สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

สาธิต ปิตุเตชะ เสนอการปรับลดลดงบประมาณงบกลาง 10% และเพิ่มเข้ามาใหม่ 1,766 ล้านบาท พร้อมหารือเรื่องวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี และการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของคน ๒-๓ กลุ่มในพื้นที่มาบตาพุด และการดำเนินการของรัฐบาลที่มีผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงความชัดเจนของกฎหมายและผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ผมได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณงบกลางไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่รัฐบาลตั้งงบไว้ ๔๒๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ไปปรับลดลง ๑๕๖ ล้านบาท แล้วก็แปรญัตติเพิ่มเข้ามาอีก ๑,๗๖๖ ล้านบาท ซึ่งถ้าดูตัวเลขแล้วก็ปรับลดแต่แปรญัตติเพิ่มมากขึ้น ผมอยากจะให้เหตุผล ในการที่จะตัดปรับลดงบประมาณงบกลางลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วย ๒ เหตุผลใหญ่ ๆ นะครับ

ประการแรกก็คือว่างบกลางที่ตั้งไว้มันไม่สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาล ได้ประกาศกับรัฐสภาแห่งนี้ไว้เมื่อเดือนสิงหาคม

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพผมก็อยากจะขอเน้นเรื่อง วิสัยทัศน์ของท่านนายกรัฐมนตรี ประเด็นที่ต้องเน้นเรื่องวิสัยทัศน์ก็เพราะว่าคุณสมบัติของ งบกลางก็มีความชัดเจนเพราะว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายไปจำนวนมาก ว่างบกลางเป็นงบที่เปิดโอกาสและเป็นอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรีที่จะใช้อำนาจในการ ที่ใช้วินิจฉัยในการพิจารณาที่จะใช้งบกลางอย่างเต็มที่ ถึงแม้บางครั้งจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ก็ตามนะครับ ๒. ก็คือว่างบกลางนั้น ไม่จำเป็นต้องมีแผนงานนะครับ ที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ก็เพราะว่าสำหรับความยืดหยุ่น ในการ บริหารจัดการที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ที่สำคัญที่สุดผมคิดว่าต้องใช้การตัดสินใจที่การแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที ผมจะขออภิปรายในประเด็นเรื่องวิสัยทัศน์ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมจะยกตัวอย่างกรณีที่เป็นปัญหา ในการใช้วิสัยทัศน์ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไปบ้างแล้วนะครับ แต่ผม จะพูดถึงปัญหามาบตาพุด ความจริงปัญหามาบตาพุดนี่ไม่ใช่เป็นปัญหาของในเชิงพื้นที่ ไม่ได้ เป็นปัญหาว่าพื้นที่นั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวกัน ๔ คน แต่ความจริงมาบตาพุดเป็นปัญหาเชิงความสมดุลของคน ๒-๓ กลุ่ม นั่นคือประชาชนในพื้นที่ ผู้ประกอบการแล้วก็ฝ่ายราชการ มาบตาพุดเป็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เป็นปัญหา ความมั่นคง ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าถ้าวันหนึ่งมีคนโรคจิตคนหนึ่งบอกว่าจะเอาระเบิด ไปโยนที่โรงงานแห่งใดแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนี่ผมถือว่ามีความสั่นคลอน ทางความมั่นคงของประเทศ หรือถ้าโรงงานหรือผู้ประกอบการกิจการในมาบตาพุด ได้หยุดตัวลง เพราะว่าความไม่เห็นด้วยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อันนี้ก็จะก่อให้เกิด ปัญหาอย่างมากมายนะครับ วิสัยทัศน์ของการลงทุนในมาบตาพุดก็คือว่าทุกรัฐบาลนะครับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนจะต้องไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ได้ จะต้องไปสร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แล้วก็ทำให้ประชาชนในพื้นที่อยู่คู่กับโรงงานให้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เรื้อรัง ยืดเยื้อมาหลายสิบปีครับ แล้วก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเข้าไปแก้ไข อย่างจริงจัง ถ้าเปรียบเทียบผมก็ต้องขออนุญาตเปรียบเทียบรัฐบาลชุดที่แล้ว ภายใต้การนำ ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านก็ใช้งบกลางอันนี้ละครับเข้าไปแก้ไข ปัญหา เพราะว่าโดยคุณสมบัติของงบกลางมันสามารถที่จะไปอนุมัติแล้วก็ไปเยียวยา ไปใช้งาน ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที ผมขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดมีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาสุขภาพครับ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ก็เจ็บป่วย ทิศทางที่เป็นมะเร็งก็เพิ่มมากขึ้น ไม่นับเจ็บป่วยธรรมดา ผื่นคัน ฝนที่เป็นกรด มีผลกระทบกับพืชสวนผลผลิตทางการเกษตร อันนี้เป็นเพียงเรื่องเล็ก แต่ว่าหัวใจสำคัญก็คือ เรื่องคุณภาพชีวิตของคนที่นั่น ผู้ประกอบการมีความสำคัญไหม ก็ต้องตอบว่ามีความสำคัญครับ เพราะว่าถ้าผู้ประกอบการหยุดกิจการผมเข้าใจว่ามีคนไปคิดตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม ของมาบตาพุดนี่ถ้าตัวเลขคร่าว ๆ ก็เท่ากับ .๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในประเทศนี้ มันมีสิ่งที่ ต้องทำหลายอย่าง ถ้ามิติในการแก้ไขปัญหาผมคิดว่าแก้น้ำท่วมนี่ยังทำง่ายกว่าแก้ปัญหา มาบตาพุด เพราะว่าแก้น้ำท่วมนี่เราก็มีประสบการณ์ครับ เราก็ทราบว่าปัญหามันคืออะไร จะระบายน้ำ จะหาทางน้ำลงทะเลอย่างไร แต่ว่าการแก้ไขปัญหามาบตาพุดมันไม่ได้ทำ เพียงแค่เอางบประมาณไปทำ แต่ว่าทำอย่างไรก็ได้ที่ให้ประชาชนเขารู้สึกว่ารัฐจริงใจ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีความเข้าใจคนในพื้นที่มากขึ้น และที่สำคัญทิศทางในการ ขับเคลื่อนนี่ก็ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันนะครับ ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมก็คิดว่า อยากจะมีเงินเอาไปทุ่มและไปซื้อประชาชนให้ไว้ใจโรงงานในชั่วขณะหนึ่งก็ทำไม่ได้ครับ สิ่งที่ต้องทำก็คือว่าทำให้เขาเห็นว่าโรงงานมาอยู่ที่นั่นนี่เขาได้ประโยชน์อะไร และที่สำคัญนอกจากได้ประโยชน์อะไรแล้วจะต้องรับประกันกับเขาด้วยว่าโรงงานที่ไปตั้ง มันไม่มีมลพิษไปถึงลูกหลานเขา หรือตัวเขาเอง ครอบครัวเขาต้องเป็นโรคมะเร็งโดยได้รับ ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ที่สำคัญถ้าเกิดมีการเจ็บป่วยจากควันพิษหรือสิ่งที่เกิดจากโรงงาน รัฐต้องไปดูแลเขาอย่างไร ต้องไปจัดการเขาอย่างไร ถ้ารัฐทำอย่างนี้ก็จะสร้างความเชื่อมั่นได้ และเหตุผลที่ผมขอตัดลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องวิสัยทัศน์ ผมมีตัวชี้วัดครับ

ตัวชี้วัดเรื่องแรกของผม ก็คือว่าตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ๔ เดือนเต็ม ท่านประธานครับ โครงการต่าง ๆ ที่ได้เดินไว้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ โครงการ ที่ไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับเขา มันยุติลง ผมไม่ทราบเหตุผล ถ้ารัฐบาลจะตอบว่าไปยุ่ง เรื่องแก้น้ำท่วมก็พอฟังได้ แต่ว่ามันมีหลายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่สามารถไปดำเนินการเข้าไป แก้ไขได้ครับ แต่ปรากฏว่าที่สอบถามมาทุกอย่างก็หยุดอยู่ สะดุดหยุดอยู่ และถามทิศทาง ที่ชัดเจนว่าจะเดินอย่างไร ก็ยังไม่พบทางสว่าง

ตัวชี้วัดอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของกฎหมายครับ กฎหมายเมื่อวานนี้ เพื่อนสมาชิกท่านวิชัย ล้ำสุทธิ ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้ คือ ร่าง พ.ร.บ. องค์กรอิสระเพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต กฎหมายฉบับนี้ก็ผ่านการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ไปสู่วุฒิสมาชิก รอเพียงการยืนยันจากรัฐบาลว่า ถ้ายืนยันกฎหมายนี้ก็จะออกมาบังคับใช้ ถ้ากฎหมายบังคับใช้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออะไร คือ ความชัดเจนครับ ความชัดเจนที่พูดถึง ก็หมายความว่าผู้ประกอบการเขาก็มีช่องทางที่เขาจะเดิน หมายถึงว่าถ้าเป็นโรงงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ก็ต้องมาใช้ช่องทางนี้ไปสู่องค์กรอิสระ ทำทั้งอีไอเอ อีไอเออย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปเอชไอเอด้วย และต้องได้รับการยอมรับ จากประชาชนในพื้นที่ ผู้ประกอบการท่านก็ต้องการความชัดเจนว่าแล้วตกลงจะเดินตาม รัฐบาลชุดที่แล้วไหม เขาจะได้มาลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้พื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ถูกน้ำท่วมเขาก็วิ่งที่จะไปหาพื้นที่ ก็คือภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินก็กำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุน แต่ว่ายังขาดความชัดเจนครับ สมมุติรัฐบาลจะตอบว่ามีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สอดคล้องและใกล้เคียงกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้มาใช้งานแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่ชัดเพราะมันเป็นแค่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี มันยังไม่ชัด แต่ถ้าเป็นกฎหมายมันก็จะเดินได้ นักลงทุนเขาก็บอกว่า โอเคมันมีช่องทางชัดเจนแล้ว อันไหนที่เข้ากระทบ อันไหนที่ไม่ต้องกระทบ ก็ไปว่าตาม กฎหมายปกติธรรมดา เป็นผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมโดยปกติ ผมก็จะเรียน กับท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทำเป็นวิสัยทัศน์ครับ หลังจากที่ มีการฟ้องศาลปกครองโดยภาคประชาชนทำให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ ๗๖ โรงงาน ยุติการประกอบกิจการ พวกเราคนในประเทศนี้ สภาเราเดือดร้อน เดือดร้อนเพราะว่ารายได้ ที่จะเข้าประเทศ คนต้องตกงาน เราก็มาแก้ไขปัญหาในสภาแห่งนี้ละครับ ผมจำได้ สิ่งที่อดีต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำ ก็คือว่าท่านตั้งท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งขณะนั้น เป็นรองนายกรัฐมนตรีครับ ไปลงพื้นที่ทุกอาทิตย์ครับ ไปลงพื้นที่ทำอะไร ๑. ไปดูปัญหาว่า ที่ประชาชนเขาไม่ไว้ใจภาครัฐและที่ประชาชนเขาไม่พอใจผู้ประกอบการ เขาต้องการอะไร ก็ไปพบว่าเขาต้องการเรื่องคุณภาพชีวิต เขาต้องการเรื่องการศึกษา เขาต้องการ เรื่องน้ำประปา เพราะเขาไม่ไว้ใจว่าน้ำใต้ดินที่เขาบริโภคนี่มันจะมีวัตถุเจือปนหรือไม่ อย่างไร รัฐบาลชุดที่แล้ว ก็อนุมัติงบกลางนี่ครับ ผมจำได้ครับ อนุมัติงบกลางไปสร้างโรงพยาบาลซึ่งเป็นโรงพยาบาล เฉพาะทาง เขาเรียกศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์เขตร้อนครับ โรงพยาบาลเฉพาะทางนี้ มีหน้าที่ทำอะไร ก็มีหน้าที่ที่จะไปรับรักษาคนที่เจ็บป่วยจากพิษของโรงงานโดยเฉพาะ แล้วรัฐบาลชุดที่แล้วก็อนุมัติอัตราหมอและพยาบาลเพิ่มอีก ๒๓๐ อัตรา โดยท่านรัฐมนตรี วิทยา แก้วภราดัย นี่ละครับ และให้กรอบการบรรจุไว้ ๒ ปี อันนี้ก็ไปตอบคำถาม ไปแก้ไข ปัญหา น้ำประปาครับ ท่านประธาน ท่านเจริญครับ คนมาบตาพุด คนบ้านผม เวลาจะดื่มน้ำ ต้องใช้น้ำใต้ดินครับ ปรากฏว่ามีกระทรวงสาธารณสุขไปสำรวจปรากฏว่าพบสารปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นแมงกานีส เหล็ก สังกะสีปนอยู่ในน้ำเกินมาตรฐาน แต่ว่ายังไม่ถึงเกณฑ์ที่ว่า จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ รัฐด้วยกัน กระทรวงสาธารณสุขไปบอกว่ามีพิษ แต่กรมโรงงานอุตสาหกรรมบอกว่าไม่มีพิษ ชาวบ้านก็เลยงงครับ เราก็ตัดปัญหาว่าทำอย่างไร ก็เอาน้ำประปาไปทำให้ทั่วถึง เขาก็ไม่ต้องบริโภคน้ำใต้ดินครับ เขาก็บริโภคน้ำประปาที่มี คุณภาพ สะอาด พิสูจน์ได้ว่าไม่มีสิ่งเจือปน ลูกหลานคนระยองไม่มีงานทำ หรือคนที่ทำงาน ในโรงงานเขาก็คิดว่าถ้ามีมหาวิทยาลัยไปอยู่ในระยองเขาก็ไม่ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ สมมุติว่าจบที่นั่นแล้วทำงานในโรงงานเลยทุกอย่างก็ครบวงจร เอาคนที่มีความรู้ทางด้านวิศวะ ของโรงงานต่าง ๆ ไปสอนเขาในมหาวิทยาลัย รัฐบาลชุดที่แล้วก็อนุมัติเงินผ่านมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นวิทยาเขต ๑,๖๙๐ ล้านบาท แล้วก็ผ่านมาถึง รัฐบาลชุดนี้ ก็ต้องขอบคุณครับ พูดกันตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก็จะผ่านในงบ ปี ๒๕๕๕ นี่ละครับ ไปเกิดมหาวิทยาลัยขึ้นที่ระยองแห่งแรก ซึ่งคนที่นั่นเรียกร้องกันมาเป็น เวลา ๓๐ ปี เพราะว่าจังหวัดจันทบุรีมีแล้ว จังหวัดชลบุรีมีแล้ว แต่จังหวัดระยองเมืองใหญ่ เศรษฐกิจดี รายได้ประชาชนต่อหัวอันดับหนึ่งของประเทศแต่ไม่มีมหาวิทยาลัย ปีหน้าก็จะมีแล้ว นี่คือวิสัยทัศน์ที่ผู้นำได้ทำเมื่อชุดที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการ ท่านอภิสิทธิ์เอง ท่านลงพื้นที่ครับ ผมจำได้ประมาณ ๓-๔ ครั้ง