สุกิจ อัถโถปกรณ์ เสนอการปรับลดงบประมาณแผ่นดินลง 2 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากอุทกภัยทำให้ฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบและราคาสินค้าเกษตรลดลง นอกจากนี้ยังขอให้รัฐบาลยกเลิกภาษีสรรพสามิตที่ลดลง และปรับลดงบลงทุนลงตามที่เสนอนี้ เนื่องจากปีนี้งบประมาณล่าช้า และหน่วยงานไม่ได้เบิกงบลงทุนได้มากนัก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ขอปรับลดงบประมาณ ตามมาตรา ๓ ไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ขอแสดงเหตุผลนะครับ งบประมาณนี้ตั้งไว้ ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ เป็นงบขาดดุล ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องกู้เงินมาใช้ ในงบประมาณนี้เพิ่มอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หมายความว่าต้องมีรายได้อยู่ที่ ๑,๙๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ หลังจากที่ไปร่วมพิจารณาเป็นกรรมาธิการอยู่หลายวันก็เริ่มจะมองเห็นแล้วว่าตัวเลขเหล่านี้ ท่านประธานครับ มันไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือที่เราได้พูดกันตั้งแต่วาระที่หนึ่งแล้ว ก็คือเรื่องของประมาณการรายได้ที่ท่านตั้งไว้ ๑,๙๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่า น่าจะเป็นไปไม่ได้ เหตุผล ก็คือเรื่องของอุทกภัยที่เรียกว่าเป็นมหาอุทกภัย มันได้ทำลายฐาน การผลิตโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไปจำนวนมากทีเดียว และปรากฏว่าจากการนั่งพิจารณา สอบถามหน่วยงานต่าง ๆ แล้วนี่ มันก็ไม่ได้ทำลายเฉพาะในส่วนของพื้นที่ที่น้ำท่วมอย่างเดียว พื้นที่อื่นที่อาศัยชิ้นส่วนในการประกอบอุตสาหกรรมอย่างเช่นชิ้นส่วนรถยนต์อะไรอย่างนี้ พลอยกระทบไปด้วยครับ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะมีสินค้าส่งออกจากภาคอุตสาหกรรมให้ได้ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างเดิมนี่ ตอนนี้ผมว่าเป็นไปไม่ได้แล้วครับ ทีนี้ถ้าจะไปหวังจากพืช การเกษตร ดูพืชตัวหลัก ๆ นะครับ อย่างเช่น ยางพารา คือพวกผมก็พยายามต่อสู้ พยายาม พูดเรื่องราคายางพารามาตลอดเลยครับ เสนอญัตติก็แล้ว ตั้งกระทู้ถามสดก็แล้วนะครับ แต่ว่าถึงวันนี้ราคายางพาราก็ยังอยู่ที่เดิมประมาณ ๘๐ กว่าบาทอยู่ ซึ่งถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ลดลงไปประมาณเศษ ๑ ส่วน ๔ ครับ เพราะฉะนั้นรายได้ที่คิดว่าจะได้จากยางพาราซึ่งเป็นสินค้า ที่ทำรายได้สม่ำเสมอให้กับประเทศเรามาตลอด ตอนนี้มันต้องลดลงไปแล้วละครับ อย่างน้อย ก็คือ ๑ ส่วน ๔
เรื่องข้าวล่ะครับ ข้าวเสียหายมากทีเดียว โครงการจำนำข้าวของท่านแทบจะต้อง กราบกรานให้คนมาจำนำ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะขายข้าวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วจะได้ ราคาดีมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะเขาบอกกันว่าต่อไปพี่น้องชาวนาก็จะเร่งปลูกข้าว คือขอให้มันเป็นข้าวเป็นเม็ดมาแล้วก็เอามาจำนำเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพอีกต่อไป เพราะฉะนั้นมีการคาดหวังคาดหมายกันว่าต่อไปข้าวของไทยที่ออกไปผลผลิตจะมีคุณภาพต่ำ อันนี้คือเหตุผลต่าง ๆ รวมทั้งที่ท่านไปปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะส่งผลอีกมากมาย แล้วไหนจะมีโครงการเรื่องของบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรกอีก ซึ่งก็เป็นการปรับลดภาษีทั้งนั้น และที่สำคัญก็คือที่ผมเถียงกับเขามาตลอด ก็คือเรื่องภาษีสรรพสามิตที่ลดกรณีช่วยเหลือน้ำมันดีเซลครับ ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวก็จะยกเลิก แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ทำเสียหายไว้เยอะเลยเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าท่านก็ไม่ยกเลิกเสียทีแล้ว ก็ทำต่อ วันนี้ก็ยังไม่ยกเลิกครับ เพราะอะไรครับ เพราะถ้ายกเลิกน้ำมันดีเซลขึ้นไป ๔-๕ บาท ผมว่าท่านคงไม่ยอมหรอกตอนนี้ เพราะว่ากองทุนน้ำมันท่านก็ยังไม่มี ท่านไม่มีเงินมาชดใช้ ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นเชื่อมั่นเลยครับว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะได้มีรายได้ ๑,๙๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณหน้าที่มาชดเชยเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นท่านมี ๒ ทาง ก็คือ ถ้ายืนยันงบประมาณจำนวนเดิม ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็ต้องกู้เพิ่ม กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่พอ หรือท่านจะทำแบบที่ผมบอก ก็คือปรับลดงบประมาณลงมา นี่คือเหตุผล
ประเด็นต่อไปครับ ท่านประธานครับงบลงทุน งบลงทุนตั้งไว้มากกว่าปีที่แล้ว ตั้งไว้ที่ ๔๒๓,๓๘๗ ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว ๖๗,๙๐๒.๔ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ท่านก็ทราบดีว่า ปีนี้งบประมาณมันล่าช้ามาแล้ว มันช้ามาประมาณ ๓-๔ เดือนแล้ว มีโอกาสใช้งบลงทุน ประมาณแค่ ๘ เดือนเท่านั้น แต่ยังตั้งมากอีก ทั้ง ๆ ที่เมื่อเวลาไปนั่งพิจารณางบประมาณปรากฏว่าปีที่แล้วหน่วยราชการทั้งหลาย ท่านทราบไหมครับ งบลงทุนเบิกกันได้นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น มีหน่วยงานที่เบิกงบลงทุนได้เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์น้อยมาก บางหน่วยงานได้แค่ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น งบลงทุนที่ท่านตั้งไว้ขนาดนี้อย่าหวังเลยครับว่าปีหน้าท่านจะเบิกใช้ได้หมด มันก็จะเป็น เงินค้างท่อเพราะฉะนั้นตัดมันออกเสียบ้างเถอะครับ ตัด ปรับลดลงเท่ากับที่พวกเราเสนอนี้ละ ผมประหยัดเวลาครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกยกมือหลายคน
ประเด็นต่อไปที่ต้องตัดก็คือ งบประมาณที่คุณผ่องศรีก็ได้พูดไปบ้างแล้ว คือประเภทที่มันเฮตามกันไป พอรัฐบาลบอกว่าปรองดอง ทุกหน่วยงานตั้งงบปรองดองหมดเลย ทุกหน่วยราชการ ทุกกรม ไม่ใช่ทุกกระทรวงนะครับ ทุกกรมแยกย่อยลงไปอีกมีงบปรองดอง ๆ ๕๒๘.๑ ล้านบาท ทุกหน่วยงานตั้งซ้ำซ้อนกันแล้วไม่รู้จะทำงานอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เรื่องของ ปรองดองผมว่าท่านไม่มีความจริงใจหรอกครับ เพราะว่าท่านยังปล่อยให้มีการแบ่งสี แบ่งฝ่ายเกิดขึ้น แล้วสีที่ยังอยู่ก็เป็นสีของพวกท่านเองนะครับ คือสีแดงครับ สีอื่นเขาเลิกกัน หมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าท่านยังมีการแบ่งสีแบบนี้ท่านเชื่อผมเถอะครับปรองดองไม่ได้ ไม่มีใครเขายอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้ลามปามไปหนักถึงขนาดตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นมาแล้ว หมู่บ้านเสื้อแดงอย่างไรครับ แล้วก็ทางฝ่ายรัฐบาลต้องยอมรับว่า ส.ส. ของท่านหลายคนก็ไปหนุน ให้เปิด ส.ส. ของท่านหลายคนก็ออกไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ไปปราศรัย ไปยุยงให้เขาเปิดหมู่บ้าน เสื้อแดง เพราะฉะนั้นผมถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านทำเรื่องปรองดองท่านไม่จริงใจ ถ้ายังปล่อย ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแสดงว่าท่านไม่มีความจริงใจ แล้วต่อให้ใช้งบประมาณสักกี่หมื่นล้านบาท เป็นไปไม่ได้หรอกครับ คนในหมู่บ้านเองเขาก็อึดอัดบอกว่าเฮ้ยไปดูหมู่บ้านเสื้อแดง ต้องใส่เสื้อแดง ทุกคนหรือครับ ไม่มีหรอกครับ คนอื่นที่เขามีความคิดเป็นตัวของตัวเองเขาอยากอยู่อย่างสงบ อยากอยู่ภายใต้ประเทศที่เป็นปึกแผ่นอันเดียวไม่มีการแบ่งแยกเขาก็ยังมีอีกมากมาย เพราะฉะนั้นงบอันนี้ งบปรองดองตัดไปเถอะครับ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าท่านยังมี พฤติกรรมอย่างนี้
ประเด็นต่อไปครับ