สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

อนุรักษ์ บุญศล เสนอแนะให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติประชาสัมพันธ์ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อให้คนไทยรู้ถึงความเป็นมาและชะตากรรมของชาติ และขอสนับสนุนอย่างเต็มที่

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะ ร่างพระราชบัญญัติ จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ดิฉันสนับสนุนเต็มที่นะคะ เพราะว่าเรื่องของจดหมายเหตุ เรื่องของประวัติศาสตร์สมควรที่ชาติไทยทุกคนที่เป็นคนไทยจะต้องรับทราบรับรู้ว่าที่มาที่ไป เป็นอย่างไรนะคะ งานจดหมายเหตุของประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาสืบย้อนขึ้นไปถึง สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างน้อย โดยอาศัยตามข้อทรงสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพว่าท่านว่าอย่างนี้นะคะ เรื่องจดหมายเหตุมีธรรมเนียมเก่า เป็นหน้าที่ของมหาดเล็ก จะต้องจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ เก็บไว้ในหอศาสตราคม เขาทํามาตั้งนานแล้วค่ะเก็บไว้ ๆ เพราะว่าต้องบันทึกไว้แต่ละวันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง กระทั่งการดําเนินงานของจดหมายเหตุในระยะแรกมีขึ้นเมื่อปี ๒๔๕๙ เป็นจดหมายเหตุ อยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ จากกองจดหมายเหตุแห่งชาติ มาเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จากกองจดหมายเหตุแห่งชาตินะคะ มาเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ ๖๐ ปี ผ่านไปค่ะ ก็ในเรื่องของการอนุรักษ์ติดตามรวบรวม ทีนี้ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีคะ ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องของการประชาสัมพันธ์ของหอจดหมายเหตุเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ เลย เพราะว่าเวลามีการถกเถียงกันทางสื่อ ทางนักวิชาการ หรือว่ากลุ่มชนด้วยกันในสังคม จะต้องมีหลักฐานยืนยันในเรื่องของประวัติศาสตร์ด้วย ทําไมต้องเป็นอย่างนั้นคะ ท่านประธานคะ ดิฉันจะนําเสนอท่านประธานยกตัวอย่างมาเรื่องหนึ่ง เรื่องของพระนเรศวรมหาราช เรื่องนี้พระนเรศวรมหาราชหรือองค์ดํานี่ค่ะ มีพี่น้องด้วยกัน ๓ คน พี่สาวก็คือพระสุพรรณกัลยา แล้วก็พระนเรศวรมหาราช แล้วก็สมเด็จพระเอกาทศรถ ๓ พี่น้อง แล้ว ๓ พี่น้อง ทําไมดิฉันต้องยกตัวอย่างว่าสมควรที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะออกมาให้ทันเวลา เมื่อหลายปีที่แล้วค่ะท่านประธานที่เคารพคะ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะ มีเรื่องเล่าที่เป็นเชิงบอกเล่า บอกเล่าเชิงการต่อสู้ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ ๙ ขวบ ท่านก็ถูกนําตัวไปที่หงสาวดีแล้วไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดีตอนอายุแค่ ๙ ขวบเท่านั้น ๙ พรรษาท่านไปแล้ว ไปอยู่หงสาวดี แล้วก็อยู่หงสาวดีจน ๘-๙ ปี ถึงกลับมาที่อยุธยา ขณะที่ท่านกลับมานั้นจะต้องแลกตัวกับพี่สาวของท่านคือพระนางสุพรรณกัลยา ตอนนั้น ก็จะอายุประมาณ ๑๙-๒๐ พรรษา พระชนมายุขนาดนั้นเองนะคะ ไปเป็นอะไร ไปเป็นตัวประกันเช่นเดียวกัน ขณะที่เป็นตัวประกันนั้นเรื่องเชิงบอกเล่าก็บอกว่า เอาตัวประกันไป พระองค์ก็ไปเป็นมเหสีของบุเรงนองนะคะ ท่านบุเรงนองใช่ค่ะ ไปเป็นมเหสี ของบุเรงนอง แล้วพระนางสุพรรณกัลยาอาศัยให้เป็นตัวประกันแทนน้องชาย น้องชายก็เลยมา ก็คือพระนเรศวรมหาราชก็มารวบรวมไพร่พลต่อสู้กับพม่าจนชนะ เมื่อชนะแล้วพระนเรศวรมหาราช ก็ได้ประกาศหลั่งน้ําสิโนทก ตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดีและกวาดต้อนครัวไทย ครัวมอญ ข้ามแม่น้ําสะโตงกลับคืนพระนครศรีอยุธยา แล้วเกิดอะไรในหงสาวดีคะ เรื่องเชิงบอกเล่า เล่าว่าพระนางสุพรรณกัลยานั้นขณะที่ทราบข่าวว่าน้องชายคือพระนเรศวรมหาราชหลั่งน้ําสิโนทก ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะ พระองค์นั้นตัดผมที่ไว้ยาวของพระองค์ นี่คือเชิงบอกเล่า ให้นางสนองพระโอษฐ์นํากลับมาที่ประเทศไทย เพราะว่าพระองค์นั้นรู้ชะตากรรม เพราะเป็นคนที่เปลี่ยนตัว บุเรงนองนั้นเมื่อทราบว่าองค์ดํา พระนเรศวรมหาราชกวาดต้อนไพร่พล และรบชนะ โกรธมากถือดาบเข้าไปขณะที่พระองค์นั่งหันหน้ามาทางกรุงศรีอยุธยา หรือประเทศไทยนี่ละคะ หันหน้ามาแล้วพระองค์ก็นั่งอยู่ มือหนึ่งในอ้อมกอดของพระองค์นั้นมี ไม่ทราบว่าเป็นพระโอรสหรือธิดาแต่ว่ายังเล็ก ๆ อยู่ แล้วด้วยความโกรธของพระเจ้ากรุงหงสาวดี บุเรงนองนั้นก็เอาดาบนี่ฟันพระองค์ขาดสะพายแล่ง เราเสียผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริง แล้วถามว่า จดหมายเหตุแห่งชาตินี้ที่บอกว่าบอกโดยผู้รู้ท่านหนึ่งว่าย้อนไปถึงกรุงศรีอยุธยานั้น เมื่อมีเรื่องเล่าแบบนี้เกิดขึ้น ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีคะ ดิฉันนําเรื่องเชิงบอกเล่า การต่อสู้ของพระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ และพระนางสุพรรณกัลยา เล่าให้นักเรียนฟัง ทราบไหมคะว่าทุกคนนั้นซาบซึ้งในพระมหากรุณาเป็นล้นพ้น จากกรุงศรีอยุธยา มารัตนโกสินทร์เราถึงเป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ดังนั้นแล้วเมื่อมีเรื่องเล่าแบบนี้ ในโซเชียล เน็ตเวิร์ค (Social network) ในปัจจุบัน ทําไมจดหมายเหตุแห่งชาติไม่ออกมา ตอกย้ําความรู้สึกของคนไทยบ้าง ดังนั้นแล้วเป็นข้อสังเกตของดิฉันค่ะท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าหอจดหมายเหตุแห่งชาตินั้นควรที่จะออกมาประชาสัมพันธ์ทั้งทางสื่อของรัฐ ของเอกชน เพื่อให้คนไทยสํานึกอยู่ตลอดเวลาว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยบ้าง นั่นก็คือการประชาสัมพันธ์ค่ะ

และอีกข้อหนึ่งค่ะ ท่านประธานคะ มีข้อที่บอกว่าในร่างมาตรา ๑๓ (๖) จดบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติ ดิฉันอยากถามว่าตอนที่เกิดเหตุการณ์สําคัญของชาตินั้น ใครเป็นคนจดบันทึก แล้วจิตใจของท่านเป็นกลางขนาดไหน ต้องถามอย่างนี้ ถ้าดิฉันเป็นคนจดบันทึก นี่คือการสมมุตินะคะท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นั่นคือการเรียกร้อง ของนักศึกษาที่งดงามและสวยงามเป็นอย่างยิ่ง แล้วทหารที่แขวนคอนักศึกษาละคะสมควรที่ จะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเขา ดิฉันจะต้องบันทึกว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต ทั้ง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ แล้วยังเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ตายไป ๙๑ ศพ นี่ละค่ะคนจดบันทึกจะต้องเป็นกลาง นําประวัติศาสตร์อีกร้อยปี อีกหลายร้อยปี อีกเป็นพัน ๆ ปี เขาจะได้รู้ว่าการที่รากหญ้าในปี ๒๕๕๓ เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมนั้น ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมที่มันเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้น ในเมื่อสังคมนี้เป็นสังคม ที่เปลี่ยนไปสู่โซเชียล เน็ตเวิร์ค สังคมโลกาภิวัตน์มากมายมหาศาลยังมีแบบนี้เกิดขึ้น ดิฉันก็เลยถามว่าใครเป็นผู้จดบันทึก แล้วเป็นกลางขนาดไหน ตรงนี้ก็ร้องขอด้วยว่าเมื่อจะมี พ.ร.บ. จดหมายเหตุแห่งชาติเกิดขึ้นจะต้องมีความเป็นกลาง ในการจดบันทึกด้วย แล้วการรวบรวมข้อมูลจะต้องรวบรวมทุกภาค จะต้องบ่งชี้ให้ได้ว่า แต่ละภาคนั้นมีความสําคัญอย่างไร เช่น การรวบรวมภาษาของภาคอีสานบ้านดิฉันนี่ละค่ะ ดิฉันเป็นคนอีสาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แม้นว่าจะเป็นชนเผ่าบ้างในจังหวัดสกลนคร ก็อยากจะให้มีการบันทึกในหอจดหมายแห่งชาติถึงภาษาอีสาน ภาษาของสุนทรภู่นั้น ได้เป็นมรดกโลก ๒๐๐ กว่าปีแค่นั้นเองได้เป็นมรดกโลก เพราะว่าเป็นภาษาที่ไม่ตาย ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ภาษาสุนทรภู่ ดิฉันอยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ให้ภาษาอีสานเป็นมรดกโลกบ้าง เพราะว่าภาษาอีสานนั้นเขาบอกว่ามาพร้อม ๆ กับพระธาตุพนม พระธาตุพนม จังหวัดนครพนมนั้นบุญเดือนสาม ทั้งภาคอีสานจะไปกราบขอพร เพราะว่าสร้างมา ตั้งแต่พ.ศ. ๘ ๒,๕๐๐ กว่าปี คือหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วก็มีลูกศิษย์ท่าน เดินทางรอนแรมมาทางลุ่มน้ําโขง แล้วก็มาสร้างพระธาตุพนม พ.ศ. ๘ แล้วภาษาผะหญา ก็เกิดมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผะหญา หรือภาษาภาคกลางที่เรียกว่า ปรัชญา ทุกคําพูด ในภาษาผะหญาอีสานที่สอนอยู่นี้นั้นเป็นคําที่น่าคิด น่าไตร่ตรอง เมื่อใครนําไปใช้ ในชีวิตประจําวันแล้วจะเกิดว่านั่นคือการที่ไปในทิศทางของพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้จริง ๆ เช่น เขาบอกว่าคนอีสานจะชอบพูดว่าเฮามันเซื้อซาติแฮ้งอย่าเหม็นสาบกุ่ยกัน เกิดเป็นคนอีสาน ให้ฮักแพงกันไว้ ไผเฮ็ดดีให้ซอยยู้ซอยซูอย่าย่านเหลิน ไผเฮ็ดผิดให้ซอยเว้าไขแก้ดอกซอยกัน สามัคคีกันไว้คือข้าวเหนียวนึ่งใหม่ อย่าได้เพแตกม้างคือน้ําถืกข้าวเหนียว สามัคคีกันไว้ คือฝนแสนห่า ตกลงมาจากฟ้าไหลโฮมโห่งอยู่น้ําใจคนอีสาน อีสานก็เลยไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีระเบิด ไม่มีการยิงกัน ไม่มีการแบ่งเชื้อชาติทั้งที่เป็นชนเผ่าเราอยู่กันด้วยความสุขเสมอมา ดังนั้นแล้วดิฉันฝากไว้ว่าภาษาอีสานนั้นเป็นรากเหง้าของภาษาไทยอย่างชัดเจนที่สุด สมควรที่จะสืบทอดไว้เป็นมรดกโลก อันนี้ฝากไว้ด้วยค่ะ

แล้วสุดท้ายก็ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ จดหมายแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีคะ จดหมายเหตุแห่งชาติมุ่งมาดว่า จะตีตราประวัติศาสตร์ให้ชาติรับรู้ การหมุนเวียนเปลี่ยนไป ไทยต่อสู้ จดหมายเหตุคู่ความถูกต้องผองชนไทย ขอบพระคุณค่ะ