สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

จุติ ไกรฤกษ์ เสนอการตรวจสอบการใช้งบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อลดการสูญเสีย และเสนอการบูรณาการในการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดการสูญเสีย นอกจากนี้ยังเสนอการเพิ่มผลผลิตให้กับหน่วยงานของรัฐและประชาชน โดยมองว่าควรจะมีผลผลิตเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานของรัฐและประชาชน และยังเสนอสั่งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของรถยนต์ของหน่วยงานของรัฐ

นายจุติ ไกรฤกษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าสภาได้แต่งตั้งให้ผมนั้นไปทำหน้าที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ผมคิดว่าผมมีความจำเป็นที่ต้องเรียนให้กับที่ประชุมได้รับทราบนอกเหนือไปจากข้อสังเกต ที่คณะกรรมาธิการนั้นได้พิมพ์ไว้ให้ท่าน คือเล่มที่ ๑ สีเขียว ตอนที่ ๓ อยู่ท้าย ๆ คือข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ หลายท่านอาจจะได้อ่าน แล้วผมแนะนำว่าควรจะต้องอ่าน เพราะจะได้เห็นว่าที่เราทำงานกันมามีผลเกิดประโยชน์ต่อประเทศและเกิดประโยชน์กับ ประชาชนอย่างไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนี้เป็นข้อสังเกต ของผมที่ไม่ได้อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อท่านสมาชิกที่เวลาไปติดตามงบประมาณแล้วจะได้ดูว่างบประมาณที่ใช้จ่ายไปนั้นเงินถึงมือ ประชาชนเจ้าของภาษีหรือไม่

ประการแรก ท่านประธานครับ ท่านผ่องศรีขออนุญาตที่เอ่ยนามก็ได้เอ่ยไป แล้วถึงงบประมาณถึงเรื่องของความซ้ำซ้อนในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งความซ้ำซ้อนนี้ทำ ให้มีการสูญเปล่ามากมาย รายละเอียดผมไม่ลงไปถึงเพราะว่ามีทั้งเรื่องของยาเสพติด มีเรื่อง ของงบเศรษฐกิจพอเพียง มีเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ สิ่งต่างๆ เหล่านั้น แต่ว่ายังขาดการ บูรณาการกัน ฉะนั้นประโยชน์ที่จะเกิด หรือว่าอิมแพค (Impact) หรือว่าผลกระทบในเชิงบวก ที่จะเกิดขึ้นนั้นยังมีไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้จ่ายไป

อีกประการหนึ่งครับ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญคือเรื่องงบประจำ ซึ่งเป็นภาระ ของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และจากนี้ไปจะเป็นงบประจำที่มีภาระเพิ่มเติมทุก ๆ ปี คือเรื่องของการเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ กระทรวงการคลังจะต้องหาเงินงบประมาณมาปีละอย่างน้อย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขั้นแรก นะครับ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะมีไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปี แล้วก็บวกกับค่าสวัสดิการที่เรา จะต้องเสียอีก ตรงนี้ถ้าพูดกันถึงว่าดีไหมที่คนมีรายได้เพิ่ม ดีครับ แต่หลักการนั้นก็ควรจะเป็นว่า คนที่มีรายได้เพิ่มนั้นก็ควรจะมีผลผลิตเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานของรัฐแล้วก็ให้กับประชาชนด้วย ไม่ใช่เพิ่มไปฟรี ๆ โดยที่ไม่ได้มีการปรับปรุงคุณภาพการบริการ ไม่ได้มีการปรับปรุงคุณภาพ หรือปริมาณของผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ประการต่อมาครับ ซึ่งผมมีความกังวลแล้วก็พูดอยู่เสมอ คือเรื่องรายจ่าย ประจำคือเรื่องของรถยนต์ รถยนต์เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองมาก ถ้าเรามีกำลังดี กำลังเหมาะ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างสูงเพราะว่ามีความคล่องตัวในการใช้งาน แต่วันนี้ผมคิด ว่าการบริหารงานจัดการเรื่องของรถยนต์ของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ ผมคิดว่ามีการละเลย พอสมควรแล้วก็ทิ้งไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนน้อยมาก ตัวเลขที่พยายามรวบรวม จากทุกหน่วยงานที่ส่งเข้ามาของรถยนต์ ผมเอาแค่เฉพาะรถยนต์สี่ล้อเท่านั้น รถบรรทุก แล้วก็ รถเครื่องใช้งานหนักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของกระทรวงมหาดไทยของอะไรต่าง ๆ ยังไม่นับ นับเฉพาะรถสี่ล้อ เป็นรถเก๋งสี่ล้อ จะเป็นกระบะ หรือรถเก๋งนั้นรวมกันแล้ว ทั้งประเทศทุกหน่วยราชการมีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ คัน ใน ๓๐๐,๐๐๐ คันนี้เรามีจำนวน ข้าราชการพลเรือน หักตำรวจ หักทหารแล้วเรามีอยู่ประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คนเศษ ก็ตีง่าย ๆ คือ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ถ้าพูดถึงแล้วก็คือว่าข้าราชการ ๔ คนต่อการใช้รถ ๑ คัน ๔ คนต่อ รถ ๑ คัน ทีนี้หลายหน่วยงานก็เป็นที่ทราบกันก็อาจจะรถนั้นมีทะเบียนสภาพการใช้งานอาจจะใช้ได้ไม่มาก เพราะต้องซ่อมไม่มีเงินซ่อมแต่ก็เก็บไว้เผื่อมีโอกาสที่เบิกจ่ายในเรื่องของค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอ นี่เป็นส่วนที่สิ้นเปลือง แล้วบางแห่งก็จะใช้เก็บไว้เป็นอัตราสำหรับพนักงานขับรถอีกด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเผื่อมีการเข้าไปดูแลจัดการให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดความคุ้มค่า ก็จะลดรายจ่ายประจำลงไปได้เยอะ นอกจากนั้นแล้วเรายังมีรถเช่า ปีนี้รถเช่าก็มากมาย มหาศาลอีก ๔,๐๐๐ คัน ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนทั้งนั้น ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือว่า รถสี่ล้อของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ คัน ๕๐,๐๐๐ คันนี้เรามีกำลังพล ตำรวจทั้งชายและหญิง ๒๐๐,๐๐๐ นาย ๒๐๐,๐๐๐ นายเรามีรถยนต์ ๕๐,๐๐๐ คัน ก็หมายความว่าตำรวจนั้น ๔ คนต่อรถยนต์ ๑ คัน ถ้าสามารถนำรถยนต์เหล่านี้มาใช้ให้เกิด ประโยชน์ในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ ประชาชน จะมีความสุขมากกว่านี้เยอะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ ในเรื่องของรถยนต์ ซึ่งมีถึง ๕๐,๐๐๐ คันในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เรา ได้ไปพบเจอก็คือหลายปีที่ผ่านมามีการจัดซื้อเรือ เรือที่มาช่วยในการแก้ปัญหาอุทกภัย สำหรับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ปรากฏว่าเรือที่มีอยู่ทั้งประเทศของหน่วยราชการนั้น มีทั้งหมด ๔๑,๐๐๐ ลำ จะเห็นนะครับว่าตอนที่น้ำท่วมนั้นเราหาเรือแทบไม่เจอหรือเรือ ไม่พอใช้ เรือขาดแคลน ก็เป็นปัญหามาจากการบริหารจัดการของหน่วยราชการนั้น ๆ ขาดการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน อันนี้ก็เป็นการใช้เงินที่ไม่คุ้มค่าอีกด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วผมอยากจะกราบเรียนว่ามีหลายโครงการขาดการใช้หลักวิเคราะห์ความจำเป็น ของโครงการ ความคุ้มค่าของโครงการ ผมอยากจะตั้งประเด็นว่าในอนาคตสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่เราสามารถพึ่งได้ต้องเพิ่มกำลังคนในหน่วยงานของวิเคราะห์และ ประเมินผลของโครงการต่าง ๆ ให้มากกว่านี้แล้วก็ถี่มากกว่านี้ เช่นโครงการกองทุนตั้งตัวได้ ใช้เงินมากแต่ปรากฏว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นพันล้านบาท ไปวิเคราะห์แล้วเงินเหล่านี้มันไม่ไป ถึงมือประชาชนที่ต้องการที่จะตั้งตัวได้ ไปหยุดอยู่ที่ค่าอบรม ค่าบริหารจัดการ ค่าประชาสัมพันธ์ เงินที่จะเกิดประโยชน์ต่อคนที่จะตั้งตัวได้นั้นเพียงแค่ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง ลักษณะนี้ก็ยืนยันได้ว่าโครงการเช่นนี้ความคุ้มค่านั้นไม่เกิด แล้วผมก็เชื่อว่าจะสำเร็จได้ยาก เพราะว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นมีได้น้อย นอกจากนั้นแล้วเงินที่จะไปตั้งตัวได้นั้นที่ ไปช่วยคือช่วยในเรื่องของชดเชยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งการชดเชยอัตราดอกเบี้ยนั้นก็ผลักภาระ ความรับผิดชอบนั้นไปให้ธนาคารทั้งหมด ถ้าใครไม่มีเครดิตเพียงพอที่จะกู้ได้มันก็ไม่เกิด ประโยชน์ เพราะว่าท่านอบรมมาอย่างไรเขากู้เงินไม่ได้เขาก็ไม่สามารถตั้งตัวได้ ตรงนี้จึงเป็น จุดบอดที่ยังจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปอีก นอกจากนั้นแล้วขอกราบเรียนว่าโครงการที่ผม ความเห็นของผมเองนะครับ ไม่คุ้มค่าคือเรื่องโครงการของธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ ถามว่า วันนี้โครงการธงฟ้ากระทรวงพาณิชย์ช่วยให้ราคาสินค้าลดลงได้มากน้อยแค่ไหน วันนี้ก็เห็น ๆ กันแล้วนะครับ ได้ตั้งกระทู้ถามในสภาแล้ว มันช่วยเรื่องราคาสินค้าแทบไม่ได้เลย เพียงแต่ บอกว่าให้มีของในตลาดแค่นั้นละครับมันก็ไม่พอหรอกครับ แล้วเราหมดเงินไปกับโครงการ ธงฟ้าปีหนึ่งเกือบพันล้านบาท ถามว่าแล้วเงินต่าง ๆ เหล่านี้ไปเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไหม เอาโครงการธงฟ้าไปขายเหมือนกับไปช่วยโปรโมท (Promote) ตลาดนัดมากกว่า ประชาชนจะได้ซื้อของสินค้ามีคุณภาพ สินค้าราคาถูกนั้นไม่สามารถไปได้ทั่วถึง ถ้าจะไป ให้ได้ทั่วถึงนั้นต้องใช้เงินอีกหลายพันล้านบาทจึงจะไปทั่วถึง ฉะนั้นเงินทั้งหลายนั้นไปตก อยู่กับใครครับ ออร์แกนไนเซอร์ (Organizer) ผู้จัดงาน ประชาสัมพันธ์รวยแต่ชาวบ้านนั้นยังจน แล้วก็ยังซื้อของแพงเหมือนเดิม ผมจึงอยากจะฝากสำนักงบประมาณว่าให้มีการวิเคราะห์ โครงการนี้แล้วก็ทบทวนความคุ้มค่าของโครงการจัดงบประมาณให้เหมาะสม ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องของการตั้งงบประมาณ ในแต่ละปีนั้นมีการตั้ง งบประมาณไว้โดยขาดการคำนึงถึงยูนิต คอส (Unit cost) ก็คือต้นทุนต่อหน่วยว่าเท่าไร ถาม ว่าทำไม ปีนี้กรรมาธิการเรานั่งหลังขดหลังแข็งดูในอนุกรรมาธิการครับ ท่านประธาน จะเห็นว่าในรอบแรกก่อนที่งบประมาณทั้งหลายนั้นจะเข้าสู่คณะกรรมาธิการนั้น รัฐบาล ขอปรับลดไปทุกหน่วยงาน ๑๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อนำเงินทั้งหลายเหล่านั้นไปช่วยอุทกภัยคือ ช่วยน้ำท่วม ฉะนั้นมีการเฉือนไปแล้ว ๑๐ เปอร์เซ็นต์รอบแรก ก็ปรากฏว่าพอมาถึงรอบ ๒ คณะกรรมาธิการมีการเขย่ากันอีก เขย่าในที่นี้หมายความว่าดูความเหมาะสมของการจัดสรร งบประมาณซึ่งคณะกรรมาธิการที่ไปดูก็ต้องขอชมเชยนะครับว่าดูด้วยเหตุด้วยผล ไม่ได้ไปข่มขู่ หรือว่าไม่ได้ไปจับบังคับให้เขาเขียน เขาสามารถเสนอปรับลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานเขาเอง ได้เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท ฉะนั้นตรงนี้ผมถึงตั้งข้อสังเกตว่าถ้าดูกันจริง ๆ แล้วแต่ละปี ท่านประธานจะเห็นว่ารอบแรกรัฐบาลได้เงินไป ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท คณะกรรมาธิการนี้ ปรับเพิ่มเติมได้อีก อย่างน้อยที่สุดเงินแสนล้านบาทที่เราลดต้นทุนต่อหน่วยในการดำเนินการ เราสามารถจัดสรรไปถึงมือประชาชนในรูปแบบอื่นที่เกิดประโยชน์มากกว่า ถึงประชาชน โดยตรงเลยไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางที่ยังไม่สามารถทำได้ทั่วถึงจากปัญหาอุทกภัยและภาคใต้ วันนี้ก็มีน้ำท่วมเพิ่ม ก็ยังไม่มีงบเพื่อจะไปรอตรงนั้นแม้กระทั่งงบอาหารกลางวัน แม้กระทั่ง งบอุดหนุนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งจะถึงคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ๆ นั้นมันก็มีได้น้อย ฉะนั้นตรงนี้สามารถไปจัดสรรตรงนั้นได้ มีข้อหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือเรื่องการปรับลดงบของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เหตุผลของกระผมก็คือว่าปีนี้ เป็นปีพิเศษ พิเศษที่ว่ามีปัญหาน้ำท่วม มีปัญหาเศรษฐกิจ คนตกงาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน วันนี้ มีการกลับเข้าไปทำงานหลังจากโรงงานเริ่มเปิดแล้วประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ยังเหลือ แรงงานอีกไม่ต่ำกว่า ๕๕๐,๐๐๐ ตำแหน่งที่ยังไม่ได้กลับเข้าไปทำงาน แล้วยังรับเงินเพียงแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน บางแห่งให้แค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน วันนี้คนเหล่านี้ กำลังจะหมดตัวเพราะรองานทำไม่ทราบว่าโรงงานจะเปิดได้เมื่อไร เมื่อเปิดแล้วจะมีงานโอที (OT) ค่าล่วงเวลาทำเหมือนเดิมหรือไม่ แค่นั้นยังไม่พอ มีปัญหาค้างจากที่ต้องหยุดงานมา ๓ เดือนก็คือ ภาระหนี้บัตรเครดิต ภาระของการผ่อนบ้าน ภาระของการผ่อนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ผมได้สำรวจว่าบริษัทที่ปล่อยทำลีสซิ่ง (Leasing) สินเชื่อเช่าซื้อ รถจักรยานยนต์นะครับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพียงแค่ไม่กี่บริษัท ขณะนี้คนโรงงานที่ตกงาน หยุดชำระผ่อนค่าเช่ารถจักรยานยนต์ ลีสซิ่ง อย่างน้อย ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบัญชีที่ไม่มีเงินชำระ ไม่ต้องพูดถึงเงินที่จะต้องส่งลูกเรียน แล้ววันนี้ถ้าเขาหางานทำไม่ได้เขาก็ต้องกลับบ้าน ปัญหาของลูกที่จะเรียนหนังสือต่อก็มีปัญหามาก เพราะฉะนั้นผมมองว่ากองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาวันนี้มีเหตุผล มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนแต่ว่าถูกปรับลด เดิมทีปีที่แล้วงบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นได้รับจัดสรร ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ปรับลดลง อย่างน้อย ๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมันควรจะสวนทางกัน เพราะวันนี้คนปากกัดตีนถีบ หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินจะส่งลูกเรียน ไม่มีเงินจะผ่อนรถ ไม่มีเงินจะผ่อนบ้าน ไม่มีเงินจะผ่อนบัตรเครดิต ต้องเลือกไว้สักอันหนึ่งหรือสองอัน อันที่ ๑ ก็คือคงจะต้องผ่อนบ้านเพื่อให้ไม่โดนไล่ออกจากบ้าน บ้านไม่โดนยึด อันที่ ๒ ลูกต้องเรียนหนังสือ หลายคนอาจจะคิดสั้นให้ลูกออกจากเรียน กลางคันและเมื่อลูกออกจากเรียนกลางคันแล้วให้มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากินหารายได้ เด็กหมดอนาคตนะครับ มันจะเป็นเจนเนอเรชั่น (Generation) หรือว่าเป็นรุ่นของคนที่สูญเปล่าที่ตกงานแล้วขาด คุณภาพ แล้วถ้าเผื่อท่านไปดูตัวเลขกรมอาชีวศึกษาก็ประกาศมาแล้วว่าขณะนี้มีเด็กนักเรียน ที่ต้องลาออกกลางคัน กลางปี กลางเทอม เพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กกรมอาชีวศึกษา ลาออกกลางคันเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยสาเหตุที่ไม่มีเงินที่จะเรียนหนังสือต่อ แต่วันนี้ เรากลับจัดงบประมาณสวนทางกับความเป็นจริง สวนทางกับความจำเป็นของประเทศ สวนทางกับปัญหาของประชาชนโดยสิ้นเชิง ผมจึงขอวิงวอนไว้ว่างบกลางที่ยังไม่ได้แสดง ความโปร่งใสให้ครบถ้วน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอวิงวอนว่าอำนาจนั้นเป็นของ ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นของคณะรัฐมนตรี โปรดพิจารณาครับว่าเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ปีนี้นั้นวิกฤติ เมื่อวิกฤติแล้วก็อยากจะให้ท่านนั้นเพิ่มในส่วนของเงินงบกลางเพื่อช่วยเหลือ เด็กต่าง ๆ เหล่านี้ให้มีอนาคตสามารถกลับไปเรียนหนังสือได้ แล้วก็อย่างน้อยที่สุดเป็น การลงทุนของประเทศระยะสั้น ระยะยาวเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจจะรายงานให้กับที่ประชุมได้ทราบ ไว้ชั้นหนึ่งก่อน ส่วนในรายละเอียดตามรายกระทรวงนั้นผมจะขอใช้สิทธิอภิปรายเป็นรายกระทรวง ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ