สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

สุนัย จุลพงศธร หารือเรื่องพระราชบัญญัติและประวัติศาสตร์ไทย โดยมองว่าประวัติศาสตร์ไทยมีความขัดแย้งและไม่ควรอ้างว่าไทยมีการพัฒนาการทางการเมืองที่ราบรื่น และเห็นว่าควรเปลี่ยนโครงสร้างของกฎหมายให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อจดบันทึกประวัติศาสตร์

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านผู้เป็นประธานครับ กระผม ส.ส. สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ได้ร่วมการอภิปราย ทําไมต้องแสดงความยินดีท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าทิศทางของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเดินมาถูกทางแล้ว ท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลายได้ให้ความสําคัญต่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายฉบับนี้ มีเพียงแค่ ๓๒ มาตรา ถ้ามองแล้วก็เป็นเรื่องกฎหมายเล็ก ๆ แต่ไม่ใช่ครับ เป็นเรื่องที่สําคัญมาก จึงต้องขอแสดงความยินดีกับท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าที่ท่านมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรมนี้ ขอให้ท่าน ถ้าคิดแล้วก็ไม่เป็นไร ถ้าคิดแตกต่างจากผมก็คิดใหม่ก็คือว่า กระทรวงนี้ถูกพูดถึงกันว่าเป็นกระทรวงเล็กไม่ค่อยมีใครอยากมา แต่ท่านรู้ไหมครับว่า กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นกระทรวงที่จะวางรากฐานของพัฒนาการทางสังคม วันนี้ท่านประธานวิป (Whip) หรือประธานคณะกรรมการประสานงานคือ ท่านอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรีได้บอกว่าต้องขอให้ได้ช่วยกันได้คุย ผมเองเรื่องนี้ ผมติดตามมาตั้งแต่การประชุมในวิป ท่านประธานวิปบอกขอให้ชี้แนะเพราะมันมีประเด็นสําคัญ ๆ ที่ต้องแก้ไขมาก ผมเองจริง ๆ ก็อยากจะขอมาเป็นกรรมาธิการคณะนี้ด้วยกําลังติดต่อกับ เพื่อนสมาชิกอยู่ ถ้าท่านทําได้ผมก็จะได้เข้าไปให้ความคิดความอ่าน แต่ถ้าไม่ได้ก็ขอฝาก ท่านรัฐมนตรีไปในโอกาสนี้ครับ ท่านครับ ในกฎหมายฉบับนี้นั้นผมจะขอนําเสนอแตกต่างจาก เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่น ๆ นั่นคือจะมองประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ในเชิงพัฒนาการทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ วันนี้หลายท่านที่พูดถึง ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ แล้วก็ขัดแย้งกัน ขอประทานโทษครับ ท่านนิพิฏฐ์อดีตรัฐมนตรีก็พูดถึง เรื่องความแตกต่างทําไมไม่บันทึกอย่างนั้น ทําไมต้องบันทึกอย่างนี้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ประท้วงกัน นี่ละครับคือปัญหา ดังนั้นการที่ผมจะนําเสนอวันนี้นั้นผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้แม้ผมจะเห็น ความสําคัญ แต่ผมเห็นว่าต้องเปลี่ยนโครงสร้างของกฎหมาย โครงสร้างประการแรก คิดตรงกันครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือ ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ว่าให้หน่วยงาน กรมศิลปากรเป็นเจ้าของเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าเป็นเจ้าของเรื่องนี้ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราพูดกันมาทั้งหมด จะล้มเหลวหมดเลย ควรต้องเป็นองค์กรอิสระเป็นหน่วยงานพิเศษที่จะระดมนักวิชาการ หลากหลายเข้ามาจดบันทึกประวัติศาสตร์ จดบันทึกจดหมายเหตุเก็บรวบรวมเรื่องเหล่านี้ ทําไมผมถึงกล่าวอย่างนั้นครับ ถ้าเรามอบหมายให้ราชการเดิมก็ประวัติศาสตร์ก็อธิบายมาแล้วว่าวันนี้ประวัติศาสตร์ของเรานั้น ไม่ได้ให้บทเรียนแก่การมองปัญหาพัฒนาการทางการเมืองเลยครับ เพราะอะไร ท่านประธานครับ เรามีปัญหาทางจดบันทึกจดหมายเหตุ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องที่หนึ่ง เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาถูกเผา ๒ ครั้ง หลักฐานเกือบหมดครับ ด้วยเหตุนี้เองครับหลักฐาน พัฒนาการทางการเมืองที่เราอยากจะต้องรู้ความจริงว่าการเมืองไทยมันพัฒนากันมาอย่างไร และอะไรจะเป็นบทเรียนต่อสิ่งที่เราจะมองไปในอนาคต เราไม่มีหลักฐาน เราจึงต้องใช้ หลักฐานเล่มหนึ่งซึ่งมีความสําคัญที่สุด นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าคําให้การชาวกรุงเก่า ท่านรัฐมนตรีขออนุญาตที่จะเอ่ยนามเรื่องนี้สักนิดหนึ่งว่าคําให้การชาวกรุงเก่านี้เป็นบันทึก ของพม่าซึ่งขณะนั้นเป็นมอญที่ตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้วก็เกณฑ์ประชาชนไปเป็นข้าทาส แล้วก็ทําการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ข้าทาสคนนี้เป็นคนทํางาน คนฟ้อนรําในพระราชวัง ทาสคนนี้เป็นช่างไม้ คนนี้เป็นอุปราช เป็นบุคคลสําคัญ เขาจะบันทึกไว้เป็นภาษามอญ พม่าได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้เป็นเล่ม เสร็จแล้วเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองพม่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ อังกฤษได้นําหนังสือฉบับนี้มาถวายให้แก่รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๔ ได้มอบให้แก่ตกมาถึงรัชกาลที่ ๕ แล้วรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงให้ทําการแปล จึงเป็นเอกสาร ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมที่สุดที่จะบอกความจริง วิธีคิดของเราว่าเป็นอย่างไร นั่นคือคําให้การ ชาวกรุงเก่า นอกจากนั้นส่วนใหญ่เราจะอาศัยหลักฐานจดหมายเหตุต่าง ๆ ของฝรั่ง

ปัญหาที่ ๒ ก็คือว่าวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมีความล้าหลังมาก นั่นก็คือวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ของไทยนั้นไม่ยอมรับความคิด ๒ ด้านครับ ไม่ยอมรับ ความคิด ๒ ด้าน ดังนั้นการบันทึกประวัติศาสตร์จึงมีด้านเดียว ด้วยเหตุนี้เองครับ เราจึงไม่รู้เลยว่า พัฒนาการทางการเมืองของไทยนั้นจากตั้งแต่พระปฐมบรมราชาของอยุธยา พระเจ้าอู่ทองนั้น จริง ๆ เป็นมาอย่างไร เวลาอ่านประวัติศาสตร์ของเราตามความเชื่อเราไม่กล้าไปแตะเลยครับ ว่าแท้จริงนั้นการพัฒนาประวัติศาสตร์ของไทยนั้นล้วนแต่มีความขัดแย้งมาตลอดตั้งแต่ พระปฐมบรมพระมหากษัตริย์พระเจ้าอู่ทอง ในประวัติศาสตร์ไม่มีเรียน ไม่มีสอนกัน ถ้าจะรู้จริง ๆ ต้องไปค้นกันลึก นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน นั่นคือท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เก็บบันทึก พอไปอ่านแล้วเราถึงได้รู้ความจริงว่า โอ้โฮ ความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้มันเป็นปกติที่มันมาตลอดเลย เพราะเราถูกหลอกมาตลอดว่า การพัฒนาการทางการเมืองของไทยนี่ราบรื่นมาตลอดเลยครับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทอง แต่ความจริง เปล่าเลยครับ ตลอดรัชสมัยของอยุธยานั้นฆ่าชิงอํานาจกันไม่มีหยุดไม่มีหย่อน ตั้งแต่เริ่มต้น พระปฐมบรมกษัตริย์พระเจ้าอู่ทอง ขอประทานโทษที่ต้องกราบเรียนตรงนี้เพื่อเป็นตัวอย่าง ให้เห็นถึงความสําคัญว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ท่านประธานครับ พระเจ้าอู่ทองเมื่อเป็น พระปฐมบรมกษัตริย์ต้นรัชกาลของอยุธยา ปรากฏว่าเตรียมการไว้ที่จะให้พระราชโอรส พระราเมศวรขึ้นครองราชย์ต่อ ปรากฏพอพระองค์สิ้นพระชนม์ปั๊บพระราเมศวรตอนนั้น ยังเยาวชนอยู่ก็ขึ้นไปครองราชย์เป็นองค์ที่ ๒ เท่านั้นละครับ ญาติฝ่ายพระมารดา ขุนหลวงพระงั่ว ยกทัพมาจากเหนือเลยครับเข้ายึดครอง พระราเมศวรรู้ทางก็เลยหลบออกไปเลยรอดชีวิต ขุนหลวงพระงั่วจึงเป็นรัชกาลต่อมา คุณหลวงพระงั่วพอเสวยอํานาจเสร็จปั๊บ พอจะสิ้นพระชนม์ ปรากฏว่าให้พระเจ้าทองลัน พระเจ้าทองลันเป็นราชโอรสก็หวังว่าจะให้พระเจ้าทองลันขึ้นครองราชย์อายุประมาณ ๑๐ พรรษา ปรากฏว่าพอพระเจ้าทองลันขึ้นครองราชย์ปั๊บ พระราเมศวรที่หนีไปอยู่ ทางเหนือนั้นยกทัพมาฆ่าพระเจ้าทองลันตายตั้งแต่ต้นรัชกาลแล้วครับ ประวัติศาสตร์อย่างนี้ ไม่มีเลยครับ เราไม่ได้บอกกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องของความเชื่อ การเสียกรุงครั้งที่ ๑ นั้น เอากันจริง ๆ ก็คือการขัดแย้งกันในพระญาติของพระเจ้าจักรพรรดิในขณะนั้น พระเจ้าจักรพรรดินั้นเดิมเป็นเจ้าเมืองอยู่ที่พิษณุโลก ไม่พึงพอใจกับเจ้าที่ครองอยุธยาอยู่ พระเจ้าจักรพรรดินี้ ท่านก็คือพระราชบิดาของพระนเรศวร พอพม่ายกทัพมาตีท่านก็เลยทรง นิ่งเฉยเสีย พม่าก็เลยตีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๑ แล้วพระมหาจักรพรรดิก็ทรงมาเป็น พระมหากษัตริย์และทรงพระนามว่า พระมหาจักรพรรดิ ถ้าจะพูดอย่างภาษาปัจจุบันก็คือ ซูเอี๋ยกับพม่า แล้วพระนเรศวรจึงถูกจับไปเป็นเชลยเลี้ยงอยู่ที่พม่า เรารู้เพียงแค่นี้เอง แต่จริง ๆ มันเป็นความขัดแย้ง พอค้นลึกไปแล้วถึงได้รู้ความจริงว่าตอนนั้นรัฐชาติยังไม่เกิดครับ เป็นเพียงนครรัฐเท่านั้นเองที่ความเป็นญาติยังไม่ผนึกกําลังเป็นชาติ แต่เราเขียนเสียสวยเลยว่า เป็นชาติมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ดังนั้นความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นปัญหาความเชื่อ และเป็นปัญหาเชิงวัฒนธรรม ซึ่งระบบราชการไม่สามารถจะทําได้ครับ เพราะระบบราชการ มีการปกครองเป็นชั้น ๆ คิดแตกต่างไม่ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ขณะนี้เราไม่ยอมรับ วัฒนธรรมการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีนักศึกษาปริญญาโท มีทําการศึกษา ไม่น่าจะเกิน ๑๐ ปี ทําการศึกษาค้นคว้าเรื่องของคุณหญิงโม แล้วเขาก็มีความเห็นว่า คุณหญิงโมไม่มีตัวตนจริงครับ โอ้โฮ แทนที่จะให้เขาคิดของเขาไป ให้เขาค้นของเขาไป ให้ความเป็นอิสระทางวิชาการเขาไป เรียนปริญญาโทแล้ว เท่านั้นละครับ ประชาชนไม่พอใจครับ จะไปบอมบ์ (Bomb) นักศึกษาปริญญาโทนั้น แล้วสื่อมวลชนก็ไม่ได้เขียนข่าวปกป้องเลยครับ สื่อมวลชนซึ่งเป็นปัญญาชนควรจะได้แสดงให้เห็นว่าสังคมต้องแตกต่างกัน ต้องยอมรับ ความแตกต่าง ต้องยอมรับความคิดของเขา สื่อมวลชนก็ลงแบบสนุกไปเลยเหมือนกันครับ นี่คือปัญหาวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ของเราไม่ยอมรับความแตกต่าง เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจึงไม่มีประสบการณ์ว่าเราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งกันอย่างไร อดีตเราก็ไม่รู้ เพราะเราคิดว่า ราบรื่นทุกเรื่อง ท่านครับ เรื่องนี้ถ้าเราศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ของต่างประเทศบ้าง เราจะได้เห็น ความงดงามและสิ่งที่เป็นคุณูปการของมนุษยชาติ ขอประทานโทษเถอะครับ ผมหยิบ หนังสือพิมพ์มาเล่มหนึ่งวันนี้ได้พอดี ท่านประธานที่จะต้องขอกล่าวถึง หนังสือพิมพ์เล่มนี้ ลงรูปของนายโทนี่ แบลร์ มาจากอังกฤษ ยืนทําการไหว้คู่กับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ น่ารัก น่าเอ็นดูมากทั้งคู่ครับ นายโทนี่ แบลร์ นี้ ได้ถูกเชิญไปพูดในงานของบีโอไอ (BOI) จัดโดยสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ข้อความอันหนึ่งที่ผมอยากจะนํามา บันทึกไว้ตรงนี้ว่า ประเทศที่เจริญแล้วนี่เขาได้ผ่านพ้นความเป็นหนึ่งเดียวทางประวัติศาสตร์ ด้วยการไม่ให้เห็นต่างมาแล้วครับ เขาถือว่าการเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ และเขาพูดถึง ความขัดแย้งในประเทศไทยวันนี้ว่า ความเห็นต่างรวมเป็นหนึ่งได้ แต่ใจมันต้องกว้าง เขาบอกว่าจุดแข็งของไทยมีศักยภาพโอกาสการลงทุนและเร่งปรองดอง แต่ต้องสร้าง ความเป็นหนึ่ง แม้จะต่างความเชื่อกัน นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทยวันนี้ที่แตกแยกกัน แล้วหาทาง ปรองดองกันไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความแตกต่าง เรามอง ความแตกต่างเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ทั้ง ๆ ที่ความแตกต่างคือความงดงามและจําเป็นอย่างยิ่ง ในโลกสมัยใหม่ต้องอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง ท่านครับตรงนี้เองในเชิงประวัติศาสตร์ พัฒนาการทางการเมือง ด้วยอังกฤษมีประวัติศาสตร์วิธีคิดเช่นนี้มายาวนาน เขาจึงได้บทเรียน สําคัญของการที่จะอยู่ร่วมกัน ท่านเชื่อไหมครับว่าวันนี้มนุษย์ได้รู้ความจริงว่าการโค่นล้ม ราชวงศ์บูร์บงของฝรั่งเศสที่บอกว่าเป็นการปฏิวัติทุนนิยมนั้นไม่ใช่ครับ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ของการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นได้เป็นผลมาจากการปฏิวัติปี ค.ศ. ๑๖๔๗ ในศตวรรษที่ ๑๗ ของอังกฤษก่อน แต่บังเอิญในเวลานั้นความล้าหลังทางประวัติศาสตร์ยังมีฝรั่งเศสจึงไม่ได้รับ วัฒนธรรม ไม่ได้รับบทเรียนไปจากอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๖๔๗ ในศตวรรษที่ ๑๗ นั้นไม่น่าเชื่อครับ ประเทศอังกฤษมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข แต่ใจเขากว้างครับ พูดถึงพระมหากษัตริย์ได้ เขาได้มีการบันทึกชัดเจนเลยครับว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑ ได้เกิดข้อขัดแย้งกับกลุ่มขุนนางสมัยใหม่ กลุ่มขุนนางสมัยใหม่นี้เป็นผล มาจากยุคเรอเนสซองซ์ (Renaissance) ที่มีการค้นคว้าวิทยาการจนเกิดช่างหัตถกรรม สมัยใหม่ แล้วก็เกิดกลุ่มทุนสมัยใหม่ขึ้น กลุ่มทุนสมัยใหม่นี้มีสภาแล้วเกิดความขัดแย้ง กับกษัตริย์ถึงขั้นรบกัน แล้วในที่สุดกลุ่มทุนสมัยใหม่มีตัวแทนที่ชื่อว่า โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ สู้กับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ ๑ ฆ่ากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ ๑ ตายครับ ท่านครับ สิ่งเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ ที่มีการบันทึกความเป็นจริงและได้ถูกขนานนามว่าเป็นยุคเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตย แต่ยังไม่สามารถจะเดินได้ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นําทัพประชาชนรบกับกษัตริย์ครับ ฆ่ากษัตริย์ตายในที่รบ ทุกคนจะยกย่องให้โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นกษัตริย์ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ บอกว่าไม่ใช่นะ ผมไม่เป็นกษัตริย์ ไม่เป็นกษัตริย์แล้วจะทําอย่างไรละ เพราะสมัยนั้นระบบ ประธานาธิบดีไม่มี ทุกคนเลยยกย่องบอกว่าถ้าอย่างนั้น โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ก็เป็น ลอร์ด ออฟ เดอะ โปรเจคเตอร์ (Lord of the projector) ก็แล้วกัน เป็นเจ้าผู้คุ้มครองก็แล้วกัน เห็นไหมครับ ตอนนั้นระบบประธานาธิบดียังเกิดไม่ได้ แล้วตรงนี้เองครับเป็นบทเรียนของอังกฤษที่ปรับตัว มาเรื่อย ๆ จากความขัดแย้งนั้นจนกระทั่งเข้าสู่กระบวนการที่ปรับตัวได้ แต่ฝรั่งเศสไม่ได้รับ วัฒนธรรมตรงนี้ ในที่สุดก็เกิดการโค่นล้มกัน ตรงนี้เองครับที่ โทนี่ แบลร์ ได้พูดไว้อีกตอนหนึ่ง ที่ผมอยากจะให้บันทึกไว้ในนี้ท่านประธานครับ นายโทนี่ แบลร์ กล่าวถึงสภาพในโลกปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและดําเนินไปอย่างรวดเร็ว ทําให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับวิธีคิด และวิธีปฏิสัมพันธ์ โดยในมุมมองของเขานั้นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาล ของประเทศต่าง ๆ มักล่าช้าในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่สุด ผมไม่ได้ตําหนิ ท่านรัฐมนตรีเลย เพราะผมรู้ความจริงว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกร่างขึ้นโดยรัฐบาลที่แล้ว ถึงว่าผมไม่อยากจะบอกว่าไม่ดี แต่ได้ร่างตามกลไกของระบบคิดแบบราชการที่ไม่ได้มอง สิ่งสมัยใหม่เลย ดังนั้นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนั้นจะพูดถึงว่าควรจะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในนี้ และจะต้องพูดถึงเรื่องโครงสร้างการจัดผลประโยชน์ด้วย ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียน ถึงตรงนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้าจะมีประโยชน์จริง เราจะต้องมามองถึง ความเป็นจริงว่าโลกนี้มันมีหลายด้านของมุมมอง พอเราจะบันทึกความมุมมองที่แตกต่างกัน เราก็บอกอย่างนี้บันทึกไม่ได้ ประวัติศาสตร์มันไม่มีความสามัคคี ถ้าเราใช้วิธีคิดอย่างนี้ ถ้าอังกฤษเมื่อ ๔๐๐ กว่าปีคิดอย่างนี้วันนี้เราก็ไม่รู้หรอกครับว่าโลกมันพัฒนามาได้อย่างไร ทําไมจึงเกิดการปฏิวัติในอังกฤษแล้วจึงไม่ได้รับบทเรียนสําคัญไปถึงฝรั่งเศส แล้วปรากฏว่า ในที่สุดจากคลื่นอันนี้เองจึงส่งผลเกิดการปฏิวัติในราชวงศ์ชิงของจีน แล้วก็เข้าไปสู่การโค่นล้ม ราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียอีก ถ้าเราใช้วิธีคิดอย่างนี้ เก็บประวัติศาสตร์แบบไทยนี่รับรองได้ ไม่รู้เรื่องเลยครับ สามัคคีกันตลอดครับ อะไรก็ขอให้สามัคคี สามัคคีนะ เอ๊ะจะสามัคคี อย่างไรละ มันมีความขัดแย้งกัน แล้วนี่ทั้งหมดจากจุดเริ่มต้นที่ผมบอกว่าประมาณปี ค.ศ. ๑๖๔๗ ในการปฏิวัติทุนนิยมครั้งแรกของอังกฤษนี้เอง จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าแมคนาคาร์ตาขึ้น อันเป็นรัฐธรรมนูญของมนุษยชาติฉบับแรกครับ เห็นไหมครับ แต่ถ้าบันทึกแบบไทย ๆ อย่างนี้ ไม่มีทางเลยครับ ด้วยเหตุนี้เองท่านประธานครับ จึงจะขอเวลาท่านประธานสักนิดหนึ่งว่าที่เรา ถกเถียงกันว่าถ้าจะบันทึกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน ก็ให้บันทึกว่ามีการเผาสถานที่ราชการที่จังหวัดอุดรธานีโดยคนเสื้อแดงด้วย บันทึกไปเลยทั้งคู่ครับ และให้บันทึกรวมไปด้วยว่าที่มันยึดสนามบินยังไม่ถูกดําเนินคดีเลย แล้วให้บันทึกไปด้วยที่ยึด ทําเนียบรัฐบาลก็ยังไม่ถูกเลยเว้ย ต้องบันทึกให้หมดท่านรัฐมนตรีครับ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงต้อง มาพลิก ท่านดูนะครับ ท่านพลิกไปหน้า ๔ สิครับ ในมาตรา ๑๓ ไม่มีอะไรใหม่เลยครับ เขียนแบบราชการทั่ว ๆ ไป แล้วอย่างนี้ด้วยวัฒนธรรมบันทึกประวัติศาสตร์ด้านเดียวของไทย ที่มีมายาวนาน ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปมันก็บันทึกด้านเดียวอีกครับ รุ่นลูก รุ่นหลานก็ฆ่ากันใหม่ อีกไม่รู้เรื่องอีกเหมือนกัน ก็บันทึกเสียให้มันเป็นจริงมันเป็นมาอย่างไร มันขัดแย้งกันอย่างไร และทําไมมันจึงขัดแย้งกัน ก็เพราะมันมีคณะรัฐประหารอ้างตัวใช่ไหมว่าวันที่ ๑๙ กันยายน ยึดอํานาจเขาก่อน อ้างว่าจะสร้างความสามัคคี แต่จริง ๆ มันอยากจะได้อํานาจ และคนคนนั้น ก็นั่งอยู่แถวนี้อย่างไรครับ ชื่อ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน บันทึกเลยสิครับ บันทึกให้หมด แล้วบันทึกจะรู้ที่มาที่ไป แล้วพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับเขาหรือเปล่าตอนนั้น ก็จะได้รู้กัน ให้หมดไปทั้งขบวน ท่านประธานครับ ดังนั้นในมาตรา ๑๓ (๖) ท่านดูสิครับ ถ้าผมมีโอกาสเป็น กรรมาธิการนะครับ ขอแก้ตรงนี้หน่อย จดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติ พูดแค่นี้ไม่ได้ครับ ต้องใส่ข้อความหนึ่ง ท่านไปประดิษฐ์คําให้สละสลวยนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านจะเป็นสตรี สําคัญไม่น้อยไปกว่ายิ่งลักษณ์เลยท่านรัฐมนตรี ถึงแม้ท่านจะมีรูปร่างสวยงามไล่เลี่ยกัน อย่างไรก็ตามที แต่ท่านจะมีส่วนสําคัญที่สุดในการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ท่านประธาน ครับ (๖) จดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติ ขอให้เติมนะครับ อย่างเป็นความจริงทั้ง ๒ ด้านครับ ทําไมต้องใช้คําว่า ๒ ด้าน ทําไมไม่ใช้ว่าหลายด้าน ไม่ได้ครับ พอหลายด้านเดี๋ยวเหลือด้านเดียว อีกแล้ว ให้มันชัดเลยว่ามีทั้งโปร (Pro) ทั้งคอน (Con) มีทั้งเชียร์ ทั้งไม่เชียร์ ทั้ง ๒ ด้านเลยในนี้ เช่นเดียวกันครับ ในกฎหมายฉบับนี้ผมใช้เวลาย่อ ๆ ท่านจะเห็นความจริงว่าในมาตรา ๑๖ ที่จะสัมพันธ์กับมาตรา ๒๔ ท่านดูเถอะครับ ระบบราชการแท้ ๆ พอจะบันทึกอะไรก็เอาเงินหลวง เอาเงินราชการมาใส่ในมาตรา ๒๔ ค่าบริการจัดเก็บ เงินอุดหนุน เงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือเอาเงินภาษีมาทําอย่างเดียวครับ ตรงนี้ท่านครับ ขอให้ท่านพิจารณามาตรา ๒๔ กับ มาตรา ๑๖ นะครับ ท่านจะเห็นความจริงเลยว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ละเลยสิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่จริง ๆ ที่จะเกิดจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ กฎหมายฉบับนี้ มาตรา ๑๖ เอกสารจดหมายเหตุหรือสําเนาของเอกสารจดหมายเหตุตามมาตรา ๑๕ ผู้ใดจะนําไปผลิตไปทําซ้ําไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อประโยชน์ในทางการค้ามิได้ เว้นแต่ ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากอธิบดี แปลว่าอะไรครับ ห้ามเอาไปทําทางการค้านะครับ ถ้าจะทําได้ต้องขออธิบดี เวลาขออธิบดีนี่ไม่มีรัฐมนตรีด้วยนะครับ เวลาขออธิบดีนี้ตกลงไม่มี เงินติดกัณฑ์เทศน์เลยใช่ไหม ท่านรู้หรือเปล่าครับท่านรัฐมนตรี เงินตัวนี้เรายอมรับความเป็นจริง เถอะครับว่าเอกสารทางประวัติศาสตร์นั้นมีความสําคัญอย่าได้ไปห้ามเลยครับ เหมือนวันนี้ เราห้ามเลี้ยงสัตว์ป่าปรากฏเสือสูญพันธุ์หมด พอเจอท่านชูวิทย์เลี้ยงเสือ เสือไม่สูญพันธุ์เลยครับ เยอะไปหมดเลยคราวนี้ ท่าน ส.ส. ชูวิทย์ เช่นเดียวกันครับ เอกสารประวัติศาสตร์ต้องเก็บ ห้ามทําสําเนาในที่สุดเหลือฉบับเดียว เผลอไปหน่อยเดียวปลวกกินผุเสียแล้ว ท่านประธานครับ ท่านประธานน่าจะมีโอกาสได้เดินทางไปในยุโรป ได้มีโอกาสไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ท่านประธานครับ แต่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ส.ส. เราพอไปถึงประเทศไหนกูไม่เคยเข้า พิพิธภัณฑ์เที่ยวช้อปปิ้ง (Shopping) อย่างเดียว วันไหนนะคณะกรรมาธิการทุกคณะนะ ไปที่ไหนต้องไปดูพิพิธภัณฑ์เขาก่อน ไปประเทศฝรั่งเศสครั้งแรกสิ่งที่ขาดไม่ได้ไม่ใช่ ร้านน้ําหอมต้องไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ไปเสร็จเรียบร้อยแล้วมันมีร้านขายของอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ครับ เชื่อไหมครับเขาได้เอาเอกสารประวัติศาสตร์มาเป็นสินค้าครับ มีร้านขายอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีหลายร้านติด ๆ กันครับ ขายอะไรรู้ไหมครับ ขายหนังสือพิมพ์เมื่อ ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปีที่แล้วครับ ผมไปเจอฉบับหนึ่งผมอยากจะซื้อมา เอ๊ะ มันใช่ของจริงหรือเปล่าเราก็ดูไม่ออก ฉบับหนึ่งมันสัก ๕ เซนต์ ๑๐ เซนต์ เมื่อ ๑๐๐ กว่าปี แต่มันขายที ๕,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ใบหนึ่งขาย ๑๐,๐๐๐ บาท กําไรกี่เท่า แต่เขายืนยันว่าเป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจริงในสมัยนั้น ทําไมผมถึง อยากจะซื้อมาบูชาครับ เพราะว่าลงรูปพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครับ โอ้โฮ ๑๐,๐๐๐๐ บาทก็ถูก แต่มันใช่ของจริงหรือเปล่า ไม่รู้ครับ เพราะเทคนิค การทํากระดาษให้เหมือนจริงทุกอย่างสวยหมดครับ ก็เพราะกฎหมายเราบอกห้ามทําซ้ํา ทําไม่ได้ เอาสตางค์ไม่ได้นะ แต่ประเทศฝรั่งเศสทําได้เงินเข้าเยอะแยะเลยครับ ประเทศรัสเซียไปก็มีพระเจ้าซาร์ไหม ดูพระเจ้าซาร์ไหม พระเจ้าซาร์มายุโรปตอนไหน ไปประเทศไหนเขาก็มีหมดแล้วครับ สิ่งเหล่านี้ทําไมเราต้องปิดกั้นเรื่องนี้ ผมพูดตรงนี้แล้ว เดี๋ยวจะหาว่าชื่นชมฝรั่ง เรามีคนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องการค้า การขาย คนคนนี้พูดแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ไม่ประท้วงครับ คือคุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ ขณะนี้ท่านเป็นเลขาธิการอาเซียน ท่านได้พูดในงานบีโอไอนี้ว่าประเทศไทยต้องทํางานร่วมกับอาเซียนปรับกลไกภายในประเทศ กับกลไกอาเซียนให้สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการพยายามแก้กฎหมาย ให้ต่างชาติเข้ามา ลงทุนสะดวกขึ้น ทําให้นักลงทุนมีความมั่นใจ การนําทรัพย์สินเข้ามาลงทุนจะไม่เสียหาย และต้องไม่รังเกียจกําไร ผมมีความรู้สึกว่ากฎหมายฉบับนี้ของท่านนี้รังเกียจกําไรเลยครับ พอรังเกียจกําไรแล้วทําอย่างไรครับ ไปเอาเงินภาษีมาใส่ตามมาตรา ๒๔ เอามาเลี้ยง ทั้งองค์กรเลย ก็เป็นอย่างนี้อย่างไรละครับประเทศมันถึงได้จน เป็นอย่างนี้ละครับ ท่านรัฐมนตรี แล้วปรากฏว่าพอไปรังเกียจที่จะเอาเงินเข้าประเทศ ห้ามทําเอกสารซ้ํา เอ๊ะมันไปห้ามอะไรกันหนักหนาก็ควบคุมสิครับ แล้วถ้าใครจะทําไลเซนส์ (License) เอาไลเซนส์ไปทําจดบันทึกให้แน่นอนเลยครับ แล้วไปทําขายกันฉบับหนึ่งหลายสตางค์ครับ ถ้าชาวรัสเซียมาถึงที่ตรอกข้าวสารเกิดเห็นหนังสือฉบับหนึ่งเป็นหนังสือพิมพ์สยามในสมัยนั้น ที่บางกอก รีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder) สมัยหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์ไว้เกิดมีรูปของ พระเจ้าซาร์องค์สุดท้ายเสด็จมาเยี่ยมที่นี่มีหรือมันจะไม่ซื้อกลับ จะจริง จะเท็จ จะปลอม อย่างไรก็ว่ากันไปแต่มันต้องซื้อกลับถูกไหมครับ เงินก็เข้าประเทศอีก แต่กฎหมายฉบับนี้ ไม่เปิดทางเลยครับ ไม่เปิดทางให้เลยเว้นเสียแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากอธิบดี อธิบดีเลยได้เงินคนเดียวสิอย่างนี้ จริงไหมครับ ก็อนุญาตให้อธิบดีอนุญาตได้คนเดียว มาตรา ๑๖ บอกว่าเอกสารจดหมายเหตุ หรือสําเนาของเอกสารจดหมายเหตุตามมาตรา ๑๕ ผู้ใดจะนําไปผลิตทําซ้ําไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อประโยชน์ในทางการค้ามิได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากอธิบดี อธิบดีนี่ตกลงอนุญาตฟรี ๆ ใช่ไหม นี่นะครับ เราเปิดให้มีการทุจริตกันง่าย ๆ แต่พอจะเอาเงินเข้าประเทศไม่พูดกันล่ะ แล้วก็บอกไม่ได้เป็น เอกสารประวัติศาสตร์สําคัญจะทําซ้ําไม่ได้ จะเสียหายอย่างนั้นไม่ได้ ผมถึงบอกต้องแก้ ทั้งโครงสร้างอย่างไรครับ ต้องแก้ทั้งโครงสร้าง ผมก็บอกท่านไม่ได้ผิดเพราะรัฐบาลที่แล้ว ก็ไม่ได้ตําหนิท่านรัฐมนตรีคนก่อนนะครับ ผมว่าท่านร่างดี แต่ร่างแบบราชการ ไม่ได้ร่างแบบ องค์กรสมัยใหม่ ไม่ได้ร่างจากวิธีคิดสมัยใหม่เลยนะครับ พอมาดู มาตรา ๒๐ สิครับ ห้ามมิให้ ผู้ใดส่งหรือนําเอกสารจดหมายเหตุออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี อันนี้หมายความว่าอย่างไร แบ่งกันหรืออย่างไร แบ่งกันหรือ ไม่แบ่งนะครับ แต่เห็นไหมครับ ในที่สุดเปิดช่องทางที่จะให้หากินกันได้ครับ แต่สตางค์ไม่เข้ารัฐครับ ถ้ามันพูดถึงความเป็นจริง โลกสมัยใหม่เป็นอย่างนี้หมด มันจึงไม่ได้ต่างอะไรกับกฎหมาย ควบคุมการค้าประเวณี ซึ่งกระหรี่เต็มประเทศครับ แต่ห้ามมีกฎหมายจดทะเบียนโสเภณีครับ ก็คือกฎหมายเดียวกับเรื่องการห้ามเล่นการพนัน ทั้ง ๆ ที่บ่อนเต็มประเทศครับ บ่อนเตาปูน จับแล้วจับอีก จับแล้วจับอีกอยู่นั่น เห็นไหมครับ หวยใต้ดินขึ้นบนดินไม่ได้ครับ เพราะผิดกฎหมาย แล้วทําไมไม่ทําเสียให้ถูกกฎหมาย ดังนั้นนี่คือปัญหาแนวคิดเชิงจารีตในการบริหารรัฐ ที่เป็นปัญหาของประเทศไทยที่สุดวันนี้ เราไม่ยอมรับความจริงว่าการพนันมันก็มี คุณไม่ให้ตั้ง ในประเทศมันก็ตั้งรอบประเทศ คุณไม่ให้ตั้งภายในประเทศมันก็ลักอยู่ตามบ่อนนั้นตามบ่อนนี้ ตามโรงพักต่าง ๆ ที่ดูแลกัน ในที่สุดเงินเข้ากระเป๋าบุคคล กลายเป็นระบบมาเฟียขึ้นมา ฉันใดก็ฉันนั้นท่านครับ กฎหมายฉบับนี้ยังคงลักษณะแนวคิดจารีตนิยมการบริหารราชการ เชิงราชการเท่านั้นเอง ผมถึงบอกว่าอยู่ไม่ได้ต้องไปแก้โครงสร้างนะครับ ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ผมก็ขอไปแล้วว่าน้องเอ้ยให้พี่ไปนั่งแทนเถอะ พี่จะไปแก้โครงสร้างกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เวลาอยากเป็นกรรมาธิการก็เป็นจังแต่พอถึงประชุมไม่มากัน ถ้าไม่มาจริง ๆ ให้สุนัยไปนั่งแทนเสีย เรื่องนี้จะแก้ให้ดู มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้ผู้ใดทําปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ หรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อให้บุคคลผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุที่แท้จริง ถ้ากฎหมายฉบับนี้อยู่ในฝรั่งเศส พวกที่ขายหนังสือพิมพ์ที่มีรูปพระพุทธเจ้าหลวง อยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ถูกจับหมดแล้ว ขายไม่ได้เลย ทุกวันนี้จับมันไม่ได้ แต่มันได้สตางค์ เต็มไปหมด เห็นไหมครับท่านประธาน ด้วยเหตุนี้เองที่ผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีผ่านทาง ท่านประธานนี้ กระผมเองเห็นว่าขอให้ท่านภาคภูมิใจต่อสิ่งที่ท่านได้เป็นอยู่ขณะนี้ว่า ท่านไม่ได้อยู่กระทรวงเล็ก ๆ เป็นกระทรวงเล็กทางงบประมาณ แต่เป็นกระทรวงใหญ่ ทางการพัฒนาการของประเทศชาติ และเป็นกระทรวงที่จะเป็นฐานของการให้ความรู้ ประวัติศาสตร์เพื่อที่จะให้ลูกหลานของเราในอนาคตรู้ว่าประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง เป็นมาอย่างไร เหมือนอย่างที่ท่านสงวนพูด เหมือนอย่างที่อีกหลาย ๆ คนพูดว่าตรงนี้ทําไม ไม่บันทึก ตรงนั้นทําไมไม่บันทึก เพราะเราเกิดวัฒนธรรม เรามีวัฒนธรรมการบันทึก ประวัติศาสตร์ด้านเดียวมายาวนานแล้ว และกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยราชการศิลปากร ไม่ได้อนาทรร้อนใจต่อสิ่งเหล่านี้เลย อาจจะมีคนอนาทรร้อนใจแต่คงตายไปแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ กฎหมายออกมาอย่างนี้อีก มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เชื่อไหมครับวันนี้เรายังไม่บันทึกเลยครับว่า ๓๐ กว่าปี ๑๔ ตุลา เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครฆ่าประชาชน ๖ ตุลา เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครฆ่าประชาชน ทําไมวันที่เผากองสลาก เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ไม่เห็นมีใครมา ร้องแรกแหกกระเชอว่าเผาบ้านเผาเมือง ทําไมเผา กกต. ไม่มีใครว่า ทําไมเผาโรงพักนางเลิ้ง ไม่มีใครว่า ทําไมพฤษภาทมิฬไม่มีใครว่า แล้วทําไมคนตาย ๖ ตุลา คนตาย ๑๔ ตุลา ไม่ถูกดําเนินคดี เพราะเราไม่กล้าที่จะบันทึกประวัติศาสตร์ ๒ ด้าน เราไม่กล้าบันทึก ความเห็น ๒ ด้าน เพราะเรากําลังตกอยู่ในวาทกรรมแห่งการหลอกลวงเรื่องความสามัคคี จอมปลอมครับ กราบขอบพระคุณครับ