เหวง โตจิราการ เสนอการปรับลด 5 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของรัฐบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินและลดการซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังจัดลำดับความสำคัญการพัฒนาคนมากกว่าการลงทุนพัฒนาวัตถุ และเตรียมพร้อมสำหรับประชาคมอาเซียนโดยการเพิ่มคุณภาพของข้าราชการและให้การสนับสนุนแก่ประชาชนที่ยากจน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ ขออนุญาตที่จะปรับลดงบประมาณลง ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่า ผมไม่ต้องการที่จะตัดทิ้งนะครับ เพียงแต่ว่า ผมต้องการที่จะเอาเงิน ๕ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวนี้ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็น ประโยชน์มากกว่าเดิม เพราะว่าของเดิมแม้ว่าจะปรับลดลงไป ๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ไม่ได้ทำ ให้โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเสียหาย ไม่ได้ทำให้งานของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เสียหายแม้แต่น้อย ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ เพราะว่า ท่านประธานกล่าวย้ำแล้วย้ำอีกว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการอภิปรายในวาระที่หนึ่ง ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับว่ามีสมาชิกสภาหลายท่านจงใจในการที่จะแปลการอภิปรายครั้งนี้ ให้เป็นการอภิปรายในวาระที่หนึ่ง แต่ผมเคารพท่านประธาน ดังนั้นผมจะไม่อภิปรายในวาระที่หนึ่ง ผมจะเข้าสู่ประเด็นเลยก็คือว่า ทำไมผมจึงมีเหตุผลในการที่จะปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก่อนอื่นท่านประธานผมต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าการปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานก็เข้าใจผมก่อนว่าผมไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิดที่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลนี้จะหาเงินไม่ได้ ตรงข้ามครับท่านประธานครับ จากการที่ผมติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและทาง เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ผมกราบเรียนท่านประธานเลยนะครับว่าขณะนี้ความเชื่อมั่นของ ประเทศไทยจากทางสากลที่มีต่อประเทศไทยสูงมากเลยนะครับ ผมคิดว่าไม่ต่ำไปกว่าก่อนที่ จะเกิดมหาอุทกภัยด้วยซ้ำไป แสดงออกที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเวลาเดินทางไปประเทศ บ้านใกล้เรือนเคียง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้รับการตอบรับด้วยเกียรติยศที่สูงสุด นะครับ แล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะไปเยือนประเทศเมียนมาร์ บ้านใกล้เรือนเคียงซึ่งน่าเสียดายว่ารัฐบาลบางชุดทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศดังกล่าว เสียหาย แต่เราได้โครงการท่าเรือน้ำลึกที่เมืองทวายนะครับ ท่านประธานเห็นไหมครับการได้ โครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวายทำให้ระบบเศรษฐกิจเราแข็งแรงขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะ หาเงินได้ไม่ต้องห่วงเลยนะครับ แล้วนอกจากนี้เราไปไกลกว่านั้นครับ เราจะทำโลจิสติกส์ หรือทำให้ไทยเป็นฮับ (Hub) ที่แท้จริง โลจิสติกส์มีลักษณะเป็นกากบาทก็คือว่าทางตะวันตก ก็เริ่มที่ท่าเรือทวายทางตะวันออกจะพาดยาวไปถึงดานังนะครับ แล้วเหนือลงใต้ ก็คือว่า เหนือตั้งแต่ยูนนาน แล้วทางใต้ลงไปที่มาเลเซียและสิงคโปร์ จึงกราบเรียนท่านประธานว่า มีแต่คนที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลเท่านั้นถึงจะเห็นว่า ณ วินาทีนี้เศรษฐกิจของไทยนี้เริ่มแข็งแรง แล้วครับ ยกเว้นว่าเขาผู้นั้นหรือพรรคการเมืองนั้น หรือนักการเมืองนั้น หรือกลุ่มการเมืองนั้น มีทัศนคติที่เป็นลบต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หากว่าเขามีทัศนคติที่เป็นวิทยาศาสตร์เขาจะมองเห็นนี่ ชัดเจนเลยว่าภายใน ๔-๕ ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงและรุ่งเรืองแน่นอน เพราะฉะนั้น ที่ผมแปรญัตติให้ตัดลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่มั่นใจว่าเรา ไม่สามารถเก็บภาษีได้ เรื่องภาษีนี้เป็นเรื่องไม่สำคัญเลยถ้าหากว่าเศรษฐกิจเราแข็งแรงขึ้นมา อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกกราบเรียน ท่านประธานให้เกิดความมั่นใจเพราะว่าผมฟังดูตั้งแต่เช้ามาจนถึงขณะนี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าผมเป็นห่วงพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศว่าจะเกิด ความเข้าใจที่สับสน คือไปคิดว่าถ้ามีอุทกภัยมาปุ๊บเศรษฐกิจไทยจะหายนะ ไม่ใช่ครับ ตอนนี้ เศรษฐกิจไทยผงกหัวขึ้นครับ แล้วกำลังก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง นอกจากนี้ต้อง กราบเรียนท่านประธานก่อนหน้าที่น้ำจะแห้ง รัฐบาลได้ตั้งรับอย่างเป็นฝ่ายกระทำแล้วครับ มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ๒ ชุด ซึ่งผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ผม ตัดไปผมอยากจะมาบรรจุใส่ในกรรมการยุทธศาสตร์ ๒ ชุดนี้ละ กรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตที่ดีงามให้กับประเทศไทย โดยผมขออนุญาตที่จะเอ่ยนามคือ อาจารย์วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน กรรมการชุดที่ ๒ ก็คือกรรมการยุทธศาสตร์ ในการที่บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการทั้งหมด ก็แปลว่าจากวันนี้เป็นต้นไปเราจะรับมือ กับน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วม แล้วไม่ให้เกิดน้ำแล้งครับ ตั้งแต่ก่อนที่น้ำมันจะแห้งนะท่านประธาน เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พยายามสาปแช่งให้เมืองไทยตกต่ำขอความกรุณาขอให้ท่านเปลี่ยน ทัศนคติได้แล้วครับ เมืองไทยมีแต่เจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การบริหาร ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ประการที่ ๑ ก็คือว่าผมตัดลดงบประมาณไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากไม่เชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะไม่สามารถที่เก็บภาษีได้ ตรงกันข้ามผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีได้นะครับ แล้วก็ส่วนการสร้างหนี้เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศที่กำลังจะพัฒนาทั้งหลายจะต้องสร้างหนี้ ก่อนครับ เพื่อทำให้เศรษฐกิจแข็งแรง แล้วเมื่อเศรษฐกิจแข็งแรงแล้วก็สามารถที่จะชำระหนี้ได้ แล้วต่อไปนี้เราก็เป็นงบประมาณเกินดุลนะครับ นี่คือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ กราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ติดตามระบบราชการ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าประเทศขับเคลื่อนได้โดยระบบราชการ แน่นอนครับประเทศนี่ มูลฐานที่สำคัญ รากฐานที่สำคัญคือประชาชน แต่ว่ากิจกรรมของประเทศจะขับเคลื่อนได้ ด้วยระบบราชการ เราขับเคลื่อนมาได้นาน เพราะฉะนั้นแสดงว่าระบบราชการเราใช้ได้ดี มีความดีอยู่ แต่ท่านประธานต้องยอมรับว่าระบบราชการเราก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ผมมองเห็นจุดอ่อนอยู่ ๒ ประการ ซึ่งอาจจะมีมากกว่านี้หรืออาจจะมีน้อยกว่านี้ แต่ผม มองเห็น ๒ ประการ แต่ข้อดีมีมากกว่านี้อย่างแน่นอน เพราะผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ในการที่ผมนำเสนอจุดอ่อนของระบบราชการไม่ได้เป็นไปเพื่อทำลายหรือทำให้เกิดบั่นทอน กำลังใจของราชการ ไม่ใช่ครับ แต่ต้องการที่จะกราบเรียนเพื่อทำให้ระบบราชการแข็งแกร่ง ยิ่งขึ้น อันที่หนึ่งก็คือการซ้ำซ้อนท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นบางทีบางเรื่องนะครับ เรื่องเดียวมีหน่วยงานที่เข้าไปทำ ๔-๕ หน่วยงาน นี่จึงเป็นเหตุให้ว่าการที่มีงานซ้ำซ้อน มีหลายหน่วยงานเข้าไปทำงานชิ้นเดียวกัน ก็เลยทำให้งบประมาณไปปรากฏอยู่ในหลายหน่วยงาน ผมเองไม่มีเวลามาศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด ผมเพียงแต่ประเมิน โดยตัวเลขทางสถิติ อย่างคร่าว ๆ ว่าตัวเลขที่ซ้ำซ้อนนี้โดยประมาณและน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสามารถที่จะปรับลดงบประมาณลงไปได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่ได้ทำ ให้โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลหรือของราชการเสียหายลงไปนั้นแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่าให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปดูให้ดี ๆ อย่าให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน หากทำให้ดี ๆ แล้ว ไม่เกิดการซ้ำซ้อนแล้วงบประมาณที่ลดลงไป ๕ เปอร์เซ็นต์ จะทำให้การใช้เม็ดเงินอย่างมี ประสิทธิภาพ แล้วไม่เป็นที่มาของการครหา ไม่ว่ากับข้าราชการเอง หรือกับนักการเมือง ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการตัดลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นไปด้วยเจตนาที่ดีนะครับ
และข้อต่อมาก็คือว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ที่จะตัดลดไปนี่ ประการที่ ๒ ของระบบ ราชการที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าผมอยากจะฝากไปยัง นักการเมืองทุกท่าน และข้าราชการทุกท่านนะครับว่าเวลาเราพัฒนาอะไรนี่ ผมว่าท่านต้อง เลือกระหว่างพัฒนาวัตถุหรือพัฒนาคน ผมว่าสิ่งชี้ขาดคือการพัฒนาคนครับท่านประธาน ไม่ใช่พัฒนาวัตถุ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าผมไปเห็น ผมดีใจ นะครับ ผมเห็น อบต. ใหญ่โตสวยสดงดงาม แต่ผมถามว่าแล้วคนเป็นอย่างไร ระหว่างการ เอาเงินทุ่มลงไปในการสร้างถาวรวัตถุอย่างที่ว่านี่นะครับ กับการเอาเงินทุ่มลงไปในการ พัฒนาคุณภาพของคนเอาแบบไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า สังคมไทยอาจจะต้องจูน (Tune) ใหม่แล้วนะครับ จากที่เกิดการสมดุลระหว่างการสร้าง ถาวรวัตถุกับการพัฒนาคน เพราะฉะนั้นเรื่องการสร้างถาวรวัตถุผมไปดูแล้วมันปรากฏอยู่ใน งบประมาณจำนวนมากมายเลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้ผม กราบเรียนท่านประธาน แต่ถ้าท่านประธานจะถามผมว่าคุณหมอครับมีเหตุผลอะไรในการ ปรับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือมีงานซ้ำซ้อนครับท่านประธานครับ อันที่ ๒ ก็คือผมอยากจะให้ลด การสร้างถาวรวัตถุทั้งหลาย แต่เอาเงินที่ได้มา ๕ เปอร์เซ็นต์ มาพัฒนาคนได้ไหมครับ
นี่คือประการที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไป ผมได้กราบเรียน ท่านประธานแล้วนะครับว่าระบบราชการของเรามีสิ่งที่ดีงามมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ท่านต้องเห็นนะครับว่ามันก็มีจุดอ่อนข้อบกพร่องที่เราต้องช่วยกันแก้ไข ราชการเองก็ต้องแก้ นักการเมืองเองก็ต้องเข้าไปช่วยกันแก้ ก็คือว่าเราขาดการยกระดับศักยภาพ เราขาดการให้ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง เราขาดการใช้ระบบจิตวิทยา เราขาดการอัดฉีดพลังใจนะครับ เพราะว่าราชการในนั้นจะมีแรงงานเฉื่อยงานซ่อนตัวอยู่นะครับ และมีความเสื่อมทรุดทาง กำลังใจซ่อนตัวอยู่บ้างในบางระดับ เราจะต้องมีหน้าที่ในการที่จะไปช่วยเหลือนะครับ เพราะฉะนั้น ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ผมปรับลดไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ๑. ผมอยากจะเอาเงินดังกล่าวไปอบรม ไม่เรียกว่าอบรมดีกว่านะครับ เรียกว่าเพิ่มศักยภาพ ในการทำงานของข้าราชการ ท่านประธานครับผมเคยมีคำถามกับตัวเองตลอดเวลาว่า วิชาจิตวิทยาทำไมเมืองไทยมันยังไม่ค่อยรุ่งเรืองท่านประธาน หากไปดูในประเทศยุโรปหรือ ในประเทศอเมริกาวิชาจิตวิทยาเขารุ่งเรืองมาก เพราะวิชาจิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาว่า ทำอย่างไรทำให้คนมีกำลังใจมองโลกในแง่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมโลก เพื่อนร่วมงาน และคนที่มารับบริการจากเรา เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธาน อย่างไรละครับว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ผมอยากจะตัดลดลงมา อยากให้ท่านประธานเอาไปพัฒนา ศักยภาพของระบบราชการ ซึ่งอันนี้จะสอดคล้องแล้วเป็นการเตรียมรับกับการที่ประเทศไทย จะเข้าเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นะครับ ท่านประธานแน่นอนครับ ปี ๒๕๕๘ ที่เรา จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่เราจะต้องทำ เช่น ไปปรับ โครงสร้าง ไปจัดระบบ ไปออกกฎหมาย แต่ที่สำคัญที่สุดผมยังกราบเรียนท่านประธานแล้ว ก็คือว่าคน ซึ่งผมดีใจมากที่ต้องขออนุญาตท่านประธานเอ่ยนาม ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการของเรา ท่านประกาศโครงการให้ใช้ภาษาอังกฤษ ๑ วันทุกโรงเรียน ทั่วประเทศ ผมสนับสนุนครับ และอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนะครับว่าอย่าแค่วันเดียวเลยครับ เอาสัก ๓ วันได้ไหม แต่ไม่ได้ หมายความว่าให้เราลืมภาษาไทยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานเห็นไหมครับว่าเราเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวมาพัฒนาคุณภาพของข้าราชการของเราทั้งระบบ เหลืออีก ๓ ปีเท่านั้น นะครับ ปี ๒๕๕๕ ก็เข้ามาแล้ว เดี๋ยวแป๊บเดียวก็สิ้นปีแล้ว ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ เราก็ต้องเป็นแล้ว เพราะฉะนั้นข้าราชการต้องแข็งแรง แล้วคุณภาพของเด็กของเราก็ต้อง แข็งแรงด้วย เพราะฉะนั้น ๕ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวนี้จะใช้ประโยชน์ในการที่จะพัฒนาระบบ ราชการนะครับ และขณะเดียวกัน ๕ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวเป็นจำนวนเงินเป็นแสนล้านบาท นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปบริหารจัดการดี ๆ เราสามารถเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าว ไปพัฒนาศักยภาพของประชาชนที่ยากจนได้ด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน และที่สำคัญอย่างหนึ่งนะครับท่านประธานครับ ในขณะนี้โลกเขาเข้าสู่ยุค เขาเรียกว่า สื่อสารสนเทศแล้วนะครับ ไอที ดังนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพนะครับ ผมไปติดต่องานราชการกับเจ้าหน้าที่ราชการจำนวนมาก ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ไม่ใช่ต้องการที่จะไปทำลายบั่นทอนหรือไปดูเบาข้าราชการ ไม่ใช่นะครับ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าข้าราชการของเราที่มี ความสามารถในการใช้ไอทีอย่างคล่องแคล่วว่องไว ถามท่านประธานเถอะครับว่ามีถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ผมเชื่อว่าไม่มี มีไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ถึงเวลาแล้วหรือยังในการที่ จะเอาข้าราชการทุกคนไม่ว่าในหน้าที่ไหน กระทั่งภารโรงนะครับ ขออนุญาตด้วยความเคารพ ไม่ใช่ไปดูเบาเขา กระทั่งภารโรงขึ้นไปน่าจะใช้ไอทีได้แล้วเพื่อตอบรับในปี ๒๕๕๘ ซึ่งทุกอย่างมันจะฟรีโฟลว์ (Free flow) นะครับ หากว่าเราไม่พัฒนาคนแล้วเราจะไปรับมือกับปี ๒๕๕๘ ได้อย่างไร ประชาคมอาเซียน แล้วเราจะไปรับมือกับการต่อสู้ในระดับโลกอย่างไร ในวันนี้โลกไม่ได้ต่อสู้ ด้วยอาวุธแล้วครับ โลกต่อสู้ด้วยสติปัญญา โลกต่อสู้ด้วยคุณภาพของคน โลกต่อสู้ทางด้าน เศรษฐกิจครับ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่อยากจะใช้เวลาท่านประธานมาก แต่จริง ๆ มีสิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานอีกเยอะแยะนะครับ แต่ว่าผมขออนุญาตที่จะยุติ ผมเพียงแค่นี้ก่อนเพื่อที่จะกราบเรียนให้ท่านประธานเห็นว่าเราสามารถตัดลดงบประมาณลงมา ๕ เปอร์เซ็นต์ได้ ไม่ใช่เนื่องจากเราไม่แน่ใจว่าเราจะเก็บภาษีได้ ไม่ใช่ เศรษฐกิจของเรามีแต่ จะแข็งแกร่งไปเรื่อย ๆ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเขายอมรับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลาย ๆ ท่านเขาพยายามพยากรณ์ถ้ามองในแง่ดีคือว่าเขามองโลกในแง่ร้าย ถ้ามองในแง่ร้ายก็คือว่า พวกนี้มีทัศนคติที่เป็นลบต่อประเทศไทย ไม่ใช่เป็นลบต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะครับ คุณพูดได้ อย่างไรว่าประเทศไทยจะล่มจม คุณพูดได้อย่างไรว่าเศรษฐกิจจะหายนะ มีคนเขาบอกว่า อเมริกาจะเสียหาย ยุโรปจะเสียหาย แล้วไทยต้องไปส่งที่อเมริกา ต้องส่งไปที่ยุโรปก็เลยทำให้ ประเทศไทยจะพังทลายหรือเสียหายทางเศรษฐกิจ พวกนี้นี่นะมีทัศนคติที่เป็นลบต่อประเทศไทย อย่างรุนแรง จึงกราบเรียนท่านประธานว่าเราต้องชำระสะสางทัศนคตินี้ด้วยในการอภิปราย งบประมาณเที่ยวนี้ นอกจากนี้ก็เป็นการเตรียมสำหรับปี ๒๕๕๘ ผมก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ