สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

อภิรักษ์ โกษะโยธิน อภิปรายเรื่องงบประมาณที่ปรับลดลงและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสรุปรายละเอียดของงบประมาณเพื่อช่วยในการอภิปราย นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการฟื้นฟูและเยียวยาภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม รวมถึงการบริหารจัดการน้ำท่วมและการจัดระบบผังเมือง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในระยะกลางและระยะยาว

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในมาตรา ๔ งบกลาง ซึ่งทางกรรมาธิการได้ปรับลดลงเหลือ ๔๒๐,๔๔๕ ล้านบาท ซึ่งงบประมาณนี้โดยข้อเท็จจริง ก็จะมีจำนวนงบประมาณที่สูงมากกว่างบประมาณปี ๒๕๕๔ ถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ คือสูง มากกว่าถึง ๑๕๔,๖๘๒ ล้านบาท ประเด็นที่ผมจะอภิปรายแล้วก็ได้สงวนคำแปรญัตติ ที่จะตัดงบ ๕ เปอร์เซ็นต์ก็คืออยู่ในมาตรา ๔ งบกลาง วรรคสอง ค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ ซึ่งมีงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งโดยข้อเท็จจริงเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายท่านได้อภิปรายว่าในงบนี้ ไม่มีรายละเอียดที่ทางกรรมาธิการโดยรัฐบาลได้ชี้แจง แม้ว่าทาง ครม. จะได้มีมติในการที่จะ อนุมัติงบประมาณในเรื่องของการเยียวยา ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบหลายครั้ง แล้วก็ในช่วง ที่ผ่านมาทางนายกรัฐมนตรีเองก็ได้มีการกำชับให้แต่ละหน่วยงานได้ส่งรายละเอียดให้แล้วเสร็จ ภายใน ๔๕ วัน ซึ่งถ้าทางรัฐบาลจะได้เร่งสรุปรายละเอียดของงบประมาณก็จะช่วยในเรื่อง ของการอภิปรายงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงบประมาณที่ไม่จำเป็นหรืองบประมาณ ที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงในแต่ละกลุ่ม จริงแล้วงบประมาณตรงนี้แบ่งเป็น ๔ ด้านด้วยกัน

ด้านที่ ๑ ก็คือการฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทางด้านสังคม และคุณภาพชีวิต กับ

๒. ก็คืองบประมาณในเรื่องของการฟื้นฟู เยียวยาภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งในงบ ๒ อันนี้ส่วนใหญ่จริง ๆ รัฐบาลสามารถที่จะสำรวจได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบเยียวยาครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาท งบในเรื่องของการซ่อมแซม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย งบประมาณในเรื่องของการเยี่ยวยาพืชผลทางด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ไร่นา ประมง ปศุสัตว์ แต่ว่าอย่างไรก็ตามในงบประมาณนี้ก็จะประกอบไปด้วยอีก ๒ ด้าน ก็คืองบในเรื่องของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะไปซ่อมแซมในเรื่องของถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า ประปา โรงเรียน วัด มัสยิด ศาสนสถาน ประเด็นที่ผมได้แปรญัตติตัดงบ ๕ เปอร์เซ็นต์ในส่วนตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่รายละเอียด ของงบประมาณที่ทางรัฐบาลโดย ครม. ได้อนุมัติโดยรวมงบประมาณอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๔๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าตัวเลขล่าสุดใน ๔๗,๐๐๐ ล้านบาทนี้รายละเอียดผมไม่มี เพราะว่ากรรมาธิการไม่ได้ชี้แจง แล้วก็ใส่ไปในเอกสาร แต่ว่าผมจะพูดถึงในงบประมาณที่เหลือ ซึ่งไม่มีรายละเอียดเลยอยู่ที่งบประมาณ ๗๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งในประเด็นงบประมาณ ๗๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทซึ่งประกอบไปด้วยส่วนที่มีความสำคัญก็คือการป้องกันแก้ไขปัญหา น้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ความหมายก็คือว่าเรากำลังอภิปรายงบประมาณในปี ๒๕๕๕ ซึ่งผ่านมาแล้วอย่างน้อย ๓ เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๔ แล้วสิ่งที่พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมในปีนี้ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง แล้วก็ที่เสียหายมาก ๆ ก็คือในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ แล้วก็จังหวัดนครปฐม แล้วก็ที่สำคัญในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือในเขตหลักสี่ ดอนเมือง สายไหม บางเขน ในพื้นที่ ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีน้ำท่วมเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นตรงนี้เป็นสิ่งที่ พี่น้องประชาชนรออยู่ว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๕ ที่จะป้องกันความเสียหาย ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในช่วง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมาได้อย่างไร แต่ว่ารัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้ที่จะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับพี่น้องประชาชน แม้ว่ารัฐบาลจะได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด ก็คือคณะกรรมการ กยน. ที่ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ มีนักวิชาการหลายท่าน ที่มีประสบการณ์ในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมที่ผ่านมาได้เคยเสนอแนวทางในเรื่องของการแก้ไข และป้องกันปัญหาน้ำท่วมอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่จะลดผลกระทบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกราบเรียน ผ่านไปยังกรรมาธิการใน ๕ ประเด็นที่จะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมในปีที่แล้ว และเรียกความ เชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากต่างประเทศ และนักท่องเที่ยวที่โดยปกติก็จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยตลอดทั้งปี

ประเด็นที่ ๑ ที่อยากกราบเรียนท่านประธานไปถึงกรรมาธิการเพื่อที่จะได้ จัดสรรงบประมาณในงบ ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราก็อาจจะเชื่อมโยงไปถึงงบประมาณ ในมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยตรง ประการที่ ๑ ก็คือ ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะมีคณะกรรมการ กยน. ที่ดูแลในเรื่องนี้อยู่ ประเด็น ที่สำคัญ ก็คือในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่การเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ซึ่งปีที่แล้วก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในสภาแห่งนี้ถึงปริมาณน้ำ ในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอื่น ๆ ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ทั้งในเรื่องของการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้งในเรื่องของการทำนา และการปล่อยน้ำให้ สอดคล้องกับสถานการณ์และพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์ฝนตก จากพายุดีเปรสชั่น (Depression) ต่าง ๆ ซึ่งปีที่แล้วก็มีถึง ๕ ลูก แล้วที่สำคัญก็คือสอดคล้อง กับในเรื่องของการพยากรณ์น้ำขึ้นน้ำลง โดยกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ประเด็นตรงนี้ ก็จะมีความสำคัญที่ถ้าเราสามารถที่จะสรุปบทเรียนจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วให้เป็นบทเรียนว่า ในการเกิดอุทกภัยหรือมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว มีน้ำท่วมในหมู่บ้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ภาคกลางในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปริมณฑล เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาในเรื่องของการระบายน้ำที่เราเรียกกันว่าพื้นที่ฟลัดเวย์ มีแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี ๒๕๓๘ ที่ได้มอบแนวทาง ให้กับสำนักงาน กปร. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการที่บริหาร จัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในเรื่องของการพยากรณ์ เกี่ยวกับ เรื่องน้ำ เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ รวมถึงในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ประเด็นตรงนี้ก็คือในเรื่องของการสรุปบทเรียนว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วที่ส่งผลกระทบทั้งในเรื่องความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน และชีวิตของพี่น้องประชาชน และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม มากกว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ทางธนาคารโลกได้สรุปออกมาว่าจะมีวิธีการ อย่างไรที่จะบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะระบายน้ำ ในทางพื้นที่ตะวันตก ในลุ่มแม่น้ำท่าจีน ในพื้นที่ด้านตะวันออก ในลุ่มแม่น้ำบางปะกง และในพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะไหลออกสู่อ่าวไทยในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นที่สำคัญที่ถ้าทางคณะกรรมการ กยน. ได้สรุปบทเรียนจากปัญหา เมื่อปีที่แล้วก็จะได้ช่วยในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ และที่สำคัญก็คืองบประมาณ หลายเรื่องไม่สามารถที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ แปลว่าตอนนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในปี ๒๕๕๕ ก็เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ภาคใต้ แต่ว่าอาจจะเกิดจาก สถานการณ์ฝนตกหนัก แล้วก็ความแตกต่างของสภาพภูมิประเทศก็จะแตกต่างจาก ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน ในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ว่า อย่างไรก็ตามพี่น้องประชาชนที่ประสบมหาอุทกภัยในปีที่แล้วก็ยังรอคอยว่ารัฐบาลจะมี มาตรการอย่างไรที่จะออกมา มีการจัดสรรงบประมาณในลักษณะไหน ที่จะสร้างความมั่นใจ ว่าบ้านเรือน หมู่บ้าน ที่เขาอาศัยอยู่แล้วเสียหายในปีนี้ยังซ่อมแซมไม่เสร็จเลย เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน ก็จะเข้าสู่หน้าฝนอีกแล้ว ถ้าเราดูช่วงระยะเวลาเดียวกัน ปีที่แล้วก็จะมีพายุดีเปรสชั่นนกเต็นที่เข้ามาในช่วงปลายเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึง ต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียงแค่ ๕ เดือน ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยตรงกับในเรื่องของการสรุปบทเรียน มีนักวิชาการหลายท่านที่ได้เสนอผ่านคณะกรรมการ กยน. ถึงแนวทางในเรื่องของการที่จะจัดหาพื้นที่ฟลัดเวย์ ที่เรียกกันว่าพื้นที่ระบายน้ำ ถ้าในกรณีที่มีน้ำท่วมขัง มีการระบายน้ำเป็นจำนวนมาก ทำอย่างไรที่จะระบายน้ำให้ออกสู่ พื้นที่ลุ่มแม่น้ำทั้ง ๓ ลุ่ม แล้วก็ระบายลงสู่อ่าวไทยได้เร็วที่สุด อันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ รวมถึงในเรื่องของแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ ๒๕ ลุ่มน้ำ รวมถึงข้อเสนอแนะในเรื่องของแก้มลิงชุมชน ซึ่งก็เป็นแนวทางพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้มอบให้ในเรื่องของพื้นที่ที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องหาพื้นที่ ขนาดใหญ่ หรือแม้แต่โครงการสร้างเขื่อน ซึ่งก็จะเป็นปัญหาในเรื่องของผลกระทบกับ สิ่งแวดล้อม หรือในเรื่องของการที่จะต้องหาพื้นที่ขนาดใหญ่ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของ การที่จะจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่ชุมชนขนาดเล็ก ๆ ให้พี่น้องในชุมชนสามารถที่จะบริหาร จัดการได้ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณตรงนี้ว่า กรรมาธิการหรือรัฐบาลจะมีแนวทางที่ชัดเจนที่จะสร้างความมั่นใจว่าระยะสั้นในปี ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ ภายในอีกประมาณ ๔-๕ เดือน รัฐบาลจะมีแนวทางในการลดผลกระทบในเรื่อง ของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ประเด็นที่ ๒ ที่จะเกี่ยวข้องโดยตรงและจะเป็นการวางแนวทางในกรอบระยะ การป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในระยะกลางและระยะยาว ก็คือแนวข้อเสนอแนะ ในเรื่องของการจัดระบบผังเมืองประเทศ จัดระบบผังเมืองในลักษณะที่เป็นกลุ่มพื้นที่ หรือกลุ่มจังหวัด แล้วที่สำคัญก็คือการกำหนดในเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินว่าพื้นที่ไหน เห็นสมควรที่จะเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยที่พี่น้องประชาชนสามารถที่จะไปปลูกบ้านเรือน มีหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งเราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปีนี้นะครับ ว่าหลายพื้นที่เป็นพื้นที่รับน้ำ เป็นแก้มลิงซึ่งอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ที่เมืองเอก ที่ลำลูกกา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี แล้วก็อีกหลายพื้นที่ในเขต ปริมณฑล เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะมีความสำคัญถ้าทางรัฐบาลโดยคณะกรรมการ กยน. สามารถที่จะกำหนดความชัดเจนของการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือแม้แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่รับน้ำอยู่ ในปีที่แล้ว จะมีการป้องกันแก้ไขปัญหาในปีนี้ได้อย่างไร พื้นที่ไหนจะกำหนดให้เป็นพื้นที่เขต เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจในเขตเมืองที่มีอยู่แล้ว หรือในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมอุตสาหกรรม ๗ แห่งที่เกิดปัญหาในปีที่แล้ว ว่าจะมีแนวทางในการที่จะกำหนด พื้นที่เพื่อที่จะลดผลกระทบในเรื่องของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หรือแม้แต่ในพื้นที่ เกษตรกรรม ซึ่งก็ถือว่าเป็นพื้นที่หลักของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ว่าพื้นที่ไหน ถ้าจำเป็นที่จะต้องรับน้ำในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอาจจะต้องมีมาตรการ แนวทางในการที่จะ ชดเชยเยียวยาให้แตกต่างจากการชดเชยเยียวยาที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ซึ่งโดยปกติแม้ว้าจะมี การปรับการชดเชยเยียวยาจากความเสียหายไร่ละ ๖๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐ กว่าบาท แล้วปีที่แล้วรัฐบาลก็ปรับขึ้นมาเป็น ๒,๒๒๒ บาท แต่ว่าถ้าจะมีการกำหนดเป็นพื้นที่ที่จะรับ น้ำก็จะช่วยลดผลกระทบ ๒ ต่อของต้นทุนการไปปลูกข้าวแล้วเสียหายแล้วต้องมาชดเชย อีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็นประเด็นในเรื่องที่ ๒ นะครับ ว่าถ้ามีการกำหนดพื้นที่ในเรื่องของ การใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจน ภาคเอกชนก็ดี พี่น้องประชาชนก็จะทราบว่าที่อยู่ อาศัยบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรมที่ไปตั้ง แม้ว่าอาจจะไม่ได้อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ก็จะได้รู้แน่ชัดว่าจะเป็นพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้ที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะไม่ให้เกิดขึ้น ในอนาคตต่อไป หรือแม้แต่ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์โบราณสถานต่าง ๆ ปีที่ผ่านมา ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่โบราณสถาน แล้วที่สำคัญก็คือเป็นพื้นที่มรดกโลก แล้วที่สำคัญ มากกว่านั้นก็คือประเทศไทยเองได้เสนอให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะเสนอตัว เป็นเจ้าภาพในการที่จะจัดประชุมในปี ๒๐๒๐ ก็คือเวิลด์ เอ็กซ์โป (World Expo) ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วก็จะส่งผลกระทบ ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการในเรื่องของ การป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ชัดเจนในพื้นที่อนุรักษ์ของมรดกโลกจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประเด็นที่ ๓ ที่มีความสำคัญโดยตรงก็คือในเรื่องของการรวบรวมบทเรียน จากปีที่แล้ว ในเรื่องของระบบข้อมูล ในเรื่องของการสื่อสาร การแจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้อง ประชาชน จริง ๆ แล้วประเทศไทยเองได้มีการสร้างระบบในเรื่องของการแจ้งเตือนภัยตั้งแต่ การเกิดภัยพิบัติสึนามิในช่วงปลายปี ๒๕๔๗ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๔๘ มีการกำหนดในเรื่องของ ระบบการแจ้งเตือนภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแจ้งดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วก็เกิดขึ้น อย่างเช่น ที่บริเวณพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือแม้แต่ตอนนี้ก็เกิดขึ้น ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าเรามีระบบข้อมูลที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของปริมาณน้ำฝนที่ตก ปริมาณน้ำในเขื่อน การแจ้งระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงกับระบบ การพยากรณ์อากาศ ระบบในเรื่องของการตรวจสอบปริมาณน้ำทะเลหนุน การแจ้งเตือน ในเรื่องของระบบที่อาจจะเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่มต่าง ๆ อันนี้ก็จะ ช่วยลดผลการสูญเสีย แล้วที่สำคัญก็คือการสรุปบทเรียนในปีที่แล้ว ว่าถ้ารัฐบาลมีระบบ การแจ้งเตือนภัยที่ดีก็จะแจ้งเตือนภัยให้กับโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดอย่างน้อย ใน ๗ นิคมอุตสาหกรรม ที่เขาจะมีมาตรการในเรื่องของการโยกย้ายอุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ แบบนี้ก็จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่การใช้กฎหมายเข้ามาช่วยในเรื่องของ การบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นสำคัญที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้น กับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนต่าง ๆ

มาตรการที่ ๔ ก็คือการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ ภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็น บทเรียนที่สำคัญในการเกิดมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว แต่ปัญหาหลักก็คือว่าภัยพิบัติต่าง ๆ ในอนาคตจะยิ่งเกิดมากขึ้น แล้วก็ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากเรื่องน้ำท่วม อย่างเดียว แต่จะเป็นภัยพิบัติที่จะเกี่ยวข้องในหลายเรื่อง เช่น ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง ของการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง ภัยพิบัติในเรื่องของแผ่นดินไหว ภัยพิบัติในเรื่องของ สึนามิ ในเรื่องของวาตภัย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่สำคัญ ถ้าทางรัฐบาลจะได้มี การจัดสรรงบประมาณที่มีความชัดเจน มีโครงสร้างการจัดสรรองค์กรซึ่งทาง พรรคประชาธิปัตย์เองได้เคยเสนอในเรื่องของการจัดตั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ การบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ มีการรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการแจ้งเตือนภัยพิบัติต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่อง ของการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีสื่อสารต่าง ๆ ที่จะช่วยในเรื่องของระบบ พยากรณ์ ระบบแจ้งเตือนภัย แล้วก็ที่สำคัญก็คือการบูรณาการอย่างที่การจัดสรร งบประมาณบอกว่า ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นการเยียวยา ฟื้นฟู ป้องกันอุทกภัย อย่างบูรณาการ หมายความว่าในปีที่แล้วเราจะเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะมีการตั้ง หน่วยงาน ศปภ. ขึ้นมาเพื่อจะช่วยบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำ แต่เราก็จะเห็นปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นว่าไม่สามารถทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตรงกับทางจังหวัดเอง ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชนต่าง ๆ รวมไปถึงองค์กรภาคเอกชน รวมไปถึงอาสาสมัครจิตอาสา มูลนิธิต่าง ๆ หรือแม้แต่เหล่าทัพ ถ้าเรามีการบริหารจัดการ อย่างเป็นระบบ แม้ว่าจะมีปริมาณน้ำที่มากกว่าปกติในปีที่แล้ว ผลกระทบความเสียหาย หรือแม้แต่ความเสียหายในทรัพย์สินและชีวิตของพี่น้องประชาชนก็จะน้อยกว่านี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นมาตรการที่ ๔ ที่มีความสำคัญ ถ้าเราสามารถที่จะมีหน่วยงาน มีแผนงานที่ชัดเจน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปสู่การบูรณาการขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องน้ำท่วมอย่างเดียว ก็จะเป็น ประโยชน์ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ที่สำคัญก็คือในเรื่องของ ความเชื่อมั่นขององค์กรธุรกิจหรือแม้แต่นักลงทุนจากต่างประเทศ

และประการสุดท้ายที่ผมอยากเสนอก็จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่รัฐบาลนี้ ได้ประกาศนโยบายในการนำประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ก็คือการสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจ นักลงทุน หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนในประชาคมอาเซียน ประเด็นที่มีความสำคัญก็คือรัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ กยอ. ที่มีท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรีวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ได้มีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ไม่มี รายละเอียดของแนวทางที่จะสร้างความเชื่อมั่นหรือการสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย มีการพูดถึงตัวเลขประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับงบประมาณ ที่จัดสรร ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ หรือแม้แต่งบกลางซึ่งพูดโดยตรงเกี่ยวกับในเรื่องของ การป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แล้วก็ประเด็นที่สำคัญตรงนี้ก็คือถ้ารัฐบาลจะได้มี รายละเอียด มีแผนงานที่ชัดเจนก็จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่าอย่างน้อย ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเหลือเวลาอีก ๔-๕ เดือน แล้วก็อย่างน้อยนักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งภาคเอกชนที่จะตัดสินใจในเรื่องของการโยกย้ายสถานประกอบการ โรงงานเพื่อที่จะ รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ก็จะเป็นสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้อง ประชาชนและประเทศไทย เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔ วรรคสอง ผมจึงเสนอที่จะตัด งบประมาณและไม่สามารถที่จะให้การรับรองงบประมาณที่ทางรัฐบาลได้เสนอ แล้วก็ไม่ได้มี รายละเอียดแผนงานที่ชัดเจนในเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในปี ๒๕๕๕ และการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ