กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บรักษาความเข้าใจหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน และขออนุญาตท่านประธานนำเสนอความคิดนี้ให้ท่านรัฐมนตรีเพื่อปรับแนวคิดของร่างพระราชบัญญัติให้มีกรอบความคิดที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ กนก ยังพูดถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเรียกร้องการสนับสนุนให้ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อเก็บรักษาและใช้ประวัติศาสตร์ในวงกว้าง รวมถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้ประชาชนและเยาวชนได้เข้าใจในหลายมิติและหลายมุมมอง
เรียนท่านประธานครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... กับท่านประธานเพื่อที่จะได้นําเรียนเสนอต่อไปยังท่านรัฐมนตรี ก่อนอื่นผมคิดว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการที่จะบันทึก ประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมืองของเราให้กับอนาคตโดยเฉพาะกับลูกหลานของเรา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ควรที่จะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะช่วยให้ความคิดของรัฐบาลในเรื่องร่างพระราชบัญญัตินี้ได้สมบูรณ์มากขึ้น ผมก็อยากจะขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ใน ๒-๓ ประเด็น
ในประเด็นแรก ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหาก็คือกรอบแนวความคิดของคําว่า หอจดหมายเหตุแห่งชาติของร่างพระราชบัญญัตินี้ยังแคบเกินไป เพราะว่าท่านให้ความสําคัญ เฉพาะในเรื่องของการเก็บรักษาหลักฐานแล้วก็การศึกษาการใช้ประโยชน์ในมุมที่แคบเท่านั้น ผมจะขออนุญาตอธิบายว่าเป็นเพราะอะไร ท่านประธานครับ ในเรื่องของประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิชาหนึ่งที่สําคัญของการศึกษาทางปัญญา ของมนุษย์ของเรา เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์อย่างน้อยมีเรื่องสําคัญ ๆ อยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรกก็คือเรื่องหลักฐานประวัติศาสตร์ ในเรื่องของหลักฐาน ประวัติศาสตร์นี้ประเด็นที่สําคัญมากแล้วก็ได้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปหลายท่านแล้ว ก็คือขอบเขตของหลักฐานประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในอดีตไม่ใช่เฉพาะ ของประเทศไทยแต่เกือบทั้งหมดมักจะเป็นประวัติศาสตร์ของกระแสหลัก ส่วนประวัติศาสตร์ ของกระแสรองยังมีน้อยไป นักวิชาการหลายคนบอกด้วยซ้ําไปว่าเป็นประวัติศาสตร์ของคนชั้นนํา แต่ประวัติศาสตร์ของประชาชนยังมีไม่มากพอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์ ของคนชั้นนําผิด ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ แต่เพราะว่าเรายังรู้ประวัติศาสตร์ของประชาชน ประวัติศาสตร์กระแสรองน้อยเกินไป มีนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาก ที่มีชื่อว่าฟูโกต์ ได้บอกไว้ชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะต้องค้นหาประวัติศาสตร์ ที่เรายังไม่ได้ยินประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้ปรากฏการบันทึก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ขยายความเข้าใจของเรา ต่อประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น เพราะว่าประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกก็ช่วยให้เราได้เข้าใจ ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราสามารถที่จะค้นหาหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้เราเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น เพราะฉะนั้นหลักฐานประวัติศาสตร์ตรงนี้เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้พูดว่าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่เราจะมีนั้นไม่ใช่นั่งรอหลักฐานประวัติศาสตร์ แต่จะต้องออกไปหาหลักฐานประวัติศาสตร์ ในการหาหลักฐานประวัติศาสตร์นี้ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเรามีอคติ ทางปัญญาอยู่ค่อนข้างมาก แม้กระทั่งคําที่เราใช้ใน พ.ร.บ. นี้เราใช้คําว่าเอกสาร และท่านก็จะอธิบายว่าเอกสารหมายถึงอะไรบ้าง แต่สําหรับประชาชนชาวบ้านทั่วไป เอกสารมันหมายถึงกระดาษ สิ่งที่ปรากฏบนกระดาษ สิ่งที่มีลายลักษณ์อักษรบันทึก คําถามก็คือว่าสิ่งที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือไม่ ในส่วนนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสมัยที่ผมเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ผมได้ทําประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งโดยใช้วิธีการเรียกว่าประวัติศาสตร์ จากการบอกเล่า ผมตั้งใจไม่ใช้หลักฐานทางเอกสารเลย แต่ใช้หลักฐานทางการเอกสารเฉพาะ เป็นส่วนประกอบแล้วก็ตรวจสอบเท่านั้น แต่ผมไปสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา แล้วผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมืองไทยในมุมใหม่ ๆ เยอะมาก แล้วก็ในขณะนี้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ขยาย แล้วก็ได้เปิดสอนในเรื่องของประวัติศาสตร์จากการบอกเล่าไว้เยอะมาก แล้วก็กระทรวง ทบวง กรม หลายแห่งก็ได้นําเรื่องเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการค้นหา ความเป็นจริงในอดีตของหน่วยงานของตนเอง ตอนที่เราตั้งกรมขึ้นมา ถ้าเราจะไปค้นหลักฐานเอกสารของการตั้งกรม เราก็จะได้ภาพแบบหนึ่ง แต่ในภาพนั้นเราจะไม่รู้หรอกว่าบรรยากาศ ความรู้สึก การต่อสู้ การอธิบาย การให้เหตุผล เป็นอย่างไรในรายละเอียด แต่ถ้าเราไปบันทึกบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่และเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น เขาจะบันทึกเรื่องราวสิ่งเหล่านั้นไว้แล้วก็จะทําให้เราเข้าใจในเรื่องที่ไม่ได้ปรากฏ เป็นลายลักษณ์อักษรอีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ผมขออนุญาตย้ํานะครับว่าไม่ได้หมายความว่า เราไปเปลี่ยนหลักฐานที่เป็นเอกสาร แต่มันจะช่วยขยายให้เราเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นในตอนนั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นคําว่าประวัติศาสตร์จากการบอกเล่า ได้บรรจุลงไปเป็นคําคําหนึ่งใน ร่างพระราชบัญญัตินี้ เพราะว่าเป็นเครื่องมือที่มีพลังอํานาจอย่างมหาศาลแล้วก็เก็บข้อมูลไว้ เยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ที่เราพูดถึงนี้ในร่าง พ.ร.บ. นี้ส่วนใหญ่ก็มีอคติ จะให้ความสําคัญกับประวัติศาสตร์ของชาติ แต่ประวัติศาสตร์ของเมือง ประวัติศาสตร์ของชุมชน ประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีความสําคัญทั้งสิ้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง กับท่านประธานนะครับ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ลําปาง แม่นมาตย์ ท่านได้เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ลายผ้าไหมของภาคอีสานไว้ ๒,๐๐๐ กว่าราย แล้วท่านก็เอาสิ่งเหล่านี้ เข้ามาเรียบเรียงเพื่อจะเข้าใจภูมิปัญญาของคนอีสานว่าคิดอย่างไรจึงทําให้ทําสีแบบนี้ แล้วถักทอออกมาเป็นลายแบบนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าหน่วยงานวิจัยของประเทศไทย ไม่ให้อาจารย์ลําปางทํางานนี้ต่อครับ แต่จนกระทั่งเมื่อ ๓ เดือนที่แล้วนักวิชาการญี่ปุ่นเข้ามา แล้วก็ขอดูข้อมูลชุดนี้ ญี่ปุ่นบอกว่าขอให้เอาอันนี้ไปบันทึกไว้ในประเทศญี่ปุ่นได้หรือไม่ สุดท้ายอาจารย์ลําปางบอกว่าไม่ได้ เรายกให้ไม่ได้เพราะอันนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย และในที่สุดรัฐบาลญี่ปุ่นก็ต่อรองว่าขอให้อาจารย์ลําปางไปอยู่ที่ญี่ปุ่น ๖ เดือนเพื่อไปเขียนรายงาน เรื่องนี้ว่าภูมิปัญญาของไทยในภาคอีสานเกี่ยวกับเรื่องผ้าไหมเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าละอายมากที่เราละทิ้งภูมิปัญญาของคนไทยของเราเอง นั่นคือความหมาย ของคําว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ถที่จะต้องมีความหมายที่กว้างกว่านี้ ผมได้พูดไปแล้วว่า เราจะต้องค้นหาสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน สิ่งไม่มีการบันทึก และเราจะต้องให้น้ําหนักกับ ระดับของประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องของชุมชน เป็นเรื่องของหมู่บ้าน เป็นเรื่องสังคมย่อยให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของความคิดและปัญญาของประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยของเรา และยิ่งไปกว่านั้นประวัติศาสตร์ที่เราพูดนี้มักจะมีอคติที่จะคิดไปเฉพาะในเรื่องของ ประวัติศาสตร์ทางการเมืองเป็นหลัก แต่ความจริงทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ เป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์ภาษา พูดถึงประวัติศาสตร์ภาษา ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันนี้ภาษาไทยเราคงจะไม่ต้องพูดถึงว่า ได้พัฒนาไปเพี้ยนไปอย่างไรบ้าง ดีเลวอย่างไรเป็นเรื่องที่อภิปรายกันได้ โต้แย้งกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราบอกและเห็นได้ชัดเจนว่าการสูญหายทางภาษาทําให้เกิดการสูญสิ้น ทางปัญญาของคนไทยเช่นเดียวกัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ท่านประธานทราบไหมครับว่า สีหงสบาทคือสีอะไร ผมเชื่อว่าท่านประธานไม่ทราบหรอกครับ สีหงสบาทครับ สีหงสบาทนี้ คือสีของหงส์ เท้าหงส์คือ หงสะ แล้วก็ บาท คือ บาทาหมายความว่าเป็นสีหงสบาท คือสีแดงอมส้ม แล้วก็ศิลปะไทยในอดีตในการวาดรูปเราไม่ได้ใช้สีที่เป็นเคมี เราใช้สีที่เป็นรากไม้ สีที่เป็นดิน แล้วก็มีชื่อของมันมากมายแต่วันนี้ด้วยวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ และความสะดวกทางด้านการตลาดทําให้เราสูญเสียสีเหล่านี้ไปและภาษาเหล่านี้ก็หายไป ดังเช่นตัวอย่างที่ผมได้ยกแล้วว่าสีหงสบาทได้หายไปจากภาษาไทยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครรู้จัก นี่คืออีก ๑ ตัวอย่างที่จะบอกให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของศิลปะ เป็นเรื่องของภาษา เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของภูมิปัญญา ท่านประธานครับ ผมอยากถามนักประวัติศาสตร์ว่า ท่านช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าคนไทย ในอดีตเวลาคิดลอบดักปลาที่ปลาว่ายทวนน้ําเข้าไปแล้วไม้ไผ่มันสั่น แล้วก็ปลาออกไม่ได้ แล้วก็ไม่เป็นบาดแผลแล้วเราก็จับมาได้เป็น ๆ คนไทยเมื่อ ๒๐๐ ปีที่แล้วคิดมาได้อย่างไร ถามว่าคนไทยเหล่านั้นเข้าใจฟิสิกส์ของน้ําใช่หรือไม่ เข้าใจไดนามิกส์ (Dynamics) ของน้ํา หรือเปล่า แน่นอนคงจะไม่ใช่ในความหมายฟิสิกส์ของนิวตัน แต่มันเป็นภูมิปัญญาของคนไทย ที่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นความร่ํารวยทางปัญญาของคนไทย เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ที่เรากําลังพูดกันนี้ขอความกรุณาเถอะครับ อย่ามองประวัติศาสตร์ในมุมแคบ ขอให้มองประวัติศาสตร์ในมุมกว้าง แล้วก็วิธีการทางประวัติศาสตร์ขอให้คิดในมุมกว้าง อย่าคิดในมุมแคบ เครื่องมือประวัติศาสตร์ที่จะใช้ขอให้ใช้ในมุมกว้างอย่าใช้ในมุมแคบ
ในส่วนประวัติศาสตร์ที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตพูดถึงคือการตีความประวัติศาสตร์ เมื่อสักครู่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์มันก็เป็นหลักฐาน ในตัวของมันเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่มนุษย์ต่างหากที่เป็นคนบอกว่ามันเป็นอย่างไร มันหมายความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นการตีความประวัติศาสตร์ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่จะต้อง ทําความเข้าใจกันให้ชัดเจน เมื่อสักครู่นี้ก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดสะท้อนให้เห็นภาพ ถึงการตีความประวัติศาสตร์ แล้วก็ยังไม่ครบถ้วน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเราคิดว่า การตีความประวัติศาสตร์ เมื่อตีความแล้วก็จบกัน ไม่สามารถตีความแบบอื่นได้ เพราะฉะนั้น การตีความประวัติศาสตร์ตรงนี้เป็นเรื่องที่กระทําได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเปลี่ยน การตีความของประวัติศาสตร์ให้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตรงนี้เราทําไม่ได้ อันตราย อย่างยิ่ง ถ้าเราย้อนกลับไปดูประเทศชาติที่เจริญในเอเชียของเรา ขออนุญาตยกประเทศเดียว เท่านั้นละครับ ประเทศจีน เรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ในประวัติศาสตร์ การเมืองของจีนระบุชัดเจนว่าใครก็ตามที่ทําลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ มีโทษสถานเดียวเท่านั้นคือประหารชีวิต เพราะว่าตรงนั้นกําลังทําลายอารยธรรมของชาติ ของเขา ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์ในความหมายนี้อย่างนี้ การตีความประวัติศาสตร์เรา ก็จะทําด้วยความระมัดระวัง และเราทําโดยเคารพว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการตีความแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะสรุปว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพียงเรื่องเดียวแต่เพียงอย่างเดียว
ในเรื่องที่ ๓ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ก็คือข้อจํากัดของประวัติศาสตร์ หลักฐานประวัติศาสตร์ที่เราหาได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามครับท่านประธาน หลักฐาน ประวัติศาสตร์นั้นเราไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นทั้งหมดของความเป็นจริง มันเป็นแต่เพียง บางด้านของความเป็นจริงเท่านั้นเอง เราจะบันทึกในช่วงเวลาไหนก็ตามมันเป็นเฉพาะบางด้าน ของความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ว่าเขาเท่านั้นคือผู้ที่รู้ทั้งหมด ของประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ตรงกันก็หมายความว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในเรื่องเดียวกันถึงแม้จะขัดแย้งกันก็ไม่เป็นไร เราจะต้อง เก็บรักษาไว้ด้วยคุณค่าที่เท่าเทียมกัน แล้วถ้าเป็นอย่างนี้เราก็สามารถที่จะขยายความเข้าใจ ต่อหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเราได้มากขึ้น อันนั้นคือความคิดที่ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีเพื่อที่จะทําให้เราได้ปรับแนวคิดของร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้มีกรอบความคิดที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของสติปัญญาของคนไทย
ในประการที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตพูดถึงก็คือเรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... นี้ไม่น่าจะมีขอบเขตจบลงแค่แต่เพียง การเก็บรักษาและใช้ประวัติศาสตร์ในวงแคบเท่านั้น แต่จะต้องมีมาตราที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในเรื่องของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทําอย่างไรจะทําให้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนของเรา แล้วก็ประชาชนของเราที่จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในเรื่องเดียวกันในหลาย ๆ มิติ ในหลาย ๆ มุมมอง ความเข้าใจในหลายมิติในหลายมุมมองตรงนี้เองเป็นเรื่องที่จะสะสมความเข้าใจ และปัญญาให้กับเรา สิ่งที่เราพูดกันมาโดยตลอดว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ํารอยเดิมเสมอ ที่เราพูดอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ ประวัติศาสตร์ซ้ํารอยเดิมนั้นมันเกิดขึ้นเพราะเราไม่ศึกษา ประวัติศาสตร์และปล่อยให้กฎเกณฑ์ข้อผิดพลาดเดิม ๆ ของเรากลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เท่านั้นเอง แต่ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ให้ชัดเจนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วก็เปิดใจกว้าง เราก็จะสามารถใช้ประวัติศาสตร์ให้เป็นประโยชน์ต่อการเดินไปข้างหน้าของชาติบ้านเมือง และของชนเผ่าที่อยู่ในแผ่นดินนี้ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะนําประวัติศาสตร์ในความหมาย ดังกล่าวออกมาแสดงให้ปรากฏกับประชาชนต่าง ๆ เป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่า ท่านประธานก็คงจะได้เห็นโทรทัศน์ที่เรารู้จักกันดีกว่าฮิสทอรี แชนแนล (History Channel) ได้มีภาพยนตร์ สารคดีทางประวัติศาสตร์มากมายที่เอาออกมาฉาย แล้วก็เป็นที่ชื่นชอบ ในการเรียนรู้ของคนบวกทั้งกับได้ข้อคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มากมาย เราอยากเห็น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา เราอยากเห็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติของเรา ได้มีส่วนในการนําประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็นเรื่องที่เราสัมผัสได้ด้วย โสตอื่น เช่น ด้วยตา ด้วยการได้ยิน แม้กระทั่งด้วยการสัมผัสก็ตาม ไม่ใช่เป็นเฉพาะหลักฐาน ที่เราไปดูในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น
จากความหมายดังกล่าวนั้นผมอยากจะขออนุญาตนําไปสู่ประเด็นที่ ๓ ที่ผมคิดว่าสําคัญ ท่านประธานครับ ถ้าร่างพระราชบัญญัตินี้จะทําตามกรอบความคิด และการให้การเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์กับนักเรียนและประชาชนในความหมาย ดังกล่าว ผมคิดว่าหน่วยงานของหอจดหมายเหตุแห่งชาตินี้ไม่ควรจะสังกัดที่กรมศิลปากร แต่อย่างใด ผมคิดว่าหน่วยงานนี้จะต้องเป็นหน่วยงานอิสระ เป็นหน่วยงานที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและมีความกล้าหาญในทางวิชาการเพราะเขาจะต้องเป็นผู้บันทึก เขาจะเป็นผู้ที่ เก็บหลักฐาน เขาจะเป็นผู้ที่ใช้หลักฐานและให้บริการกับผู้ที่จะมาใช้หลักฐาน ไม่ว่าใครก็ตาม จะใช้อํานาจใดก็ตามมาบีบคั้นและบังคับให้เขาต้องแก้ไขเป็นสิ่งที่ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้น หน่วยงานนี้จําเป็นต้องเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระจริง ๆ ส่วนจะมีรูปแบบการจัดการองค์กร เป็นอย่างไรในระบบราชการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องพิจารณากันในขั้นของการแปรญัตติ พิจารณาของกรรมาธิการ แต่ผมคิดว่าจะให้สังกัดกรมศิลปากรคงจะไม่ได้แน่ เพราะว่า ถ้าสังกัดกรมศิลปากรก็จะเป็นประวัติศาสตร์แบบเดิม ๆ แล้วเราก็จะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ผมคิดว่าถ้าเราจะทําเรื่องนี้กันจริง ๆ รัฐบาลจะต้องกล้าครับ แล้วก็กล้าที่จะลงทุน และที่สําคัญคือกล้าทางความคิดที่จะเดินออกจากความคุ้นเคยที่ตัวเองทํามา หรือที่ข้าราชการกรมศิลปากรต้องการจะให้ท่านทํา
จากทั้งหมดที่ผมกล่าวนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะขออนุญาตสรุปว่า คําถามที่ผมมีในการอภิปรายตรงนี้ ก็คือการตั้งคําถามว่าร่างพระราชบัญญัตินี้สุดท้าย เราต้องการอะไร สําหรับผมร่างพระราชบัญญัตินี้สุดท้ายเสร็จแล้วสิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ การสร้างความเข้าใจที่หลากหลายในประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองของเราเพื่อที่จะได้ สร้างปัญญา แล้วก็ใช้ปัญญาของเราในการที่จะทําให้เราอยู่ร่วมกันได้ แล้วก็พัฒนา ประเทศชาติของเราให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคงต่อไปได้
ตรงนี้ครับท่านประธานผมขออนุญาตฝากเป็นข้อคิดกับท่านรัฐมนตรี และอยากจะเชิญชวนให้ท่านก้าวออกจากพื้นที่ที่ท่านคุ้นเคยและเคยชินด้วยความกล้าหาญ ในเรื่องนี้ว่าคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เรามีอยู่นั้นสิ่งที่สําคัญมากมันมี ๒ เรื่อง ธรรมชาติ ได้ให้สิ่งหนึ่งกับเรามาและปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์คือความหลากหลายครับ ความหลากหลายทางประวัติศาสตร์เป็นความเข้มแข็ง เป็นความงดงาม แล้วก็เป็น หลักประกันของความยั่งยืนในระยะยาว ไม่มีชนชาติใดแม้กระทั่งมนุษยชาติที่ประวัติศาสตร์ เป็นแบบเดียว เราจะต้องมีประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้เราจะต้องใช้ ความหลากหลายของประวัติศาสตร์ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ และตรงนั้นจะเป็นหลักประกัน ของการอยู่รอดของบ้านเมืองของเราในระยะยาว
ในประการที่ ๒ ธรรมชาติได้ให้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดกับมนุษย์เรื่องหนึ่ง ก็คือความสงสัยอยากรู้ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าคิวริออสซิตี้ (Curiosity) ถ้ามนุษย์ มีความสงสัยอยากรู้เมื่อไร ปัญญาจะเกิด เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่เรากําลังพูดถึงนี้จะต้องเป็นเครื่องมือในการสร้างความสงสัยอยากรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ของเรา ไม่ใช่เป็นหอจดหมายที่จะมาบอกว่าความเป็นจริงเป็นอย่างนี้และเป็นอย่างนั้น ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้วมีความกล้าหาญแบบนี้ ผมเชื่อว่าร่างพระราชบัญญัตินี้จะเปลี่ยน รูปร่างหน้าตาไปอีกเยอะมาก แล้วที่สําคัญก็คือเราจะสร้างความเข้าใจที่หลากหลาย และการเคารพซึ่งกันและกันบนความหลากหลาย แล้วจะนําไปสู่การอยู่ร่วมกัน และมีความภาคภูมิใจในความเป็นตัวตนของเราในอนาคตของประเทศไทย ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธาน