สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณทั้งหมด 2.38 ล้านล้านบาท เนื่องจากกรอบความคิดการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมีส่วนต่างระหว่างรายจ่ายและรายได้มากเกินไป พร้อมเสนอการแก้ไขงบประมาณ 2.38 ล้านล้านบาท โดยตัด 10% และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาคุณภาพดิน และหนี้สินเกษตรกรที่ยากจน

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมได้ขอ แปรญัตติในมาตรา ๓ เพื่อขอปรับลดงบประมาณลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในวงเงินงบประมาณ ทั้งหมด ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

ในประเด็นที่ ๑ การจัดสรรงบประมาณที่นำเสนอให้กับสภานี้ แล้วก็มีการ แปรญัตติมา เป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง นั่นหมายความว่า รายได้กับรายจ่ายที่รัฐบาลได้ประมาณการไว้นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เหตุผลที่ สำคัญก็คือว่ากรอบความคิดของการจัดสรรงบประมาณของท่าน โดยเฉพาะของรัฐบาล เป็นกรอบความคิดที่ถือว่าประเทศไทยวันนี้ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้มีเหตุการณ์วิกฤติ ถึงแม้ว่าท่านได้ผ่านสภาวะของน้ำท่วมเกือบทั้งประเทศมาแล้ว แต่การจัดสรรงบประมาณก็ดู เหมือนว่าจะเป็นการจัดสรรตามกรอบปกติเป็นหลัก ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมอยากจะ ขออนุญาตชี้ประเด็นที่สำคัญ ๆ ยืนยันว่าความคิดตรงนี้ผิดอย่างไร

ในประเด็นแรก นี่นะครับ งบประมาณรายจ่ายกำหนดไว้อยู่ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท แล้วก็งบประมาณรายได้ท่านประมาณการหลังจากหักหมดทุกอย่างแล้วท่านจะจัดเก็บได้ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท ส่วนต่างตรงนี้ท่านก็บอกว่าท่านจะไปกู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือ ตรรกะของท่าน

ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าวันนี้ใครก็รู้ว่ากิจการธุรกิจต่าง ๆ ที่เป็นฐานภาษีของ รัฐบาลไม่ได้เป็นอยู่ในสภาวะปกติ อย่างน้อย ๑ ไตรมาสผ่านไปแล้วธุรกิจไม่ได้ทำอะไรเลย ภาษีที่ท่านบอกว่าท่านจะเก็บได้จากกำไร ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพากรหรือว่าส่วนที่เป็น สรรพสามิตที่เป็นอากรต่าง ๆ ก็ตาม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น การประมาณรายได้ ๑.๙๘ ล้านล้านบาทนั้นคงจะไม่เป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงคิดว่าสิ่งที่ ควรจะต้องทำก็คือการปรับลดประมาณการรายได้ของรัฐบาลลง ซึ่งตัวเลขที่อนุรักษ์ที่สุดแล้ว คิดน้อยที่สุดแล้ว ผมคิดว่าถ้าท่านเก็บได้ถึงร้อยละ ๙๐ ในปี ๒๕๕๕ นี้ก็ถือว่าท่านเก่งมาก แล้ว ถ้าท่านประเมินว่าเก็บได้ต่ำจากเป้า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่า ท่านจะเก็บได้ประมาณ ๑.๗๘ ล้านล้านบาท ด้วยตัวเลขอันนี้เองส่วนต่างของรายได้กับ รายจ่ายก็จะอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และท่านกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะ ขาดอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตฝากไปยัง กรรมาธิการเพื่อเรียนกับรัฐบาลนะครับ ผมบอกกับท่านได้เลยว่าในกลางปีที่จะถึงนี้รัฐบาล จะต้องกู้เงินเพิ่มอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และวันนี้ผมได้หยิบยื่นทางออกให้กับท่าน ตัดงบประมาณตรงนี้ลง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ผมได้ นำเสนอ แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ท่านก็จะไม่มีปัญหาทางด้านการกู้ในตอนกลางปีนะครับ แล้วถ้า กลางปีท่านกู้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราคงจะอภิปรายกันดุเดือด เพราะว่าเราได้เตือนหลายครั้ง แล้วว่าสถานะทางเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้าของประเทศของเราวันนี้ไม่อยู่ในสภาวะปกติ แต่เป็นวิกฤติ แล้วก็ดูเหมือนรัฐบาลของท่านเกลียดคำว่า วิกฤติ เหลือเกิน เพราะว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอว่าขอให้มองว่าวิกฤติน้ำท่วมเป็นวิกฤติและบริหารอย่างวิกฤติ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองท่านไม่รับไม่เป็นไรครับ แต่อันนี้เรื่องของชาติบ้านเมือง ท่านจะต้องรับผิดชอบงบประมาณตรงนี้ และผมบอกเลยว่าท่านจะต้องกู้เพิ่มอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ในตรงนี้เองเข้ามาสู่ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจำเป็นจะต้องตัดเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าในการจัดสรรงบประมาณตามกรอบความคิดว่าประเทศไม่ได้เป็นวิกฤติ ประเทศปกติ ท่านก็จัดงบประมาณแบบปกติ ผมนั่งฟังมาวันนี้ ๑๐ ชั่วโมงแล้วนะครับ คำตอบของกรรมาธิการที่ชี้แจง ท่านจัดสรรงบประมาณทุกประเภทละครับ แต่คำตอบ มีอย่างเดียว ไม่พอครับท่านประธานครับ ที่ท่านให้งบประมาณท่านให้ในรายการต่าง ๆ ทุกประเภทท่านให้หมดเลย ไม่ว่าจะป้องกันน้ำ ไม่ว่าจะเรื่องคน ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับการ สร้างถนนหนทาง ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ ท่านให้หมดครับ แต่ไม่ พอครับ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาทางแนวความคิดของรัฐบาล ผมขออนุญาตนำประเด็นที่ สำคัญ ๆ สัก ๔-๕ ประเด็น เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ผมพูดว่าเป็นจริงอย่างไร

ประการแรก รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาว่าจะสร้างเศรษฐกิจที่มี โครงสร้างที่สมดุลเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศของเรา ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีมากครับ แต่ถ้าท่านมาดูงบประมาณที่ท่านจัด ในการที่จะปรับโครงสร้างเข้าสู่ความสมดุล วันนี้ทุกคน ทราบกันดีอยู่ว่าจีดีพีของประเทศ อุตสาหกรรม บริการและเกษตรมาอยู่ที่ ๗๐ ๒๐ แล้วก็ ๑๐ นะครับ และทุกคนก็รู้นักวิชาการพูดมาตลอดเวลาว่าประเทศไทยเราจะมีความสมดุล และเข้มแข็งยั่งยืนในระยะยาว จีดีพีอุตสาหกรรม บริการและเกษตรจะต้องอยู่ที่ ๔๐ ๓๐ ๓๐ คำถามก็คือว่างบประมาณที่ท่านจัดในทุกกระทรวงเพื่อปรับโครงสร้าง ๓ ตัวนี้ ของประเทศท่านจัดเพียงพอหรือไม่ ผมขอลงไปสู่ในรายละเอียดนะครับ

ในเรื่องแรก การเพิ่มภาคผลิตทางการเกษตร ถ้าเราคิดจีดีพี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ๓๐ เปอร์เซ็นต์จีดีพี หมายความว่าภาคเกษตรจะต้องโตอย่างน้อย ๒-๓ เท่า ท่านทำ อะไรบ้างครับ ทุกคนทราบดีว่าภาคการเกษตรจะเติบโตได้ ๑. น้ำต้องถึง นี่ยังไม่ต้องพูดถึง แค่ลำพังเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วมท่านก็แก้ไม่ได้แล้ว พูดถึงการขยายเขตชลประทาน ท่านขยายเท่าไรครับ งบประมาณที่ท่านใส่เข้าไปเป็นเท่าไร พอหรือไม่

ส่วนที่ ๒ งบประมาณในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพดิน วันนี้ที่ดินในอีสาน นับล้าน ๆ ไร่เค็มหมดแล้วนะครับ ที่จะทำการเพาะปลูกและผลผลิตต่อไร่ของเราตกต่ำมา โดยตลอดท่านใช้งบประมาณเท่าไรครับ กรมพัฒนาที่ดินใช้งบประมาณไม่กี่พันล้านเอง ในการที่จะแก้ไขคุณภาพดินของเรา และยิ่งไปกว่านั้นที่เป็นปัญหาเร่งด่วนมากคือปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่ยากจน วันนี้กว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนที่เป็นหนี้กำลังถูกฟ้องล้มละลาย งบประมาณเพื่อการนี้รัฐบาลของ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้งงบประมาณไว้ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ท่านตัดเหลือ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรับมาแต่ท่านตัด ตัดเหลือ ๒,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็หมายความว่าพี่น้องเกษตรกร ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนจะต้องถูกฟ้องล้มละลาย ถูกยึดที่ทำกิน ตรงนี้ท่านปฏิเสธความ รับผิดชอบไม่ได้เพราะงบประมาณของท่านจัดไว้แบบนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของการฟื้นฟู อาชีพ เราไม่ต้องการเห็นพี่น้องเกษตรกรมาเดินขบวนแล้วก็ร้องขอความช่วยเหลือจาก รัฐบาล แต่เราต้องการงบประมาณของรัฐบาลที่จะสร้างอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกรที่จะสร้าง ความเข้มแข็งและเขายืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองพึ่งตนเองได้ในระยะยาว ตรงนั้นต่างหาก คือความสมดุลของโครงสร้างทางด้านการเกษตร

ในด้านการท่องเที่ยวท่านประธานครับ การท่องเที่ยวของเราวันนี้ ทุกคน ทราบดีว่าประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าแล้วก็เป็นสิ่งที่มีความหมายมากต่อการ สร้างรายได้ให้กับประเทศของเรา ท่านไปดูงบประมาณในการที่จะรักษาแหล่งท่องเที่ยว ตามธรรมชาติของประเทศไทยของเรา ท่านจัดงบประมาณอยู่เพียง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่านั้นเอง ใน ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าลงไปดูในรายละเอียดก็จะพบว่าเป็นการใช้ งบประมาณที่ไม่มีทิศทาง ไม่มียุทธศาสตร์เลย ผมขออนุญาตเสนอความเห็นว่าการที่จะ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ได้บอกกับเราว่า ความสำเร็จของสวิตเซอร์แลนด์ที่มี คนท่องเที่ยวนับล้าน ๆ คนในแต่ละปีนั้นเขาทำ ๓ เรื่องท่านประธาน ขออนุญาต ท่านกรรมาธิการแจ้งไปยังรัฐบาลด้วย

อันแรก ก็คือเขาต้องการสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวเมื่อไปอยู่ที่ แหล่งท่องเที่ยว ประการที่ ๒ สร้างความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว และประการที่ ๓ คือสร้างความสะอาดของแหล่งท่องเที่ยว ท่านประธานครับ ผมตั้งคำถามว่ามีงบประมาณ สักกี่ล้านบาททำเพื่อการนี้ กระจายอยู่กระทรวงไหนก็แล้วแต่ท่านรวบรวมให้ดูสิครับ ตรงนั้น เป็นปัญหาในเรื่องของกรอบความคิดจริง ๆ

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ที่เป็นปัญหาทางความคิดก็คือการเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม วันนี้เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องการฟื้นฟูนิคม อุตสาหกรรมที่มีปัญหาจากเหตุการณ์น้ำท่วม และงบประมาณความเสียหายในภาคเอกชน ไม่ได้เท่ากับที่รัฐบาลบอก ถ้าท่านไปดูในรายงานของธนาคารโลก รายงานของไอเอ็มเอฟ รายงานของสถาบันการเงินต่างประเทศ นิคมอุตสาหกรรม ๗ แห่ง สูญเสียไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เป็นอย่างที่รัฐบาลบอกแต่ประการใด และตรงนั้นไม่ใช่ หมายความว่าเอกชนเขาจะซ่อมโดยไม่ต้องเสียเงิน เขาจะต้องเอาเงินในกระเป๋าของเขา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมาซ่อม ตรงนั้นจะเป็นปัญหาต่อการขยายกิจการแล้วก็ปรับปรุง เทคโนโลยีของเขา ในเวลาเดียวกันการลงทุนเพื่อการสร้างเทคโนโลยีทางด้านการผลิตของ ประเทศไทยแทนการพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ เมื่อสักครู่ท่านบอกว่างบลงทุน ท่านไม่ได้ตัดเลย ใช่ครับ ถูกต้องของมหาวิทยาลัยงบอาร์แอนด์ดี (R&D) ท่านไม่ได้ตัด แต่ท่านประธานท่านทราบไหมว่างบอาร์แอนด์ดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติ รัฐบาลอภิสิทธิ์เสนอ ไว้ว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท กรรมาธิการอนุมัติตามรัฐบาลเสนอมา ๘๓๓ ล้านบาท ผมขออนุญาต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถ้าท่านทำข้อมูลโดยเฉลี่ยงบวิจัยของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพียงแห่งละ ๓๓ ล้านบาทต่อปี ประเทศไทยน่าขายหน้าไหมครับท่านประธาน ให้งบประมาณเพื่อการวิจัย มหาวิทยาลัยละ ๓๓ ล้านบาท ผมบอกท่านประธานเลยนะครับ มหาวิทยาลัยราชภัฏได้ แห่งละโดยเฉลี่ยประมาณ ๑.๕ ล้านบาท มหาวิทยาลัยราชภัฏได้ ๑.๕ ล้านบาท งบวิจัย งบของสถาบันทางด้านอาชีวะทั้งหมดของประเทศไทยหลายสิบแห่งได้ทั้งหมด ๗๔ ล้านบาท นี่คือความภาคภูมิใจที่ท่านบอกว่างบวิจัยของเราเราไม่ได้ตัดเลย ผมไม่ได้ห่วงที่ท่านไม่ได้ตัด แต่ผมบอกว่าท่านให้น้อยเกินไป ที่ท่านให้น้อยเกินไปเพราะความคิดท่านมีปัญหา ท่านประธานครับ

ในประการที่ ๔ ก็คือในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น การสร้างทักษะ ฝีมือแรงงานทางด้านอาชีวะเป็นเรื่องที่สำคัญเหลือเกิน วันนี้เรามีแรงงานอาชีวะอยู่ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน งบประมาณที่ท่านจะพัฒนาทักษะผมอ่านหมด ท่านพัฒนาได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คน แต่ในการพัฒนาอาชีวะทักษะที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมท่านต้องทำอย่างน้อย ๒๔๐,๐๐๐ คน เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านบอก ท่านมีงบเพื่อยกทักษะฝีมือแรงงานถูกต้องท่านมี แต่ท่านมีสำหรับ ๑๐,๐๐๐ คน ๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งไม่พอครับ มันเพียงร้อยละ ๑๐ ของความต้องการของประเทศของเรา และตรงนี้ใช่ไหม ครับที่บอกว่าความคิดของท่านยังเป็นความคิดที่อนุรักษ์นิยมมากในการจัดทำงบประมาณ ของเรา ในเรื่องของการตั้งกองทุนตั้งตัวได้นะครับ ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตตั้ง เป็นข้อสังเกตในประเด็นของความโปร่งใสที่สำคัญมาก เป็นนโยบายที่ดีที่ท่านได้ตั้ง งบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยให้บัณฑิตใหม่สามารถที่จะมีเงินทุนไปตั้งตัวได้ แต่ตัว ที่ทำให้คนสงสัยอย่างยิ่งคือท่านไปตั้งที่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางที่ กระทรวงอุตสาหกรรมครับ คำถามอันเดียวครับทำไมไม่ตั้งที่สำนักงานการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการซึ่งเขามีหน้าที่โดยตรง แล้วก็เคยจัดงบประมาณประเภทนี้มาแล้วด้วย เขา มีระบบ เขามีกติกาของเขาชัดเจน ท่านย้ายไปที่นั่นทำไมครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราเข้าใจกัน ได้ว่าท่านคงอยากจะให้มหาวิทยาลัยไปคุกเข่าแล้วก็ขอโครงการจากท่านใช่หรือไม่ ต่อคณะกรรมการต่อบอร์ด (Board) ของคณะกรรมการวิสาหกิจนั้นใช่หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมขออนุญาตในฐานะที่เป็นผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเก่า สิ่งที่เราหวงแหนที่สุดในชีวิต การเป็นอาจารย์คือเสรีภาพทางวิชาการท่านประธานครับ เสรีภาพทางวิชาการคือปัจจัย พื้นฐานที่เป็นแกนหลักที่จะรักษาความเป็นเลิศทางวิชาการไว้ การเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญครับ แต่ต้องไม่มายุ่งเกี่ยวกับเสรีภาพในทางวิชาการ แต่การจัดงบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ไว้ที่ กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้มหาวิทยาลัยไปขอตรงนี้เป็นสิ่งที่ล่อแหลมและเป็นอันตราย อย่างยิ่ง ขอความกรุณาเถอะครับ แปรญัตติกลับไปที่ สปอ. เสีย ตั้งไว้ที่กระทรวง ศึกษาธิการ ยังไม่สายเกินไปนะครับ เพราะว่าถ้าไม่เช่นนั้นแล้วผมคิดว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป มาเดินขบวนนะครับ จะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเดินขบวน ต่อต้านรัฐบาลแล้วก็บอกว่า เสรีภาพทางวิชาการของเขากำลังถูกรุกราน ในเรื่องของการศึกษาเช่นเดียวกัน อีกเรื่องหนึ่ง คือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาท่านประธานครับ ในงบประมาณที่จัดตั้งไว้ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสภาแห่งนี้คือ ๑๑,๕๐๐ ล้านบาท ไปถึงขั้นกรรมาธิการนะครับ และผมก็ได้ อภิปรายในเรื่องนี้แล้วก็ฝากกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าขอให้ท่านช่วยดูหน่อยเถอะ เรื่องนี้ขอให้ นำกลับไปอย่างน้อยเท่าเดิมคือ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอไปถึงท่านกรรมาธิการท่านตัดลงไป อีกครับ ท่านตัดลงไปอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธานครับ ตรงนี้ผมไม่เข้าใจว่าท่านมี ความคิดอย่างไรเพราะเงินกองทุนกู้ยืมหรือ กยศ. เราทราบดีครับเป็นเงินสำหรับลูกคนยากคนจน ที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่อปีไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่ท่านตัดไปตรงนี้หมายความว่าเด็กคน ยากคนจนอีกอย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ คนจะไม่มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะ ความยากจน ตรงนี้หรือครับที่เป็นแนวความคิดของการจัดงบประมาณที่ท่านบอกว่าต้องการ สร้างความสมดุลให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศของเรา ตรงกันข้ามละครับงบประมาณ ที่ท่านทำในเรื่องของการศึกษามันบอกตอกย้ำตลอดเวลาว่าท่านกำลังสร้างความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นทำในการศึกษามากยิ่งขึ้นไปอีกและเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายมากที่ผ่านมา

ประเด็นสุดท้ายที่ผมขอยกเป็นตัวอย่างยืนยันในความคิดตรงนี้นะครับ ท่านประธาน ก็คือกรณีของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนทราบกันดีว่าวันนี้ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้มีวิกฤติอย่างไร แล้วก็มีรากเหง้าของปัญหาสลับซับซ้อนเพียงใด การจัด งบประมาณด้านความมั่นคงเป็นเรื่องดีครับ ผมไม่มีข้อสงสัยในส่วนนั้น แต่ผมตั้งคำถามว่า การจัดงบประมาณใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านการศึกษาทำไมจึงน้อยเหลือเกิน เพราะทุกคนก็ทราบกันดีนะครับว่าหัวใจของความขัดแย้งคือคนครับ ถ้าคนมีอาชีพ มีความมั่นคง มีความรู้ มีความเข้าใจ สื่อสารด้วยภาษาเดียวกันได้ ความขัดแย้งไม่มีหรอกครับ แต่ตรงนี้ งบประมาณด้านการศึกษาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ท่านไม่ได้ ทำครับ ผมขอยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลยท่านประธานครับ ในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติงบประมาณเพียง ๑๔ ล้านบาทให้กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อจัดการประชุมนานาชาติทางด้านอิสลามศึกษา และมีผู้นำของชาติ อิสลามกว่า ๔๐ มหาวิทยาลัยทั่วโลกมาประชุมกัน ท่านประธานทราบไหมครับว่าหลังจาก การประชุมครั้งนั้นในการประชุมโอไอซี (OIC) ที่ผ่านมาในปีที่แล้วการวิพากษ์วิจารณ์ ประเทศไทยแทบจะไม่มีเลย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าผู้นำทางความคิดของโลกมุสลิมที่มา ประชุมกันที่จังหวัดปัตตานีเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยให้เสรีภาพกับพี่น้องมุสลิม มากกว่าชาติมุสลิมบางชาติด้วยซ้ำไป ตรงนั้นคือความภาคภูมิใจคือสิ่งที่ถูกต้องที่ประเทศไทยทำ แต่งบประมาณตรงนี้ผมเรียนท่านประธานเลยนะครับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เสนอครับ แต่กระทรวงศึกษาธิการปัดออกไปตั้งแต่ยังไม่เข้าคณะรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป ตรงนี้ผมอยากถาม ว่าไม่ใช่รัฐบาลของท่านเท่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของท่านที่รับผิดชอบ โดยตรง ท่านเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ หรือว่าท่านคิดว่าท่านมาเป็นชั่วคราวจัดซื้อจัดจ้างจบแล้ว ท่านก็จะไป เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราจะต้องทำความเข้าใจกัน ให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษาจึงเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ของเรา ความมั่นคงเป็นมาตรการในการให้เวลาที่เราจะฟื้นฟู เมื่อคนของเรา เข้มแข็ง เขามีงานทำ เศรษฐกิจของเราเข้มแข็ง ผมขอเรียนกับท่านประธานนะครับฝากไปยัง ท่านกรรมาธิการว่า พี่น้องมุสลิมเขาบอกว่าที่ท่านให้ความช่วยเหลือในการตั้งกิจการใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอคนมุสลิมเป็นผู้จัดการบุคคลบ้างได้ไหม ขอคนมุสลิมเป็น ผู้จัดการโรงงานบ้างได้ไหม หรือว่าให้คนมุสลิมเป็นได้แต่ รปภ. รักษาความปลอดภัยโรงงาน แต่เพียงอย่างเดียว พูดภาษาหยาบ ๆ ก็คือเป็นได้แต่ยามอย่างนั้นหรือเปล่า ท่านต้องการอย่าง นั้นหรือ ท่านกำลังส่งสัญญาณแบบนั้นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้นะครับท่านประธาน งบประมาณ ทางด้านการศึกษาของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมอยากขอให้ท่านทบทวน โดยเฉพาะ บทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทำเรื่องนี้ได้ดีมาก ท่านประธานครับ ผมได้บอก แล้วว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดการศึกษา ๒ ปริญญาคู่นะครับ เรียนรัฐศาสตร์ เรียนนิติศาสตร์ เรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วเรียนอิสลามศึกษาด้วย คนที่จบอิสลามศึกษาทาง รัฐศาสตร์ก็ไปเป็นนายอำเภอได้ ไปเป็นตำรวจได้ อย่างนี้เป็นต้น และแนวความคิดอันนี้ ก็กำลังขยายไปสู่การเรียนพยาบาล การเรียนเกษตร การเรียนวิศวะ แล้วก็การเรียนแพทย์ อันนี้คือแนวความคิดที่ถูกต้อง แต่ปรากฏว่าไม่ได้ปรากฏในงบประมาณของท่านเลย และไม่ได้ วี่แววในสิ่งเหล่านี้เลย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสรุปครับ ที่ผมต้องตัดงบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่ากรอบความคิดของการจัดทำงบประมาณนี้ที่ถือว่า ประเทศของเรายังอยู่ในสภาวะปกติเป็นความคิดที่ผิด ประเทศของเราวันนี้อยู่ในวิกฤติ และเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันให้เราผ่านวิกฤติไปได้ และที่ผมต้องตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็เพราะว่างบประมาณตรงนี้รายได้ที่ท่านจะเก็บได้ไม่จริงตามนั้น

ประการที่ ๒ งบประมาณที่ท่านจัดในการแก้ไขปัญหาตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ไม่ตรงกับปัญหาและความต้องการของประเทศและของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และที่สำคัญก็คือไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ท่านแถลงไว้ต่อสภา ของท่านนายกรัฐมนตรี ว่าเราจะสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล งบประมาณนี้ผมย้ำเลยนะครับ จะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ไม่สมดุล จะสร้างความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมที่มากขึ้นในสังคมของเรา

ประการที่ ๓ งบประมาณนี้ไม่โปร่งใสครับ มีวาระแฝงเร้น ตัวอย่างชัดเจน ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องของกองทุนตั้งตัวได้ ที่ไปไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านกำลังจะทำลาย เสรีภาพทางวิชาการ ท่านต้องการการอนุมัติที่ไม่มีการตรวจสอบ เพราะที่มหาวิทยาลัยเขามี การตรวจสอบกันทุกขั้นทุกตอนในการจัดสรรงบประมาณ และที่สำคัญก็คือว่างบประมาณนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพคนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ในเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงาน ในเรื่องของคนยากคนจน ในเรื่องของ เกษตรกรที่เป็นหนี้อยู่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหมด ผมจึงขออนุญาตที่จะตัดงบประมาณ ๒.๓๘ ล้านล้านบาทลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และผมเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลเห็นด้วยแล้วทำ และถึงตอนนั้นท่านไปกู้เงินมาใหม่ แล้วทำโครงการที่ตรงกับ ปัญหาที่เป็นวิกฤติจริง ตรงนั้นต่างหากครับคือการแก้ไขปัญหาและกรอบความคิดที่ควร จะเป็น ขอขอบพระคุณครับ