สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยแนะนำให้ลดลง ๒ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปีนี้ทุกส่วนราชการได้ถูกปรับลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว และเรียกร้องการตรวจสอบและบูรณาการงบประมาณให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดงบประมาณของรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ต่อยอดในสิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติ ที่กฎหมายกำหนดให้จัดสรรเงินอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลตัดออกไปทั้งหมด และแปรญัตติเพิ่มมาเพียง 225 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตรวจสอบงบประมาณที่หายไป การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม และการปรับลดการใช้จ่ายในโครงการฝึกอบรมและสัมมนา

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะคะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตก่อนที่จะได้ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ในฐานะ ที่ท่านสมาชิกได้มอบความไว้วางใจแต่งตั้งให้ดิฉันไปทำหน้าที่ ดิฉันก็ขอกราบเรียนว่าตามที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้รายงานต่อที่ประชุมว่า ๔๐ กว่าวันที่ผ่านมากรรมาธิการก็ได้ทำ หน้าที่ในเวลาอันจำกัด เนื่องจากว่าปีนี้เป็นปีที่พวกเราทุกคนก็ทราบว่าสถานการณ์ไม่ปกติ การทำงบประมาณล่าช้า แต่ว่าอย่างไรก็ตามกรรมาธิการก็ได้ใช้เวลาที่มีในการตรวจสอบ งบประมาณรายจ่ายในมาตราต่าง ๆ ดิฉันขออนุญาตก่อนที่จะเข้าไปในรายละเอียดทุกมาตรา ภาพรวมอยากจะได้แสดงข้อมูลกราบเรียนให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้เห็นถึง สิ่งที่ดิฉันจะได้สะท้อนเพื่อเป็นพื้นฐานก่อน สิ่งที่เป็นจุดแข็งของงบประมาณก็คงมี แต่ว่า ในเวลาที่จำกัดนี้ดิฉันจะขอพูดถึงเฉพาะส่วนที่มองเห็นแล้วก็เป็นจุดอ่อน ก่อนที่ท่านสมาชิก จะได้ลงมติให้ความเห็นชอบ ดิฉันได้สงวนความเห็นแปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วนของ ภาพรวม ๒ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ก็อาจจะเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณ ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็เห็นว่าปีนี้ทุกส่วนราชการได้ถูกปรับลด งบประมาณมาเบื้องต้นแล้วตอนที่ผ่าน ครม. มา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ การพิจารณาจึงจะดูว่า เหตุผลที่จะต้องปรับลดเพิ่มเติมมีอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามดิฉันเห็นว่างบประมาณที่จะผ่านสภา ในวาระที่สอง วาระที่สามนี้ยังสามารถปรับลดงบประมาณได้อีก ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ที่บางหน่วยงานได้ยืนยันในเรื่องงบประมาณมานะคะ สิ่งที่ประกอบเหตุผลที่ยืนยันการปรับลด งบประมาณครั้งนี้

ประการแรก ดิฉันคิดว่ามีงบประมาณจำนวนมากมายที่มีความซ้ำซ้อนหย่อน ประสิทธิภาพ แล้วก็มีงบประมาณที่หลายหน่วยงานได้จัดสรรไว้ตรงกันเรื่องเดียวกัน แต่ว่า มันยังไม่น่าจะบรรลุเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่นงบประมาณในเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ หลายหน่วยงานที่มีการจัดตั้งงบประมาณไว้ในเรื่องของการดำเนินการเพื่อการปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการหรือว่าหลาย ๆ หน่วยงานก็จัดไว้ แต่ว่าดูแล้วพวกเราก็คงจะเห็นว่าเป็น ความเป็นห่วงแล้วก็เป็นข้อสังเกตดูว่างบประมาณเหล่านั้นที่ได้ทำ ๆ ไป ถ้าบังเกิดผลพวกเรา ทุกคนที่เป็นคนไทยพสกนิกร ล้วนแต่ถวายความจงรักภักดีแล้วก็อยากจะให้มีการดำเนินการ อย่างบรรลุผล แต่ว่าหลายส่วนยังไม่เห็นว่าจะเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างไร ดังนั้นดิฉันคิดว่า ถ้ามีการจัดสรรงบประมาณอย่างที่สามารถทำแล้วให้มันบรรลุผลก็น่าจะเป็นการดี

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ดิฉันยังเห็นว่ามีการจัดงบประมาณแบบซ้อนซ้อนแล้วก็ หย่อนประสิทธิภาพ แล้วก็มีงบอยู่ในทุกหน่วยงานแต่ผลงานก็ยังไม่คาดหวังได้ว่าจะบรรลุเป้าหมาย หรือไม่ ก็คืองบในการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดนะคะ จะเห็นได้ว่ามีการจัด งบประมาณไว้ในหลายหน่วยงานมากมาย แต่ว่าเราก็ยังเห็นเป็นสิ่งที่ประจักษ์กับพี่น้อง ประชาชนว่าปัญหายาเสพติดเองก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ เหล่านี้ไม่ทราบว่าทำ ๆ ไปแล้วมันจะ บังเกิดผลหรือไม่ ก็ฝากให้ท่านสมาชิก กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกด้วย ช่วยกันดู รายละเอียดแล้วก็ตรวจสอบว่างบประมาณเหล่านี้มันไปบังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างไร บางเรื่องมันจะบูรณาการได้จริงอย่างที่พูดหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกว่า ดิฉันเห็นว่างบประมาณที่รัฐบาลได้จัดสรรมาหลายเรื่อง ท่านเดินหน้าสนองนโยบายก็เป็น เรื่องดีนะคะ เพราะว่านโยบายได้เป็นสัญญาประชาคม แต่นโยบายบางเรื่องมันส่งผลกระทบ ในวงกว้าง ดังนั้นการเดินหน้านโยบายโดยไม่ใส่ใจผลกระทบดิฉันคิดว่าเป็นปัญหานะคะ ยกตัวอย่างงบประมาณในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของการสนับสนุนสื่อการเรียน การสอนหรือว่าแท็บเล็ต (Tablet) อันนี้ดิฉันไม่ได้ขัดขวางในเรื่องของการเดินหน้านโยบาย เพราะท่านได้ประกาศไว้แล้ว แต่ทางรัฐบาลจะต้องพึงระวัง เพราะว่าทุกหน่วยงานที่มาเสนองบประมาณต่อคณะกรรมาธิการ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการเองก็อาจจะมีข้อกังวล ในเรื่องนี้ แต่เขาไม่กล้าพูด แต่หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงได้สะท้อนชัดเลยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกรมสุขภาพจิต หรือว่าหลายหน่วยงานที่ดูเรื่อง ของการพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาคน หลายคนก็เป็นห่วงว่าการเดินหน้านโยบายการแจก แท็บเล็ต โดยปูพรมพร้อมกันเลยทั่วทั้งประเทศในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ อันนี้ทุกคน เป็นห่วงเรื่องของการพัฒนา เรื่องของอีคิว (EQ) แล้วก็ไอคิว (IQ) ตลอดจนการพัฒนาทักษะ ของเด็ก ๆ ดิฉันเองก็มีโอกาสพบกับบุคลากรทางการศึกษา ทุกคนสะท้อนด้วยความเป็นห่วงว่า เด็ก ๆ ตอนที่อยู่ ป. ๑ สมัยก่อนเราจะฝึกพัฒนาคนเราเอาเรื่องของการฟัง การคิด การอ่าน การเขียนที่เรียกว่า สุ จิ ปุ ลิ มันก็ต้องฝึกมาตั้งแต่วัยเยาว์ เด็ก ป. ๑ อาจจะเป็นช่วงของ พัฒนาการทางสมองอาจจะดี เติบโต แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องของ ทักษะในการอ่านเขียนแล้วก็ฟังก็จะมีปัญหาในเรื่องการพัฒนาคุณภาพทางสติปัญญาแล้วก็ จิตใจ แล้วก็อารมณ์ด้วย นอกจากนั้นก็มีข้อห่วงใยของทางกระทรวงสาธารณสุขเรื่องของ สายตา สายตาของเด็ก ๆ ที่จะต้องใช้แท็บเล็ต แล้วก็ขนาดผู้ใหญ่ดิฉันไปเจอคุณครู คุณครู ก็สะท้อนมาบอกว่าคุณครูก็ยังไม่พร้อม ต้องเตรียม แล้วครูเองก็บอกตัวเองเป็นผู้ใหญ่ยังติดเลย หมกมุ่น เดี๋ยวนี้ก็เล่นคอมพิวเตอร์ เฟซบุค (Facebook) อะไรหรือว่าเกมต่าง ๆ ขนาดเป็น ผู้ใหญ่ยังไม่มีความยับยั้งช่างใจ ถ้าเป็นเด็กจะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องของสุขภาพต่าง ๆ ดิฉัน ได้กราบเรียนแล้วเรื่องทักษะ อันนี้ดิฉันก็ยังเห็นคือเป็นเรื่องของจุดอ่อน ความจริงแล้ว ถ้ามีเสียงทักท้วงรัฐบาลก็น่าจะได้ปรับนะคะว่าคุณครูบอกว่าถ้าเป็นสัก ป. ๓ ป. ๔ ยังพอน่าจะ พัฒนาเด็กมาขั้นหนึ่งแล้ว อันนี้ก็อยากจะฝากไว้เป็นข้อสังเกตระหว่างที่ท่านสมาชิก จะได้เตรียมดูในรายละเอียดว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

กับอีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันคิดว่ารัฐบาลก็ยังจัดงบประมาณแบบเกาไม่ถูกที่คัน แล้วก็ไม่ต่อยอดในสิ่งดี บางทียังไม่พร้อมก็เดินหน้า อันนี้ดิฉันเห็นเอง เพราะว่าดูมาในหลาย งบประมาณที่บอกว่าจัดงบไม่ถูกที่ ไม่ต่อยอดของดี แล้วก็ไปใส่ให้ในที่ยังไม่พร้อม ยกตัวอย่างท่านช่วยกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกช่วยตรวจสอบรายละเอียดว่า จะเห็นด้วยกับที่ดิฉันได้กราบเรียนหรือไม่ อันแรกก็คือดิฉันเห็นในเรื่องของกองทุน กองทุน หลายกองทุนที่พวกเราประชาชนแล้วก็ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้มีส่วนร่วม ผลักดันในรัฐบาลที่ผ่านมา คือรัฐบาลของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสภาแห่งนี้ก็ได้ ร่วมกันผลักดันกฎหมายเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อจะให้พี่น้องประชาชนได้มีวินัย ในการออมเงิน แล้วก็มีสวัสดิการมั่นคงในบั้นปลายของชีวิต ถ้าทุกท่านถ้าใครเคยมีส่วนร่วม ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ก็คงจำได้ว่าปีที่แล้วเราผ่านกฎหมายไป แล้วปีนี้กฎหมายก็เริ่มมี ผลบังคับใช้ในมาตรา ๖๖ ของกฎหมายฉบับนี้ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องจัดสรร งบประมาณอย่างน้อย ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในวาระเริ่มต้นเพื่อจะให้กองทุนการออมแห่งชาติ ได้เดินหน้า แล้วก็จัดสวัสดิการสมทบให้กับสมาชิก ดิฉันเห็นว่าตอนที่งบประมาณเข้ามาสภา วาระแรกไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนการออมแห่งชาติแม้แต่บาทเดียว ไม่มีเลย นะคะ ไม่ทราบว่าอันนี้ก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็นเรื่องดี แต่ว่ารัฐบาลไม่ต่อยอด เป็นเรื่องโครงการ ที่พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ ตอนนี้กองทุนการออมแห่งชาติก็เริ่มมีการคัดเลือกเลขาธิการ กองทุนแล้ว แล้วก็มีกรรมการถ้าเป็นไปตามรอบเข้าใจว่าช่วงนี้พี่น้องประชาชนที่ทำกองทุน สวัสดิการอยู่ทั่วประเทศก็รอที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกองทุน ประมาณเดือนพฤษภาคม ก็จะเปิดรับสมัครสมาชิก ดังนั้นเราก็บอกว่ารัฐบาลทำไมสิ่งดี ๆ ที่เป็นความหวังของคนทั้งประเทศ ท่านไม่ได้จัดสรรให้เลยแม้แต่บาทเดียว ตอนที่เข้าสู่สภาวาระแรก เมื่อการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ดิฉันและคณะกรรมาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็ร่วมกัน ทักท้วง เราก็ได้ฟังเสียงสมาชิกทักท้วงมาตั้งแต่วาระที่หนึ่งก็ได้ติดตามทวงถาม ได้มีคำชี้แจง จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สศค. ที่ดูแลงบกองทุนการออมแห่งชาติผ่านกระทรวงการคลัง บอกว่าได้เสนองบประมาณเข้ามาตอนแรก ๒,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ แต่รัฐบาลตัดออกหมด ตอนที่เสนอเข้ามาตอนแรก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ตัดออกหมดเลย แล้วก็พอมาถูกทักท้วงแบบนี้ว่า กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนค่ะว่าจะต้องจัดสรรให้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้รับคำตอบบอกว่า จะขอแปรญัตติกลับเข้ามา ๘๘๐ ล้านบาท เพื่ออย่างน้อยให้ทำงานได้ ดิฉันก็ยังทักท้วงไปใน ชั้นกรรมาธิการนะคะว่า ๘๘๐ ล้านบาทก็ยังไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ออกกฎหมายต่าง ๆ ขนาดที่เราเป็นผู้ออกกฎหมายเอง แต่ว่าไม่เคารพกฎหมาย การจัดสรรเงินหลาย ๆ กองทุนไม่เป็นไปตามกฎหมาย ดิฉันอยากจะกราบเรียนนะคะ พอดิฉัน ก็ทักท้วงว่าถ้าหากแปรญัตติกลับมา ๘๘๐ ล้านบาท มันจะเพียงพอไหม แล้วก็ไม่เป็นไป ตามกฎหมาย เพราะว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าก็บอกว่าจะแปรญัตติกลับมา แต่ถ้าท่าน มาดูตัวเลขในเล่มเอกสารที่แปรญัตติเพิ่ม มันจะมีเล่มที่แปรญัตติเพิ่ม ท่านจะเห็นว่ากองทุน การออมแห่งชาติได้รับงบประมาณจัดสรรแปรญัตติเพิ่มมาเพียง ๒๒๕ ล้านบาทเท่านั้นนะคะ ๒๒๕ ล้านบาทเป็นแค่ค่าบริหารเบื้องต้นนะคะ ซึ่งถ้าหากว่ามีการเปิดรับสมัครสมาชิก ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ ดิฉันก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกแล้วก็ พี่น้องประชาชนได้รับทราบนะคะ กฎหมายนี้รัฐบาลจะต้องมีการสมทบเงินการออมตาม สัดส่วนของอายุ ก็คืออายุ ๑๕-๓๐ ปี จะต้องสมทบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ออมขั้นต่ำ ๕๐ บาท แล้วก็อายุ ๓๑-๕๐ ปีก็สมทบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อายุ ๕๑ ปีขึ้นไปถึง ๖๐ ปี ก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เฉพาะช่วงปีแรกก็จะต้องมีการสมทบสำหรับไม่จำกัดอายุด้วย ดังนั้นดิฉันได้มีโอกาส พูดคุยกับผู้ปฏิบัติ ก็ยังเป็นห่วงอยู่ว่าแค่ ๒๒๕ ล้านบาทที่รัฐบาลแปรญัตติเข้ามาให้ไม่น่าจะ เพียงพอนะคะ แม้ว่าในกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะบอกว่าพอก็ตาม แต่ดิฉันก็จะถือว่า อันนี้เป็นตัวอย่างนะคะว่า สิ่งดีท่านไม่สนใจต่อยอด ไม่สนใจว่ามันจะเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชน อันนี้ไม่มีทุกเพศ ทุกวัย แบบว่าเราสร้างคนแล้วก็เป็นความมั่นคงในระยะยาว แต่ว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจ แถมหลงลืมตัดออกไปทั้งหมดเลย ตอนหลังแปรญัตติมาให้ ๒๒๕ ล้านบาท ก็น้อยมาก

นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายกองทุนที่บอกว่า ให้ท่านช่วยตรวจสอบนะคะ ถ้าเราลงไปดูในเนื้อรายละเอียดหลายงบประมาณนี่ค่ะ ที่หายไปจากเล่มงบประมาณใหญ่ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกรไม่ปรากฏในเล่มงบประมาณนะคะ แต่ถ้าท่านเข้าไปดูในรายละเอียด มันจะมีการใช้หนี้งบประมาณจากสำนักปลัดกระทรวง ยกตัวอย่างสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีการใช้หนี้ไปที่กองทุนสงเคราะห์ เกษตรกร กองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกรเป็นพัน ๆ ล้านบาท แต่เนื่องจากว่าหน่วยงานเหล่านี้ ไม่ได้เสนองบประมาณเข้ามาขอ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้มีโอกาสมาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ดิฉันก็เลยคิดว่าการทำงบประมาณแบบนี้มันเหมือนกับเป็นการ ไม่แน่ใจว่าเป็น วิธีงบประมาณหรือว่าไม่ต้องการให้ตรวจสอบนะคะ อันนี้ก็ขอฝากให้เป็นข้อสังเกตไว้ ต่อที่ประชุมด้วย เพราะว่าจริง ๆ แล้วกองทุนเหล่านี้มีงบประมาณเพิ่ม เพราะว่ารัฐบาล จัดสรรงบใช้หนี้ให้ แต่เนื่องจากเขาไม่ได้ทำคำของบประมาณเข้ามา ก็เลยทำให้ไม่ต้องมา ชี้แจงต่อกรรมาธิการนะคะว่ามีการดำเนินการใช้จ่ายอย่างไร นอกจากนั้นดิฉันก็บอกแล้วว่า บางงบ บางกองทุนนี่ค่ะ ยังไม่มีความพร้อมเลย เบื้องต้นก็ขอฉายภาพไว้ก่อน แล้วก็รายละเอียด ก็อาจจะมีท่านกรรมาธิการอื่น ๆ ตลอดจนท่านสมาชิกได้ช่วยตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ เรื่องของบางเรื่องกองทุนที่ยังไม่มีความพร้อม ก็มีการจัดสรรงบให้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น อะไร ก็ยังไม่ชัดนะคะ ก็มีการเริ่มต้นให้ แล้วก็ไม่ได้ตั้งเป็นกองทุนชัดเจน ก็ฝากไว้เป็นประเด็น ยกตัวอย่างเช่นกองทุนตั้งตัวได้ ที่หลายคนอาจจะมีคำถามว่าไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนตั้งตัวได้ อันนี้ดิฉันจะขอผ่านไป ยังไม่ลงรายละเอียดนะคะ

อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของที่ดิฉันเห็นในงบประมาณนะคะ กราบเรียน ท่านประธานไปยังสมาชิก ก็คือมีงบที่ปรึกษามากมายในหลายหน่วยงาน หลายกองทุนนะคะ งบที่ปรึกษามากมาย ทั้งที่ปรึกษาภายในแล้วก็ภายนอกประเทศ แต่สุดท้ายก็ได้แต่เอกสาร คำปรึกษา บางเรื่องศึกษาแล้วศึกษาอีกก็ศึกษาไม่จบพอศึกษาแล้วก็มาศึกษาต่อ ก็ยังไม่เห็น ว่างบประมาณเหล่านี้มันจะไปเกิดประสิทธิผลอย่างไรนะคะ

อีกอันหนึ่งที่ให้เป็นข้อสังเกตไว้ก็คืองบงานวิจัยน้อยมาก ประเทศไทยก็มีงบ งานวิจัยน้อยนะคะ ทั้ง ๆ ที่เราก็บอกว่าเรากำลังอยากจะเป็น ๑ ในเอเชียหรือว่าศูนย์กลาง ของโลกในด้านต่าง ๆ ด้วยนี้นะคะ แต่ว่างบวิจัยของเราก็น้อย แต่ว่าน้อยแล้วก็ยังไร้ทิศทาง ไม่บูรณาการกันเหล่านี้ บางเรื่องเขามีหน่วยงานวิจัยไปไกลลิบแล้ว บางหน่วยงานยังตามหลัง อยู่เหล่านี้นะคะ ก็ยังขอฝากเอาไว้

อีกอันหนึ่งที่ดิฉันอยากจะฟ้องท่านประธานด้วย แล้วก็ฟ้องไปยังท่านสมาชิกนะคะ ก็คือมีเอกสารหลายเรื่องที่กรรมาธิการขอรายละเอียดไป ในที่ประชุมก็รับปากว่าจะให้นะคะ ขอรายละเอียดบอกว่าตอนนี้โดยเฉพาะเรื่องของภัยพิบัตินะคะ ภัยพิบัติน้ำท่วมมากมาย มหาศาลทั่วประเทศ โดยเฉพาะขณะนี้ก็เกิดขึ้นทางภาคใต้ก็อาจจะยังไม่ทราบ แต่ภัยพิบัติ ที่เกิดทางภาคเหนือตอนล่าง แล้วก็ภาคกลาง บัดนี้มันผ่านไปแล้ว มันน่าจะรู้ตัวเลขแล้วว่าอะไร ที่เสียหายบ้าง ถนนหนทาง แหล่งน้ำ โรงเรียน โรงพยาบาล หรือว่าวัดอะไรอย่างนี้ค่ะ น่าจะมี การสำรวจเรียบร้อยแล้วนะคะ ทางกรรมาธิการก็พยายามทวงถามทุกหน่วยงาน ทุกหน่วยงาน ที่มาชี้แจงก็ตอบนะคะ ตอบบอกว่าจะเอารายละเอียดมาให้ ก็ดิฉันขอบคุณนะคะ หลายหน่วยงานที่ส่งข้อมูลมาตามให้ที่ขอ แต่อีกหลายหน่วยงานรับปากไปอย่างนั้นละค่ะ ก็ไม่ส่งเอกสารมาให้ แม้แต่ทางรัฐบาลเอง เราก็บอกว่างบกลางที่ขอ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท น่าจะมีตัวเลขที่จะชี้แจงอะไรได้บ้าง ตอนนี้ที่ได้ตัวเลขมาเท่าที่เห็นนะคะ ที่ให้กรรมาธิการได้ ตรวจสอบก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง จาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ ก็อยากจะฝากไว้เป็นเบื้องต้นให้สมาชิกหลายท่านจะได้ตรวจสอบต่อนะคะ นอกจากนั้นแล้ว ก็จะมีหลายหน่วยงานที่ขอไว้ก็ยังไม่ได้ให้มา ยังมีเวลานะคะถ้าวันนี้ท่านจะส่งเอกสารให้ ดิฉันก็จะได้ไม่พูดในรายละเอียดในมาตราอื่น ๆ แต่ถ้าท่านยังไม่ส่งมาให้ ดิฉันคิดว่าก็คง จะต้องทวงถามต่อว่าสิ่งที่ท่านรับปากไว้ แล้วเราจะเชื่อถือได้อย่างไรว่าที่ท่านรับปากว่าจะ เอาเงินงบประมาณไปทำโน้นทำนี่ให้บังเกิดผลมันจะทำได้จริง เพราะขนาดเอกสารท่านบอกว่า จะส่งให้ใน ๓ วัน บางแห่งก็ยังไม่ให้นะคะ อย่างนั้นแล้วก็จะมีอีกหลายเรื่องที่คิดว่า เป็นประเด็นที่พวกเราจะต้องช่วยกันตรวจสอบงบสัมมนาฝึกอบรมที่มีมากมายในหลายหน่วยงาน เช่นกันนะคะ แล้วก็ทางอนุกรรมาธิการก็ช่วยกรุณาไปตรวจสอบปรับลดมาให้แล้ว แต่บางอัน เขาไม่เขียนมาชัดเจนนะคะ ไม่เขียนว่าฝึกอบรม เขาไปใส่ไว้ในงบรายจ่ายอื่น หรือว่า งบดำเนินงานอย่างนี้นะคะก็ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ ดิฉันก็อยากจะขอฝากไว้เป็นเบื้องต้น ช่วงแรกว่าในฐานะที่เป็นกรรมาธิการแล้วก็ได้ทำหน้าที่มานะคะ รายละเอียดต่าง ๆ ก็คงจะมีท่านสมาชิกทั้งหลายก็จะได้ช่วยกันตรวจสอบ แต่ว่าเบื้องต้นนี้ขอกราบเรียนว่า สิ่งที่ได้พบได้เห็นก็ยังคิดว่างบประมาณที่รัฐบาลที่ได้เสนอมาในครั้งนี้ถ้าหากว่าเราทำ อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้จ่ายให้บังเกิดผล แล้วก็ประหยัด ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ของประเทศ ยังสามารถปรับลดงบประมาณได้อีกนะคะ ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกเป็นเบื้องต้นไว้เท่านี้ก่อนค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ