วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ และเสนอแผนการจัดตั้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้เอกสารประวัติศาสตร์ใกล้ตัวประชาชน โดยแนะนำให้กรมศิลปากรสร้างเอกสารใหม่และเก็บไว้เพื่อเป็นเอกสารทางจดหมายเหตุในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเชื่อว่าวันนี้ ที่ท่านรัฐมนตรีได้นําร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ด้วยความรู้สึกของความเป็นคนไทยทุกคนคงไม่มีใครคัดค้าน แล้วก็ทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในการที่จะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้ แต่ผมมีอยู่สิ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ ที่จะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าพูดถึงเรื่องจดหมายเหตุ หรือเอกสารจดหมายเหตุ หรือหอจดหมายเหตุ ความรู้สึกของคนไทยมันไกลตัวท่านประธาน ผมจึงอยากจะฝากความรู้สึกไปยังท่านรัฐมนตรีว่าทําอย่างไรให้คําว่า จดหมายเหตุ เป็นสิ่งใกล้ตัวประชาชน สมัยผมเด็ก ๆ ถ้าพูดถึงจดหมายเหตุความรู้สึกของเราโน่นรุ่นโบราณ ผมยังจําได้ว่าหลายคนเวลาพูดถึงคนที่ทําอะไรดูโบราณ ๆ เขาบอกรุ่นนี้รุ่นจดหมายเหตุ รุ่นนี้รุ่นพิพิธภัณฑ์ มันกลายเป็นว่าสังคมไทยรับรู้ว่าเรื่องเกี่ยวกับจดหมายเหตุเป็นเรื่องของ เก่า ๆ โบราณ ๆ แต่ถ้าเรามาดูในร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้เราสะท้อนความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า จดหมายเหตุเป็นสิ่งบันทึกมรดกคุณค่าทางประวัติศาสตร์นะครับ ซึ่งผมเชื่อว่า วันนี้พวกเราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเรารู้ว่าเรื่องประวัติศาสตร์นี้สําคัญ เชื่อมั่นว่าประเทศที่มี ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ก็มีความภูมิใจในความเป็นชาติ และผมก็เชื่อว่าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นสิ่งที่บันทึกประวัติศาสตร์ของชาติแล้วทําให้พวกเราทุกคนมีความภูมิใจความเป็นชาติไทย ดังนั้นจุดที่ท้าทายท่านรัฐมนตรีคือทําอย่างไรที่จะให้คําว่า จดหมายเหตุ กับประชาชนนั้นใกล้กัน และอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรีนะครับว่า ผมมีความรู้สึกอย่างนี้นะครับ ว่าวันนี้หอจดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งบันทึกจดหมายเหตุมีค่อนข้างจํากัด เป็นไปได้ไหมว่า ในเมื่อสิ่งนี้มันสะท้อนถึงความเป็นชาติ คือประเทศไหนก็แล้วแต่ถ้ามีประวัติศาสตร์ ประเทศนั้นมีความเป็นชาติแน่นอน และยิ่งประเทศไหนมีความเก่าแก่ในทางประวัติศาสตร์เป็นพันปี ความภูมิใจในชาติมันสูงมาก อย่างอเมริกาเทียบกับไทย ผมว่าเขาภูมิใจในชาติสู้เราไม่ได้ เรามีความเป็นชาติมา ๗๐๐-๘๐๐ ปี อเมริกาแค่ ๒๐๐ ปี ดังนั้นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความภูมิใจของพวกเราคนไทยทุกคน ผมเชื่อว่าวันนี้ เด็กนักเรียนอาจจะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไร เหมือนสมัยพวกเราตอนเด็ก ๆ เราเรียนประวัติศาสตร์ เราก็เฉย ๆ แต่วันนี้เราอายุมากขึ้น เราภูมิใจในความเป็นชาติไทย เราภูมิใจ ในพ่อขุนรามคําแหงมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เราภูมิใจในพระมหากษัตริย์ของเรา หลายพระองค์ในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้อยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องหรือเสนอแนะไปยังท่านรัฐมนตรีคือ เป็นไปได้ไหมว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องพยายามที่จะเซต (Set) โครงสร้าง เช่น เป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประจําจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอะไรก็แล้วแต่ ท่านต้องทําแผน อาจจะกําหนดไว้ว่าภายใน ๑๐ ปี ทุกจังหวัดในประเทศไทยจะต้องมีหอจดหมายเหตุแห่งชาติ คําถามถามว่าการที่จะต้องมีหอจดหมายเหตุแห่งชาติกระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด เราจะมีเอกสารอะไรเยอะแยะเพียงพอหรือ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากจะเรียน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่า เรามีคุณค่ากลางทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ซึ่งอาจจะรวมอยู่ที่กรุงเทพ แต่วันนี้สังคมไทยไม่ใช่กรุงเทพ และเทคโนโลยีการก๊อปปี้ ที่ทันสมัย เราสามารถก๊อปปี้เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ไปเป็นสําเนาไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ และทางกระทรวงวัฒนธรรมเองอาจจะประสานความร่วมมือกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นนโยบายทางการศึกษาของประเทศให้เด็กนักเรียนไทยทุกคน ตั้งแต่ชั้น ป. ๓ ถึง ม. ๖ จะต้องเข้ามาเยี่ยมที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติปีละ ๑ ครั้ง สมมุติอย่างนี้ และผมเชื่อว่ามันจะเกิดความคึกคักครับ เพราะอย่างน้อยเด็กได้เปิด ได้ดู ได้เห็น ได้อ่าน ความผูกพันกับประวัติศาสตร์มันจะเกิดขึ้น และผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะทําให้เกิดความภูมิใจ ในความเป็นชาติไทยตามมาอีกทีหนึ่ง อันนี้เป็นข้อสังเกตที่จะฝากกับท่านประธาน และผมเชื่อว่า มันเป็นสิ่งที่ท้าทายครับ และผมคิดว่าถ้าท่านรัฐมนตรีมีแผน เช่น ท่านประกาศไว้ชัดเจนว่า ภายใน ๑๐ ปี ๗๐ กว่าจังหวัดของประเทศไทยจะต้องมีหอจดหมายเหตุแห่งชาติในทุกจังหวัด และหอจดหมายเหตุแห่งชาตินี้จะบรรจุเรื่องที่เป็นสาระกลางของประเทศและสาระของแต่ละจังหวัด เพราะผมฟังเพื่อน ๆ เพื่อนที่จังหวัดลําพูนเขาก็มีตํานานของจังหวัดลําพูน ผมอยู่พิษณุโลก ผมก็มีตํานานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตํานานของหลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นมา และผมก็คิดว่าในแต่ละจังหวัดนอกจากว่าเรามีสมบัติกลางที่เป็น ความภูมิใจร่วมกัน เราก็จะมีตํานานหรือเป็นเรื่องราวที่เป็นความภูมิใจของแต่ละจังหวัด ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติแต่ละจังหวัดบันทึกเก็บไว้
และสุดท้ายอยากจะกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีว่า จุดอ่อนของกรมศิลปากร ภาพคือดูเรื่องเก่า ๆ แล้วผมอ่านดูลักษณะของ พ.ร.บ. ตัวนี้แล้วเรานั่งรอครับ คือเรานั่งรอ เอกสารให้มันเกิดขึ้น เช่นสมมุติว่ามี พ.ร.บ. ตัวนี้ออกมา ทีมงานก็คือนั่งรอว่าเมื่อไร จะเจอเอกสารเก่า ๆ สักฉบับหนึ่ง ๕๐ ปี ๑๐๐ ปี แล้วว่าเอกสารนี้มีคุณค่า ถึงจะบอกว่า เป็นเอกสารทางจดหมายเหตุ เราก็เอามาเก็บไว้ แต่ผมอาจจะมีวิธีคิดอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเราเห็นในต่างประเทศเขาทํา บางครั้งเราสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เป็นประวัติศาสตร์ของอนาคต จริงอยู่ผมคิดว่าอาจจะไม่จําเป็นต้องบรรจุอยู่ในกฎหมาย แต่เป็นข้อสังเกตที่อยากจะเรียนท่าน ผมเชื่อว่าท่านคงเคยไปต่างประเทศ หลาย ๆ ท่านทุกคนเคยไปต่างประเทศ แค่สี่แยก ๑ สี่แยก ในรูปติดที่ผนังไว้ว่านี่คือสี่แยกนี้เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว มันมีคุณค่าครับ คือในเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง สามแยกนี้เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว วันนั้นเป็นอย่างนี้ และอีก ๕๐ ปีเขาถ่ายไว้ อีก ๕๐ ปีถ่ายไว้ มันเป็นพัฒนาการ เวลาเราเห็นแล้วมันมีคุณค่าครับ ดังนั้นผมก็เชื่อว่าทีมงาน ของท่านรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องพวกนี้ ไม่จําเป็นต้องรออดีตครับ แต่เราสร้างวันนี้ เพื่อจะเป็นอดีตของอนาคต เช่น ผมสมมุติถ้าท่านมีหอจดหมายเหตุที่จังหวัดพิษณุโลก สมมุติท่านถ่ายรูปศาลากลางจังหวัดพิษณุโลกของวันนี้ไว้ มีการสร้างใหม่ขึ้นมา ถ่ายวันนี้ไว้ และกําหนดไว้เลยว่าทุกวันที่ ๑ ของ ๑๐ ปี ๑๐ ปีคือต้องมีการส่งไม้ต่อไปเรื่อย ๆ ทุกจังหวัด อีก ๑๐ ปี วันที่ ๑ ของอีก ๑๐ ปีถ่ายไว้ วันที่ ๑ อีก ๑๐ ปีถ่ายไว้ งานไม่ได้ยากครับ เมื่อครบ ๑๐๐ ปี เวลาเอาภาพพวกนี้มาเรียงไปเรื่อย ๆ ผมว่ามันทรงคุณค่ามาก ดังนั้นก็อยากจะฝากว่าหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมหรือกรมศิลปากรไม่ต้องรอ ของเก่าอย่างเดียว แต่ทําของวันนี้ให้เป็นของเก่าอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าได้ครับ ก็ฝากเป็นข้อสังเกตท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ