในประวัติศาสตร์ ท่านต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ท่านจะต้องเผยแพร่ในวารสาร จัดนิทรรศการหรือเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องของกระบวนการ ที่จะให้ได้ผลลัพธ์อย่างมีส่วนร่วมแล้วก็ปราศจากการโต้แย้งนะครับ

ในเรื่องของกองทุน หมวดกองทุนในหมวดที่ ๔ ผมฝากด้วยครับ คณะกรรมการที่ดูแลกองทุนมี ๗ คนเท่านั้นเอง ไม่รู้ดูแลงบเท่าไร ในฐานะของ สภาผู้แทนราษฎรคงไม่สามารถจัดเงินให้ท่านได้มากนักละครับ ถ้าท่านใช้คณะกรรมการแค่ ๗ คน แล้วก็เป็นภาคราชการทั้งนั้นเลยนะครับ ผมอยากจะให้ท่านเพิ่มคณะกรรมการในหมวดกองทุน ให้มีในภาคของมีการคัดสรรเลือกตั้งเข้ามาจากสภาวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ในการสังเกตสังกาความโปร่งใสในเรื่องของกองทุนด้วย เพราะกองทุนนี้ในร่าง พ.ร.บ. นี้ ให้รายงานแค่รัฐมนตรี ทีนี้ท่านรัฐมนตรีรายงานแล้วก็เก็บเข้าแฟ้ม ก็ไม่มีโอกาสได้มีใคร มาช่วยติติงเลยนะครับ แต่ทีนี้ครั้นว่าจะนําเข้ามารายงานในสภาผู้แทนราษฎรหมดทุกเรื่อง ปัจจุบันรายงานในสภาผู้แทนราษฎรก็รับไม่ไหว ผมคิดว่าทําอย่างไรที่จะให้ออกแบบให้ การใช้งบประมาณในกองทุนนี้เกิดความโปร่งใส แล้วก็เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นหรือองค์กร หรือบุคคลต่าง ๆ ที่มีความประสงค์ที่จะรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์นะครับ ช่วยทางภาคราชการได้ แล้วก็อยากจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคองค์กร ภาคท้องถิ่น ได้รับเงินอุดหนุน จากกองทุนนี้ด้วยเพื่อจะได้ช่วยท่านอีกทางหนึ่งนะครับ ท่านพยายามอย่ากอดงานเอาไว้อยู่ภาครัฐ หรือแม้กระทั่งท่านจะออกแบบให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถดูแลทําผลกําไรจากการท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ หรือการจําหน่ายของที่ระลึก หรือการก๊อปปี้วัตถุต่าง ๆ ในทาง ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ทางการค้าต่าง ๆ ท่านก็สามารถที่จะออกแบบเผื่อไว้ในกฎหมายนี้ด้วย เช่นเดียวกันนะครับ ผมขอฝากความกังวลแก่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรถึงทางรัฐบาล และกรรมาธิการวิสามัญได้นําไปพิจารณาด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ