อลงกรณ์ พลบุตร สงวนคำแปรญัติเพื่อปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 5% และขอให้มีการอธิบายว่าทำไมไม่มีการปรับลด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของงบประมาณในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย รวมถึงการขาดการวางแผนและเตรียมการสำหรับโครงการสำคัญ และเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้สงวน คำแปรญัตติเพื่อต้องการสอบถามคณะกรรมาธิการที่รับมอบหมายจากสภาผู้แทนราษฎร ไปทำหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๕ ซึ่งถือว่า เป็นวงเงินที่สูงถึง ๒.๓๘ ล้านล้านบาท โดยที่กระผมได้สงวนคำแปรญัตติโดยเฉพาะในมาตรา ๓ โดยขอให้มีการปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่า
ประการที่ ๑ ผมต้องการคำอธิบายว่าทำไมคณะกรรมาธิการถึงไม่มีการปรับลด เพราะว่างบประมาณดังกล่าวนั้นมีระยะเวลาของการใช้จ่ายเพียงแค่ ๘ เดือนเท่านั้นเป็น อย่างมาก
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในโครงสร้างของงบประมาณ ได้มีการประมาณการ ตัวเลขการเติบโต ตัวเลขรายได้ของงบประมาณรายจ่ายนี้ในยามที่ไม่ได้คำนึงถึง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมไปถึงผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น ปัจจัยจากภัยธรรมชาติ มหาอุทกภัยที่ผ่านมา ที่มีความรุนแรงเกินกว่าที่ในช่วงมีการยกร่าง หรือมีมติคณะรัฐมนตรีในความเห็นชอบตัวเลขของงบประมาณปีนี้นั้นยังไม่ได้ประเมิน ความเสียหาย ซึ่งเกินกว่าที่คาดหมายไว้มาก รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งจะเป็น ปัจจัยเสี่ยงในปี ๒๕๕๕ แล้วก็ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ คืออยากจะเน้นเป็นพิเศษ เพราะว่า งบประมาณในแต่ละปีนั้นเป็นภาระของประชาชน เนื่องจากว่ารายได้ของงบประมาณ ๑.๙๘ ล้านล้านบาทนั้น เป็นรายรับที่มาจากภาษีและรายได้การพาณิชย์อื่น ๆ ของรัฐบาล แน่นอนที่สุดว่าทั้งภาษีทางตรง ทางอ้อมที่จะได้จากประชาชนนั้นก็จะมาจากในส่วนของ ภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี นิติบุคคลประกอบการดี เก็บภาษีได้มากขึ้น หรือว่ามีการจับจ่าย ใช้สอยมาก เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากนั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเศรษฐกิจไม่เป็นไป อย่างที่คาดหมาย โดยเฉพาะการประมาณการในงบประมาณที่กำหนดไว้ว่าจะมีอัตราการเติบโต ของจีดีพี (GDP) อยู่ที่ ๔.๕–๕.๕ ขณะเดียวกันก็คาดว่าจะมีรายรับถึง ๑.๙๘ ล้านล้านบาท ตรงนี้เองคือส่วนที่กระผมไม่แน่ใจว่าคณะกรรมาธิการได้ทำหน้าที่ในการซักถามหน่วยงาน ของรัฐมากน้อยเพียงใด หรือแม้แต่ในส่วนของรัฐบาล รัฐมนตรีที่เข้ามาชี้แจง หรือหัวหน้า ส่วนราชการต่าง ๆ เรามีการทบทวนตัวเลขหรือไม่ เพราะว่าคณะกรรมาธิการโดยเฉพาะ ท่านประธานท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่ได้แถลงเมื่อเช้านี้ก็ไม่ได้มีการชี้แจง ในประเด็นดังกล่าวว่าได้มีการยืนยันต่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขประมาณการรายรับ หรือไม่ อย่างไร นั่นทำให้ผมอนุโลมว่าท่านยืนยันตามที่ได้มีการเสนอในวาระที่หนึ่ง ความจริง ปีนี้เป็นปีพิเศษตอนผมอภิปรายในวาระที่หนึ่งนั้นผมตั้งฉายาว่าเป็นงบกู้ท่วม เพระว่าได้มีการ ตั้งงบประมาณแบบขาดดุล โดยงบประมาณ ๒.๓๘ ล้านล้านบาทนั้นเป็นการประมาณการ รายรับส่วนหนึ่ง และเป็นเงินกู้เพื่อมาปิดงบประมาณถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งที่เราได้ตั้ง ข้อสังเกตว่าระยะเวลาของการใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณอย่างมากที่สุดไม่เกิน ๘ เดือน ขณะเดียวกันมีภารกิจในการต้องฟื้นฟูเยียวยาและป้องกันน้ำท่วม ทั้งปีที่ผ่านมาและปีนี้ ซึ่งยังไม่รู้แน่ว่าจะเผชิญมากหรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันภายใต้โครงสร้างของ งบประมาณกระผมเห็นว่าถ้าหากทางคณะกรรมาธิการไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ กระผมก็ยืนยัน ในเรื่องของการแปรญัตติตัด ๕ เปอร์เซ็นต์จากยอดรวมในมาตรา ๓ ในงบกลาง
เหตุผลที่ ๒ ก็คือว่ากรรมาธิการไม่ได้ชี้แจงให้เห็นถึงศักยภาพของคณะกรรมาธิการ ในการพิจารณางบประมาณในประเด็นที่ว่า งบประมาณควรจะเป็นเครื่องมือในการปฏิรูป ประเทศไทย เราได้เปลี่ยนระบบการพิจารณางบประมาณมาแบบรายบรรทัด แบบรายไอเท็ม (Item) มาสู่ระบบของโปรแกรม (Program) เป็นการมองในภาพรวมและมองไกลไปสู่ การปรับปรุงโครงสร้างและการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ไม่ได้ชี้แจงเลยว่าหลังจากท่านไปทำงานมา ๔๐ กว่าวัน ซึ่งต้องขอบคุณนะครับที่ทำงาน แทนพวกเรา แต่ว่าท่านก็ยังดำเนินการในลักษณะเหมือนในอดีต คือไม่ได้ก้าวสู่ความทันสมัย ในการใช้เครื่องมืองบประมาณในการปฏิรูปประเทศไทย หรือแม้แต่เป้าหมายระยะสั้น ที่เราวางไว้ เช่นคำตอบว่างบประมาณที่จัดตั้งครั้งนี้นั้นจะตอบสนองต่อการปฏิรูปประเทศ ในเรื่องของการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก ๒ ปี ๑๑ เดือนกับ ๒๐ กว่าวันได้ อย่างไร หรือจะตอบว่าเราจะปฏิรูปประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว ได้อย่างไร หรือเราจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ (Logistics) การค้า หรือการ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของการเป็นครัวโลกได้อย่างไร ไม่ได้มีความแตกต่างในรายละเอียด หรือในแผนงานสำคัญที่ปรากฏ เสมือนหนึ่งว่ากรรมาธิการไม่ได้มีหลักยึดในการพิจารณา เพราะฉะนั้นการวางโครงสร้างมันเหมือนการสร้างบ้าน ถ้าโครงสร้างงบประมาณไม่ได้มี การวางและออกแบบเพื่อสู่เป้าหมายที่เราต้องการปฏิรูปประเทศไทยในการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ดี ในการเสริมสร้างสภาพของประเทศก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าจะชี้แจงกันเป็นรายบรรทัด ว่าโครงการแผนงานนั้น ตัด ๕,๐๐๐ ตัด ๑๐,๐๐๐ ตัด ๑๐๐,๐๐๐ ตัด ๑,๐๐๐,๐๐๐ หรือว่าปรับเพิ่มเท่านั้นเท่านี้ มันไม่ได้ตอบโจทย์ดังกล่าวเลยครับ กรรมาธิการควรเริ่มต้นด้วยการที่จะต้องอธิบาย ในภาพรวม และผมคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่จะเสียเวลาเลย เพราะว่าจากนี้ไปและวันเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ ๑ ตุลาคมของปีที่แล้ว เราถือว่าเราได้ใช้งบประมาณ เราได้ใช้ภาษีของประชาชน และเราจะต้องมีภาระเงินกู้ ซึ่งจะไปกระทบกับเงินกู้ทั้งในและต่างประเทศที่มีอยู่เกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ผมคิดว่าโจทย์เหล่านี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการจะต้องให้ ความสำคัญ นอกเหนือจากการพิจารณารายมาตรา รายกระทรวง รายกรม รายหน่วยงาน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการเพื่อต้องการแสวงคำตอบ ก็คือว่า การประมาณการในเรื่องของรายรับมันจะต้องสอดคล้องกับในเรื่องของรายจ่าย แต่รายรับในโครงสร้างดังกล่าวนั้นที่มีเรื่องของภาษีทางตรง ทางอ้อม ท่านก็ต้องทราบว่าภาษี เหล่านี้มาจากอะไรบ้าง มาจากนิติบุคคล มาจากภาษีบุคคลธรรมดา ขณะเดียวกันรายได้ของ จีดีพี ที่เราตั้งงบนี้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้นท่านก็ต้องทราบว่า รายได้เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีมาจากรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ในท่ามกลางวิกฤติ เศรษฐกิจโลกที่เราเห็นอยู่แล้วว่ายังมืดมนอนธการ การฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกายังมองไม่เห็น ขณะที่กำลังจะมีปัจจัยเสี่ยงในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจออกมา ภายใต้รัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกาอย่างไร หรืออาการฟื้นตัวจากปัญหาหนี้สาธารณะของ สหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีโครงสร้าง ขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ ที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกทีเดียว แล้วก็เป็นตลาดที่สำคัญของไทย เป็นตลาดหลัก แน่นอนที่สุด ว่าการส่งออกของเราได้เห็นตัวเลขที่ถดถอยลงในไตรมาสที่ ๔ แล้วก็เราจะได้เห็นในไตรมาสที่ ๑ ของปีนี้ และต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ ๒ ขณะเดียวกันผลกระทบต่อฐานการผลิตของเราทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมของเรานั้น นิคมอย่างน้อย ๗ แห่ง และความที่ขาดความเชื่อมั่น ความชัดเจน ในการกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันในภายหน้านั้น ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจภาคการผลิตจริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมและเกษตรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำ อื่น ๆ รวมไปถึงในเรื่องของภาวะการส่งออกของเรา สิ่งเหล่านี้กรรมาธิการน่าจะได้ใช้เวลา ในช่วง ๔๐ วันได้พิจารณาทบทวนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้ประมาณการของ งบประมาณฉบับนี้ เพื่อที่จะประมาณการใหม่ในเรื่องของรายรับ เพื่อประมาณการปรับตัวเลข ของรายจ่าย แต่กรรมาธิการไม่ได้ทำเลย ผมค่อนข้างผิดหวังนะครับ เพราะว่าได้พยายามที่จะ สะท้อนเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในซีกฝ่ายค้านหลายท่านทีเดียว ที่ได้พยายามให้ความเห็นกรรมาธิการโดยหวังว่าช่วงที่ท่านไปทำงาน ๔๐ กว่าวันนั้น ท่านจะได้มี การปรับปรุง และกลับมาเสนอใหม่ เพราะนี่ไม่ใช่งบประมาณปกตินะครับ ไม่บ่อยครั้งที่จะมี การพิจารณางบประมาณในช่วงที่ผ่านพ้นการเริ่มต้นโดยปกติปฏิทินงบประมาณตั้งแต่ ๑ ตุลาคม คราวนี้เรามาทำกันล่าช้า ด้วยเหตุผลทางการเมือง ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจะทำงานเหมือนปกติ ทำงานตามเดิมไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมใคร่ขอ คำชี้แจงจากคณะกรรมาธิการด้วยคำถามดังกล่าว
และสุดท้ายก็คือว่าในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ ความจริงงบประมาณ แต่ละปีนั้นมันไม่ใช่เป็นการกำหนดรายจ่าย และตราเป็นกฎหมายให้สภาทำหน้าที่ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน แต่งบประมาณควรเป็นเครื่องหมายเครื่องมือต่อไปของประเทศไทย การปฏิรูปประเทศไทยพูดกันมากในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสังคม ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา และอื่น ๆ แต่ผมถามท่านกรรมาธิการแต่ละท่านว่ามี ความแตกต่างอย่างใดต่องบประมาณฉบับนี้ที่จะตอบคำถามดังกล่าว ง่ายที่สุดที่เราได้เห็นว่า เราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนเรามีการเปิดประตูตะวันตกในเรื่องของทวาย-กาญจนบุรี แต่ไม่เห็นเลยครับว่าเราได้มีการวางงบประมาณอย่างหนึ่งอย่างใดในการรองรับ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถนนลำลองเสร็จแล้ว ถนนลาดยางจะเสร็จ ในปี ๒๕๕๖ โครงการมอเตอร์เวย์ (Motor way) ยังไปไม่ถึงไหนเลยครับ ที่จะเชื่อม บางใหญ่-กาญจนบุรี ทางรถไฟที่จะเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียมายังประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางการขนส่งของโลกเป็น เกตเวย์ (Gateway) ของอาเซียน อย่างแท้จริง เป็นเส้นทางการขนส่งโลจิสติกส์การค้าแห่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกทางด้านการค้า ไม่เห็นอยู่ในงบประมาณหรือการปรับเปลี่ยนงบประมาณ เพื่อรองรับ ตรงนี้เองครับคือตัวอย่างที่อยากจะบอกว่าถ้าเราต้องการปฏิรูปประเทศโดยใช้ งบประมาณ ถ้าเราไม่เริ่มต้นปีใดปีหนึ่งเราไม่มีวันที่จะมีก้าวแรก เราไม่มีวันที่จะเกิด จุดเปลี่ยนของประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงยังยืนยันที่จะสงวนคำแปรญัตติและ ขอคำชี้แจงจากคณะกรรมาธิการ และกราบเรียนท่านประธานที่จะได้ใช้สิทธิในการอภิปราย ลงรายละเอียดในแต่ละมาตราต่อไป เพื่อที่จะได้ให้กรรมาธิการได้มีโอกาสตอบคำถาม ในประเด็นที่ผมได้ตั้งไว้ครับ ขอบคุณครับ