สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

นิพิฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ..... และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบันทึกประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าควรบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้ความสำคัญประวัติศาสตร์ของชาติและความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ และวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เข้าใจในอดีตผู้นำของชาติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการก่อสร้างหอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จังหวัดตรัง และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการตัดงบประมาณ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นอยู่ ๒-๓ ประเด็น ผมคิดว่าคงมีเพื่อนสมาชิก ทุกท่านเป็นเอกฉันท์ที่จะให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้นะครับ เพราะว่าสมาชิกทุกท่านที่อภิปรายก็เห็นความสําคัญถึงการจัดทําเอกสาร จดหมายเหตุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติ ผมให้กําลังท่านรัฐมนตรีตลอดเวลานะครับ ในการทําหน้าที่ผมมีเวลาอยู่เล็กน้อยในการไปทําหน้าที่ตรงนั้น ก็เห็นว่าการทําหน้าที่ ในการรักษาวัฒนธรรมของชาตินั้นเป็นงานที่ใหญ่มาก แล้วก็เป็นงานที่ทํายาก ผมไม่มีโอกาส เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวงหรอกครับ ก็กระทรวงเดียวนั่นละครับ ก็ไม่รู้จะเปรียบเทียบ กับกระทรวงไหน แต่ผมเรียนกับท่านว่างานด้านวัฒนธรรมนั้นเป็นงานที่ยาก แล้วถ้าท่านรัฐมนตรีสามารถทําได้สักครึ่งหนึ่งที่ท่านตั้งใจ ผมคิดว่าประสบความสําเร็จแล้ว เพราะว่างานด้านวัฒนธรรมนั้นมันมีตัวชี้วัดที่หายากนะครับ ถ้าเป็นกระทรวงคมนาคม มีนโยบายว่าจะสร้างถนนสัก ๑,๐๐๐ กิโลเมตร สร้างถนนได้สัก ๗๐๐ กิโลเมตร ก็ถือว่าประสบความสําเร็จแล้ว แต่ว่างานวัฒนธรรมเป็นเรื่องของความดี ความเลว ความงาม ความสุข และงานเหล่านี้มันไม่มีตัวชี้วัดหรอกครับว่าวันนี้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นกี่กิโลกรัม วันพรุ่งนี้เราจะมีความทุกข์กี่กิโลกรัม มันไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดตรงนี้ยาก เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีที่อยู่ในกระทรวงนี้ก็หนีข้อครหาไม่ได้หรอกครับ รัฐมนตรีที่โลกลืมบ้าง อะไรบ้าง ก็อย่าไปน้อยใจตรงนั้นขอให้ท่านได้ทําหน้าที่ ผมไม่เคยวิจารณ์ท่านนะครับ มีแต่ว่าคอยให้กําลังใจว่าขอให้ท่านได้ทําหน้าที่ประสบความสําเร็จ มันไม่มีการเมือง ในกระทรวงนี้ แล้วก็เป็นกระทรวงที่ไม่มีผลประโยชน์มันต้องทําด้วยใจเท่านั้น ผมมีประเด็น ๒-๓ เรื่องครับ

ประเด็นแรก ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้เท่าไรนัก แต่ว่าผมมี ข้อสังเกตว่าคนไทยสนใจประวัติศาสตร์ของชาติน้อย ทําอย่างไรก็ตามท่านรัฐมนตรีต้อง พยายามให้คนในสังคมนี้ให้ความสําคัญ แล้วก็สนใจประวัติศาสตร์ของชาติให้มากกว่านี้ เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษมากกว่า ประวัติศาสตร์ของชาติเราเสียอีก เอาเป็นว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ กว่าปี เราลืมหมดแล้วว่าประเทศนี้มันตั้งมาอย่างไร มันดํารงอยู่อย่างไร และมันจะไปอย่างไรข้างหน้า ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิก ขออภัยท่านนครที่ได้กรุณาพูดเมื่อสักครู่ว่าบ้านเมือง ที่มันมีปัญหาเพราะว่าเราเป็นสังคมที่ไม่มีรากแก้วครับ อาจจะปรามาสกันมากไปหน่อย แต่ว่าคนไทยวันนี้รากแก้วไม่มี มีเฉพาะรากฝอยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเวลาเราโดนพายุ เราโดนปัญหาอะไรขึ้นมาประเทศชาติหรือสังคมนี้มันก็พร้อมที่จะล่มสลายได้ง่าย เพราะเราไม่มีรากแก้ว ที่เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ของชาติ ปัญหาของสังคมในวันนี้ประการหนึ่งก็คือเราใช้เหตุผล ของคนปัจจุบันไปตําหนิการกระทําของคนในอดีต ท่านประธานครับ ฝากท่านรัฐมนตรีว่า เวลาเราศึกษาประวัติศาสตร์เราจะมุ่งเน้นว่าในอดีตนั้นผู้นําของชาติ ผู้นําของประเทศ ทําความเสียหายอะไรมาบ้าง ส่วนเขาจะทําความดีอย่างไร เราไม่ค่อยตัดสินหรอกครับ เราพิจารณาผู้นําในอดีตแล้วค้นหาว่าเขาทําความชั่วอะไรบ้าง นี่คือบ้านเราครับ แล้วเวลาเราตัดสินเราใช้เหตุผล ณ วันนี้ครับ เราใช้เหตุผลเมื่อปี ๒๕๕๕ ไปตัดสินการกระทําของคน เมื่อ ๒๐๐ ปีที่แล้ว สังคมมันเป็นอย่างนี้เองครับเมืองไทยเราไม่ค่อยยกย่องหรอกครับ เวลาเราพูดถึงผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านล่วงลับไปแล้วสมมุติว่าเราพูดถึงจอมพลถนอม จอมพลประภาส คนเดี๋ยวนี้มักจะดูในมุมมืด ในมุมที่เป็นลบในชีวิตของท่าน แต่ว่าถ้าเราสะท้อน อีกสักนิดหนึ่งว่าในสมัยที่จอมพลถนอมอยู่ในขณะนั้นประเทศรอบบ้านเราล่มสลายทั้งนั้นนะครับ ในสมัยสงครามเย็น ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่อยู่ได้โดยไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศไทย เป็นประเทศเดียวที่รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ในสมัยนั้น แต่ว่าชาติเพื่อนบ้านของเรา ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเวียดนามประเทศพม่าอะไรพวกนี้ไปหมดแล้วครับ โดยเฉพาะประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนามไปหมดแล้วเหลือเฉพาะประเทศไทย ประเทศเดียวที่ยังเป็นประชาธิปไตยอยู่โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข แต่ว่าเรามองถึง อดีตผู้นําเราไม่ได้มองประเด็นนี้ครับผมคิดว่าเราไปค้นหาดูหน่อยไหมครับว่าทําอย่างไร ผู้นําในอดีต สมมุติว่าจอมพลถนอมในสมัยสงครามเย็นท่านทําอย่างไรประเทศนี้ถึงอยู่ได้ โดยไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ท่านทําอย่างไรประเทศนี้จึงมีสถาบันพระมหากษัตริย์สืบเนื่องมา จนถึงทุกวันนี้ เรามองด้านเดียวแล้วเราใช้เหตุผลของคนปัจจุบันที่เราอยู่นี้ครับไปตัดสินของการกระทํา ของคนในอดีต เราเลยคิดผิดพลาดกันหมดครับ ประเทศเลยเดินผิดแนวมาหมด ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ครับเป็นสิ่งที่บ้านเมืองนี้ต้องศึกษา แล้วก็ปลูกจิตสํานึกให้คนสนใจประวัติศาสตร์มากกว่านี้ แต่ว่ามันคงทํายากแล้วละครับ เวลาเราบอกว่าประเทศไทยควรจะมีเอกลักษณ์ เราควรจะสวมใส่เสื้ออย่างนี้ ภาคเหนือควรจะใส่เสื้ออย่างนี้ ภาคใต้ควรจะใส่เสื้ออย่างนี้ ผมโดนด่าเยอะ สมัยผมเป็นรัฐมนตรี เขาบอกโลกในปัจจุบันนี้มันไม่มีแล้วอย่างนั้น คนจะใส่เสื้อชุดผ้าอะไรก็ได้ โลกมันเป็นโลกาภิวัตน์ไปแล้ว มันไม่มีขอบเขตแล้ว และอีก ๓-๔ ปีข้างหน้า เราจะเป็น ประชาคมอาเซียน (ASEAN) แล้ว มันไม่ควรจะมีการแต่งตัวที่เป็นอัตลักษณ์ของเราแล้ว มันเถียงอย่างนี้มาตลอดครับ แต่ว่าเราเป็นไทยได้ก็เพราะว่าเรามีวัฒนธรรมไทยนะครับ ถ้าเราไม่มีวัฒนธรรมไทยประเทศนี้ก็ไม่เรียกประเทศไทยครับ ประเทศนี้เรียกประเทศไทย เพราะเรามีวัฒนธรรมไทยอยู่ เพราะฉะนั้นผมก็เรียนว่าทั้งหมดนี่ครับมันทํายาก เหมือนที่เรากําลังเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางมาตรา อย่างเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นี้ครับ เพราะเราไม่มีรากเหง้าครับ เรากําลังบอกว่าสถาบันหลักของชาติไทย มันต้องเหมือนประเทศอังกฤษ เราจะเหมือนประเทศอังกฤษได้อย่างไรครับ ก็เราเป็นคนไทยครับ เมื่อไรก็ตามที่เราต้องการให้ประเทศไทยเหมือนประเทศอังกฤษ เราลืมกําพืดของตัวเอง อย่างที่ภาษาของผมคือเราไม่มีรากแก้ว เรามีเฉพาะรากฝอยเท่านั้นเอง เราต้องการให้ สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราเหมือนสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศอังกฤษ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะพื้นฐานของเรามันต่างกัน ต้องรักษาความต่างนี้ไว้ครับ เมื่อไรก็ตามที่เราต้องการความเหมือนหมดนี่ครับ เรารักษาวัฒนธรรม เรารักษาชาติไม่ได้หรอกครับ เป็นเรื่องแรกที่ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ

เรื่องต่อไปท่านประธานครับ ความจริงผมไม่ประสงค์จะมาอภิปรายหรอกครับ แต่ว่าท่านสมาชิกบางท่านได้พูดเมื่อสักครู่ว่าเวลาเราชําระประวัติศาสตร์ เวลาเราบันทึก เหตุการณ์ในอดีตนะครับ เราจะบันทึกหรือจารึกประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างไร ก็มีคํากล่าวอยู่เหมือนกันนะครับ ท่านประธานครับ บอกว่าผู้ชนะเป็นผู้ลิขิต ผู้ชนะเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ก็ว่ากันไปนะครับ ผมจําเป็นต้องยืนขึ้นอภิปราย เพราะว่าเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกผมไม่เอ่ยนามท่านหรอกครับ ท่านบอกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นรัฐบาลพลเรือน ผมจดไว้ ท่านประธานครับ ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ แล้วประวัติศาสตร์ต้องชําระ ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้อย่างนี้ว่ารัฐบาลพลเรือน คือรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ล่ะครับ ตรงไปตรงมาชุดที่แล้วฆ่าประชาชนไป ๙๑ ศพ ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ อันนี้ผมจําเป็นต้องยืนขึ้นและบอกท่านประธานว่าเราอย่าไปบิดเบือนข้อเท็จจริงนะครับ ไม่อย่างนั้นประวัติศาสตร์ของเราจะเสียหายหมด ผมบังเอิญโชคดี ท่านประธานครับ ถ้าจะบันทึกไว้ว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ชุดที่แล้วซึ่งเป็นรัฐบาลพลเรือน ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ มันก็ต้องมีรายละเอียดต่อไปครับ จะพูดสั้น ๆ อย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ ใครที่พูดเมื่อสักครู่ และคิดว่าผมพูดผิดข้อเท็จจริง ท่านยืนขึ้นและประท้วงผมได้เลยครับ ต่อหน้าต่อตาตรงนี้ละครับ ท่านบอกว่ารัฐบาลพลเรือนชุดที่แล้ว ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ และต้องบันทึกไว้ ท่านพูดอย่างนั้น ผมพูดต่อท่านเลยครับ ต้องพูดต่อเสียด้วยนะครับว่ามีคนหลายคนวางเพลิงเผาทรัพย์ ที่จังหวัดมุกดาหาร แล้วก็ศาลตัดสินจําคุก ๒๐ ปี รวม ๑๓ คน บันทึกต่อไปเลยนะครับ ผมไม่บอกละครับว่าใครบ้าง แต่ก็มีเหตุผลนะครับว่าผู้ที่ชุมนุม นปช. ร่วมกันจุดไฟเผา ศาลากลางมุกดาหารเสียหาย ๑๓ คน ศาลตัดสิน ๒๐ ปี ถ้าจะบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุ ก็ต้องบันทึกอย่างนี้ครับ ผมไม่พูดทุกเรื่องหรอกครับที่เกิดขึ้น แต่ว่าอย่าไปบิดเบือน ต้องพูดให้หมด ที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ต้องขัง ศาลตัดสินแล้วด้วยทั้งหมด ๕ คน ด้วยกันครับ ร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลจําคุกคนละ ๑๒ ปี เอาสิครับ ถ้าจะบันทึกประวัติศาสตร์อย่างนั้น ก็ต้องบันทึกอย่างนี้ละครับ แล้วต้องบันทึกต่อไปด้วยที่จังหวัดอุดรธานี มีผู้ต้องขัง ๕ คน ด้วยกันถูกศาลจําคุกคนละ ๒๒ ปี ๖ เดือน ฐานจุดไฟเผาศาลากลางอุดรธานี เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดอย่าพูดบิดเบือนข้อเท็จจริงนะครับ ต้องพูดความจริงตรงไปตรงมา ถ้าท่านพูดตรงไปตรงมา ผมก็ไม่อภิปรายหรอกครับ เพราะฉะนั้นอยากจะบันทึกว่า อะไรมันเกิดขึ้นในบ้านเมือง แล้วเวลาบันทึกเป็นจดหมายเหตุไว้ก็บันทึกอย่างตรงไปตรงมา อย่างนี้นะครับ

ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือ ท่านสมาชิกขอไม่เอ่ยนามนะครับ บางท่านได้พูดถึงเรื่องการก่อสร้างหอจดหมายเหตุ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จังหวัดตรัง ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีท่านต้องแก้ปัญหานี้ แล้วผมไม่ได้ต่อว่าท่านว่าท่านเป็นคนตัดงบประมาณตรงนี้ ความจริงงบประมาณปีนี้มันตั้งไว้แล้ว แต่ว่าท่านอาจจะเข้ามาโดยกะทันหันแล้วท่านไม่ทราบ รายละเอียด งบประมาณตรงนี้มันโดนตัดไปครับ ผมไม่อยากให้มีการเลือกปฏิบัติ แล้วผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีไม่ทราบเสียด้วยซ้ํา สิ่งไหนที่มันเป็นนโยบายที่ข้าราชการประจําเขาทําไว้แล้ว แล้วก็มันไม่เสียหาย ผมคิดว่าเราอย่าทําเรื่องเหล่านี้ให้เป็นการเมือง อย่าไปคิดว่าถ้าเป็นปักษ์ใต้ แล้วมันไม่ต้องมีงบประมาณ อย่างนั้นไม่ได้นะครับ เพราะว่าพี่น้องปักษ์ใต้เป็นประชาชน ที่ท่านรัฐมนตรี ท่านประธานทราบไหม คนภาคใต้ภาคเล็ก ๆ ๑๔ จังหวัด เป็นคนที่เสียภาษีมาก เป็นอันดับ ๓ ของประเทศ ที่เสียภาษีมากที่สุดคือกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง แล้วก็ภาคใต้ ๑๔ จังหวัดนี่เสียภาษีเป็นอันดับ ๓ ของประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่สามารถคืนเขาได้ โดยชอบธรรมก็อย่าไปตัดนะครับ แล้วผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีก็คงจะนําเรื่องนี้ไปแก้ปัญหา ซึ่งในส่วนของข้าราชการเขาก็พยายามแก้ปัญหานี้อยู่ ในกรรมาธิการงบประมาณก็พยายาม แก้ปัญหานี้อยู่ ก็ยินดีให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ