เยาวนิตย์ เพียงเกษ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับจดหมายเหตุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเก็บรักษาเอกสารที่สิ้นกระแสปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือสถาบันเอกชนอย่างชัดเจน พร้อมกับการเพิ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองเอกสารทางประวัติศาสตร์ของไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบัญญัติพระราชบัญญัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติให้ครอบคลุมและรองรับการเปลี่ยนแปลงของสื่อสารสมัยใหม่ และเสนอความคิดเห็นว่าควรเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงวัฒนธรรม และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มสถานที่และบุคลากรในการดูแลเอกสาร
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะคะ วันนี้ดิฉันก็มีความประสงค์ในการที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง ในการที่คณะรัฐมนตรีได้ยื่นพระราชบัญญัตินี้เข้ามานี่ ดิฉันก็เห็นว่าเป็นโอกาสดี ที่สภาของเราจะได้ทําเรื่องนี้ให้เป็นจริงเป็นจัง แล้วก็ให้สมกับที่ประเทศไทยเรานี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เดี๋ยวนี้ชาวโลกเขาก็อวดกันที่ว่าเรามีประวัติศาสตร์ยาวนานแค่ไหน เมื่อสืบค้นไปนี่ สหรัฐอเมริกาเขาก็คุยได้แค่เมื่อ ๒๐๐-๓๐๐ ปีที่แล้วของเขาเท่านั้นเอง แต่ของเรานี้สามารถสืบสาวราวเรื่องไปได้ ๗๐๐-๘๐๐ ปี ดิฉันเห็นว่าท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายผ่าน ๆ มาแล้วก็ได้พูดในหลายประเด็น ว่าจดหมายเหตุเป็นอย่างไร บางท่านก็อาจจะมีความเข้าใจแตกต่างไปจากร่างพระราชบัญญัตินี้บ้างตามที่อ่านดูนะคะ ก็จะเห็นว่าจดหมายเหตุในพระราชบัญญัตินี้ก็ได้หมายถึงข้อมูลทุกรูปแบบที่หน่วยงานจัดทําขึ้น เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน แล้วเป็นเอกสารที่เรียกว่า สิ้นกระแสแล้ว คําว่า สิ้นกระแส นี่ล่ะค่ะ การที่จะให้คํานิยามคําว่า สิ้นกระแสแล้ว มันใช้เวลานานแค่ไหนในกฎหมายฉบับนี้ก็จะเขียนว่า ๒๐ ปี ก็จะเรียกว่าสิ้นกระแสคือไม่ใช้งานแล้ว ไม่ปฏิบัติงานแล้ว แล้วทีนี้ก็ต้องเป็นเอกสาร ที่ได้รับการประเมินว่าควรจะเก็บรักษาไว้เป็นข้อมูลที่ดี เป็นข้อมูลที่สําคัญที่ประเทศเราต้อง เก็บรักษาไว้นะคะ แล้วก็ดําเนินการให้หน่วยงานต่าง ๆ นี้ส่งมาให้อย่างนี้นะคะ นอกจากนี้แล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เอกสารราชการ มันจะต้องเป็นเอกสารที่เอกชนก็ได้จัดทําขึ้น แล้วก็สามารถที่จะ ได้รับการประเมินว่าน่าจะเก็บไว้ บางทีที่ฟังผ่าน ๆ มานี้ ท่านสมาชิกก็อาจจะเข้าใจกันไป คนละทิศทางบ้าง เพราะฉะนั้นในการที่เรามีพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะได้ทําให้จํากัดความคําว่า จดหมายเหตุได้ชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้นจะนํามาซึ่งวิธีการในการปฏิบัติในมาตราอื่น ๆ ต่อไป ดิฉันเห็นว่าหลักสําคัญที่เอกสารที่สิ้นกระแสปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือสถาบันเอกชน ก็ควรจะต้องเก็บเอาไว้ แต่ว่าวิธีการหรือว่าขั้นตอนจะดําเนินการอย่างไรนี่ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ได้แสดงให้เห็นว่าควรจะมีขั้นตอนอะไร อย่างไร ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่เก็บจริง ๆ ก็คือหน่วยงานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ก็เป็นแนวความคิดของท่านผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่นี้ที่เสนอว่าน่าจะเป็นหน่วยงานอื่นของกรมศิลปากร แต่ดิฉันยังเชื่อมั่นว่า กรมศิลปากรของเราก็สามารถที่จะทําหน้าที่นี้ได้ต่อไป ดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้ามีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มาแล้ว กรมศิลปากรนี้ก็จะมีความสามารถในการดําเนินการได้ทันยุค ทันสมัยหรือว่า ทันกระแส คือแต่เดิมมานี่ บางทีในการรวบรวมหรือรับมอบเอกสารนี้มันก็ลําบาก ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับนะคะ ในการที่เราจะต้องไปจัดซื้อจัดหาหรือรับบริจาคเอกสารมาจากเอกชนอย่างนี้เราก็ทําได้ยากนะคะ อย่างของเรามีบทเพลงต่าง ๆ ที่ครูเพลงของเราได้ประพันธ์ไว้ เช่น บทเพลงของสุนทราภรณ์ หรือ ทูล ทองใจ หรือสมัยเพลงลูกทุ่งเก่า ๆ อย่างนี้นะคะ ก็มีพวกเอกชนไปเก็บรักษาไว้ น้ําท่วมบ้านก็เสียหายไปหมด ความที่เราไม่มีหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่เขาเชื่อมั่นนะคะ เขาเชื่อมั่นว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินที่เขาอุตส่าห์สะสมมาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งได้ แล้วปรากฏว่า พอน้ําท่วมมันก็ไปกับน้ําหมดอย่างนี้นะคะ
แล้วนอกจากนี้ดิฉันก็เห็นว่ากรมศิลปากรถ้ามีกฎหมายรองรับว่าจะต้อง ปฏิบัติภาระหน้าที่อย่างไรก็คิดว่าคงจะทําได้นะคะ เพราะว่าจะมีความสามารถในการติดตาม รวบรวมแล้วก็รับมอบเอกสารได้นะคะ แล้วก็สามารถกําหนดว่าเมื่อเอกสารสิ้นกระแสการใช้แล้ว ก็สามารถบอกให้หน่วยงานนั้นส่งมาให้ได้ อันนี้มันก็เป็นอํานาจหน้าที่ได้อย่างหนึ่ง เมื่อก่อนนี้ เราเห็นว่าแผนที่บางฉบับซึ่งควรจะไม่ใช้แล้ว แผนที่บางอย่างไม่ใช้แล้ว ขอคืนมาเก็บไว้ที่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติก็ทําไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีกฎหมายที่จะรองรับว่าหอจดหมายเหตุแห่งชาตินี้ ทําอย่างนั้นได้นะคะ ก็เห็นว่าถ้ามีพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาก็จะสามารถทําให้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติสามารถติดตามและรวบรวมและรับมอบเอกสารมาเก็บรักษาไว้ได้นะคะ แล้วก็สามารถเอามาตามเวลาด้วย ไม่ใช่ว่าผ่านมาแล้วถึง ๕๐ ปี ๔๐ ปี เอาไปเผาอยู่ หลังกระทรวงอะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งเอกสารบางอย่างเราก็แสนเสียดายแล้วก็หาไม่ได้อีกอย่างนี้นะคะ
ทีนี้สําหรับที่มาของเอกสารที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะรับได้ก็มีตั้งแต่ รับมอบจากหน่วยงาน รับมอบจากบุคคลสําคัญ แล้วก็เป็นเอกสารที่สามารถจัดซื้อได้ด้วย อันนี้ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งนะคะ เพราะว่าบางทีไปขอเขามาฟรี ๆ เขาก็ไม่ให้ อย่างเช่น ลายมือของบุคคลสําคัญ พระราชหัตถเลขาซึ่งตกหล่นไปอยู่ตามบ้านเศรษฐีมีเงินอะไรอย่างนี้ ถ้าเราอยากจะเก็บมารักษาเอาไว้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อซื้อนะคะ ไปขอฟรี ๆ บางทีไม่มีใครอยากบริจาคเหมือนกันนะคะ แล้วก็ได้จากการแลกเปลี่ยน อันนี้ก็เห็นด้วยอีกเหมือนกัน เพราะว่าถ้าสําหรับเอกสารของเรา เอกสารประวัติศาสตร์ ของเราไปตกอยู่ในมือชาวต่างชาติหรือต่างประเทศเราก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนอะไรกันได้ อันนี้ก็ระบุไว้อย่างนี้ ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ
แล้วก็ทีนี้ที่ฟังผ่าน ๆ มาดิฉันเห็นว่าบางทีอาจจะคลาดเคลื่อนหรือว่าอาจจะ ไม่ครอบคลุม เพราะว่าตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็บอกว่าจดหมายเหตุมันมีประเภททั้งเป็น ลายลักษณ์และเป็นประเภททั้งโสตทัศนะ ก็หมายถึงว่าถ้าจะเป็นบันทึกอยู่ในรูปแบบ เทป (Tape) หรือวีซีดี (VCD) ซีดีอะไรทั้งหลายแหล่อย่างนี้ หรือว่าสมัยใหม่นี้ก็จะเป็นวัสดุ คอมพิวเตอร์ (Computer) ดิสเก็ต (Diskette) อะไรก็แล้วแต่นี่นะคะ ดิฉันก็เห็นว่า อันนี้ก็เป็นเอกสารจดหมายเหตุในความหมายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย ซึ่งดิฉันเห็นด้วย เพราะว่ามันจะได้ไม่คับแคบจนเกินไปว่าจะต้องเป็นแค่กระดาษกองโตเท่านั้นนะคะ ในสื่อสมัยใหม่นี้ก็เข้ามาแทนที่กระดาษที่เราใช้ทุกวันนี้ไปมากแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเราออกกฎหมายอะไรมาก็ต้องรองรับในสิ่งเหล่านี้ด้วยนะคะ ก็ต้องสามารถทําให้ ครอบคลุมเพราะว่าเราเป็นการออกกฎหมายเพื่อบังคับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เวลาบัญญัติแล้วก็ต้องครอบคลุมสักหน่อยนะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันก็มีกฎหมายที่ใช้เกี่ยวกับเรื่องการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ ก็ได้แก่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ นอกนั้นก็จะเป็นระเบียบ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก็มีว่าด้วยการส่งมอบเอกสารเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ แล้วก็ระเบียบ ว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ๒๕๔๔ นี่ก็มีกฎหมายใช้แล้ว ๓ ฉบับ แต่ว่า ในเรื่องหอจดหมายเหตุแห่งชาติเรายังไม่มี เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างมันก็ยังไม่ครอบคลุม อันนี้เราจะสามารถครอบคลุมแล้วคุ้มครองเอกสารซึ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของไทยเราด้วย
นอกจากนี้ดิฉันยังเห็นว่าสิ่งที่เป็นโทษมีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้บ้างแล้วว่า มีโทษในทางอาญา ทั้งจําทั้งปรับอย่างไร อันนี้ก็อาจจะทําให้เกิดความชัดเจนว่า ถ้าคุณครอบครองเอกสารซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ เป็นเอกสารที่ได้รับการประเมินแล้วว่า ควรจะอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แล้วก็ผิดอย่างไร โทษก็มีความสมควร เพราะว่าจําคุก ไม่เกิน ๓ ปี สําหรับคณะกรรมการที่กองทุนส่งเสริมหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นมา ก็ควรจะประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าอ่านในพระราชบัญญัติจะเป็นแบบนั้นเลยนะคะ ซึ่งดิฉันก็เห็นว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นกระทรวงวัฒนธรรมหรือว่าอย่างไร มีตําแหน่งด้วยนี่ก็อาจจะเหมาะสม น่าจะมีความเหมาะสม ไม่ใช่อาจจะเหมาะสม เพิ่มโดยตําแหน่งขึ้นมาอีก แล้วนอกจากนั้น ก็เป็นอธิบดีกรมศิลปากร รองอธิการบดีอะไรอย่างนี้ ซึ่งก็ยังแปลกใจอยู่ว่า เอ๊ะ มันจะเป็นของ กระทรวงอะไรกันแน่ อันนี้ก็เป็นการเสนอความคิดเห็นเอาไว้อย่างนี้นะคะ ดิฉันขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... นี้เป็นอย่างยิ่งเลยนะคะ
แล้วสําหรับประเด็นที่อยากจะฝากเอาไว้คือเรื่องของสถานที่ ก็คิดว่า เรามีน้อยเกินไป ถ้าเราได้ผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว สํานักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ แล้วถ้านับจริง ๆ มีแค่ ๘ แห่งเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าน้อยมากเลยนะคะ ดิฉันก็อยากให้ เพิ่มเติมหรือว่าก่อตั้งขึ้นมาอีก ดิฉันยกตัวอย่างให้ดู เช่นหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร จังหวัดอุบลราชธานี ปรากฏว่าต้องดูแลครอบคลุม เรื่องจดหมายเหตุถึง ๑๙ จังหวัด ท่านคิดว่า ๑๙ จังหวัดมีบุคลากรกี่คน มีจํานวนนิดเดียวเอง ไม่กี่สิบคน ซึ่งจะทํางานใหญ่ขนาดนี้ แล้วดูแลตั้ง ๑๙ จังหวัด ท่านผู้ทรงเกียรติที่ผ่าน ๆ มา ก็จะบอกว่าอยากจะให้มีหอจดหมายเหตุประจําเมือง ประจําจังหวัด หรือว่าประจําอําเภอ อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็ยิ่งหนักหนาสาหัสเลยเพราะว่าหอจดหมายเหตุแห่งชาติแห่งเดียว ที่ดิฉันยกตัวอย่างมานี่ดูแล ๑๙ จังหวัด ถ้าของภาคเหนือก็ดูแล ๘ จังหวัดบ้าง อะไรบ้าง ก็ถือว่ามากนะคะ แล้วอย่างภาคใต้ก็ ๕ จังหวัด จังหวัดตรังที่ท่านเอ่ยมาสักครู่นี้ก็จะเป็น ๕ จังหวัดเหมือนกัน ซึ่งงานมันมากเพราะว่าเอกสารที่จะได้รับการประเมินมันรอคิวยาว เพราะฉะนั้นถ้ามีกฎหมายฉบับนี้แล้วควรจะตั้งเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะบุคลากรที่ทํางาน ด้านเอกสารเราต้องรับสมัครมามาก ๆ หน่อย เพราะว่าเป็นงานหนัก แล้วเป็นงานที่ใช้เวลามาก สําหรับหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉพาะ ๓ แห่งก็ควรจะได้รับการดูแลเป็นอย่างยิ่ง เช่น หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งดูแลเก็บรักษาเอกสารจดหมายที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ ซึ่งอยู่อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ถ้าเรามีกฎหมายรองรับแล้วเราก็คงจะได้ส่งเสริม ให้เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ท่าน ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เราต้องเฉลิมพระเกียรติ ให้ท่านทันปีนี้เสียด้วยซ้ํา แล้วก็มีหอจดหมายเหตุแห่งชาตินายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ แล้วก็หอเกียรติยศ ฯพณฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๑ ดิฉันก็คิดว่า นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แล้วที่จะเกิดอีกในอนาคตดิฉันก็รอต้อนรับอยู่ค่ะ ก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ