สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

ไพโรจน์ ตันบรรจง หารือเรื่องงบประมาณ โดยอธิบายการปรับลดงบประมาณลง 2,000 ล้านบาท และมอบเงิน 9,500 ล้านบาท ให้กับกองทุนการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระบบเทคโนโลยีเพื่อการจัดการการควบคุมตรวจสอบป้องกันการทุจริต และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน

นายไพโรจน์ ตันบรรจง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายไพโรจน์ ตันบรรจง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอชี้แจงให้กับทางท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติที่ได้ซักถามในตอนเช้า ใน ๒ ประเด็นนะครับ คือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกรรมาธิการ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอรรถวิชช์ สุวรรณ ภักดี ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ ในประเด็นของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ในประเด็นนี้ท่านสมาชิกมีความเป็นห่วงว่า ทำไมอนุกรรมาธิการไอซีที ซึ่งได้รับมอบหมายให้ ดูแลกำกับงบประมาณของกองทุนต่าง ๆ ซึ่ง กยศ. อยู่ในความดูแลของอนุกรรมาธิการไอซีที อยู่แล้วนะครับ ท่านประธานครับ สำหรับเงินงบประมาณของกองทุนเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ในปี ๒๕๕๕ นี้ เราได้ตั้งไว้ ๑๑,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งปรับลดมาจากการที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ตั้งเอาไว้ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนั้นเราได้มาทำการปรับลด ตามนโยบายของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งในวงเงิน ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทนี้ คณะกรรมาธิการได้ปรับลดลงเป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ได้ตั้งงบประมาณไว้ ให้กับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในเงินจำนวน ๙,๕๐๐ ล้านบาท เหตุผลก็เนื่องมาจากว่า อย่างที่ท่านคณะกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คงรับทราบดีว่า ในการจัดการ งบประมาณของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ในครั้งนี้ เรามีระยะเวลาการใช้เงินงบประมาณเพียง แค่เวลา ๗ เดือนนะครับ เราก็ได้พิจารณาตัดลดลงไปเป็นเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยเหตุผล ที่ว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๕ นี้เราจะมีเงินให้กับกองทุนได้ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้กู้ยืม เป็นจำนวน ๑,๙๕๗,๘๑๖ ราย ด้วยเงิน ๒ ก้อน ในก้อนแรกก็คือในเทอมที่ ๒ ของปี ๒๕๕๔ จำนวนเงิน ๒๑,๓๕๖ ล้านบาทครับ เป็นผู้ให้กู้ยืมรวมทั้งหมด ๙๙๖,๖๕๒ ราย แล้วในส่วนที่ ๒ ก็คือเทอมแรกของปีการศึกษา ๒๕๕๕ เป็นเงิน ๒๒,๐๓๙ ล้านบาทนะครับ ผู้กู้ยืมมีทั้งหมด ๙๙๑,๑๖๔ ราย ดังนั้นเงินงบประมาณที่ทางกองทุนจะมีสำหรับให้กับนักเรียน นักศึกษาได้ กู้ยืมเพื่อการศึกษาในครั้งนี้ รวมเป็นเงินทั้งหมด ๔๓,๓๙๕ ล้านบาท ในเงินจำนวนนี้มาจาก ที่ไหนครับ ก็มาจากว่าเราพิจารณาจากเป้าหมายการให้กู้ยืมนี้ แล้วก็เงินดำเนินการ จากปี ๒๕๕๔ ซึ่งกองทุนกู้ยืมได้ใช้ไปประมาณ ๓๔,๐๒๓ ล้านบาท ดังนั้นในปีนี้ทาง คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาแล้วว่าในจำนวนดังกล่าว ๑,๙๕๗,๘๑๖ รายนี้จะได้รับเงินกู้ยืม ไปประมาณ ๔๓,๓๙๕ ล้านบาท มาจากเงินรายได้สมทบที่กองทุนจะได้มาจากการที่ นักศึกษาได้มอบกลับคืนมาให้ เป็นเงินจำนวน ๓๓,๘๙๕ ล้านบาท บวกกับ ๙,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการงบประมาณได้มอบให้กับกองทุนการศึกษาในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ นี้ ดังนั้นเงินจำนวน ๔๓,๓๙๕ ล้านบาท ซึ่งจะเป็นเงินที่ทางกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ไป ดำเนินการตามงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ครับ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๒ มีท่านสมาชิก หลายคนได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็บางท่านก็ได้ชี้แจงมาเป็นห่วงเรื่องของงบประมาณ รายจ่ายทางด้านไอซีทีของกรมสรรพสามิต ก็คือโครงการรถคันแรก ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสได้มี รถคันแรกได้ใช้ ซึ่งทางกรมสรรพสามิตได้ของบประมาณเพื่อที่จัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์เป็น เงินจำนวน ๑๐๐ ล้านบาท ดังนั้นคณะอนุกรรมาธิการไอซีทีได้พิจารณาแล้ว และได้เข้าร่วม นำเสนอเรื่องเข้าพิจารณากับกรรมาธิการคณะชุดใหญ่ของงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ นี้ อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า นโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้จะมี ผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก มีผู้สอบถามสิทธิประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ผู้ที่จะมีสิทธิ ซื้อรถยนต์คันแรกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ราย ดังนั้นการที่กรมสรรพสามิตขอซื้อระบบ คอมพิวเตอร์ในระบบนี้ เพื่อที่จะไปใช้ในการตรวจสอบสิทธิ การตรวจสอบรถยนต์ การขอใช้ สิทธิ การแก้ไขรายการ การขอยกเลิกและการขอคืนเงิน โดยกรมสรรพสามิตเองจะต้อง ทำงานบูรณาการท่านประธานครับ บูรณาการเพื่อที่จะดำเนินการโครงการนี้ ร่วมกับกรมการ ปกครอง กรมการขนส่งทางบก กรมบัญชีกลาง กรมศุลกากร ซึ่งเราจะต้องทำรายการ มากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ รายการครับท่านประธาน แล้วก็ในขณะนี้กรมสรรพสามิตเองก็กำลัง ของบุคลากรมี ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน ซึ่งจะต้องดูแลรับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีปีหนึ่ง ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ในส่วนนี้เองกรรมาธิการก็ได้พิจารณาแล้วว่าประเทศไทยของเราก้าวเข้ามาสู่ ในยุคของโลกของสังคมองค์ความรู้ ผมก็เลยมีข้อคิดเห็นกับคณะกรรมาธิการด้วยว่า เราจะใช้ แต่เฉพาะระบบบุคลากร ระบบแมนนวล (Manual) อย่างเก่ามันคงเป็นไปไม่ได้แล้วมันจะช้า ต่อเหตุการณ์ แล้วก็ในการที่เราจะลงทุน ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อจะซื้อระบบจัดหาระบบ เพื่อที่จะทำการควบคุมตรวจสอบป้องกันการทุจริตในโครงการรถคันแรกเป็นเวลา ๕ ปีนี้ ต้องมีความโปร่งใส แล้วก็เป็นการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อให้มีการสนองตอบต่อนโยบายของ รัฐบาล แล้วก็พี่น้องประชาชนจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เพื่อที่จะเข้ามาดำเนินการในวันนี้ เป็น การจัดระบบแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) เพื่อที่ให้สังคมของเราได้ใช้ระบบ เทคโนโลยีเพื่อให้การจัดการได้สะดวกขึ้น แล้วก็ถ้าเกิดเราจะหลีกเลี่ยงเพื่อที่จะไปใช้บุคลากร หรือว่าใช้แมนนวลอย่างเดียว ในที่สุดแล้วผมคิดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่า เราต้อง คำนึงถึงระยะเวลายาว ระยะเวลาต่อไปที่หลังจาก ๕ ปีแล้วระบบนี้เรายังเอามาใช้ได้อีก รัฐบาลอาจจะไปใช้เชื่อมกับระบบวิเคราะห์ภาษีนะครับ แล้วก็นำไปใช้ในการจัดเก็บภาษีของ กรมสรรพสามิต แล้วก็ต่อยอดหรือพัฒนาระบบงานหลักสินค้ารถยนต์ของกรมสรรพสามิต ระบบงานราคาต่าง ๆ พร้อมทั้งเอาไปเชื่อมโยงกับระบบเอ็นเอสดับเบิ้ลยู (NSW) ก็คือเนชั่นแนล ซิงเกอร์ วินโดว์ ซึ่งเชื่อมโยงกับกรมศุลกากรแล้วก็ระบบฐานข้อมูลภาษีรถยนต์ต่อไป จากที่ ถ้ารัฐบาลได้นำเอาโครงการนี้มาใช้แล้วเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนแล้ว ในอนาคต ข้างหน้าจะมีการทำให้โครงการนี้เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีรถคันแรกแล้วก็นำเอา ผลพวงของนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ภาษีของเราในการจัดเก็บของกรมสรรพสามิต อย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคลสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ พร้อมทั้ง การขยายตัวทางด้านการผลิตและจำหน่ายอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมยางรถยนต์ กระจก เครื่องปรับอากาศ แบตเตอรี่ และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังจะมี การจ้างงานในภาคของการผลิต มีคณะกรรมาธิการหลายท่านแล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านมีความเป็นห่วงว่าทำไมเราไม่ใช้ระบบแมนนวล ไม่ใช้ระบบบุคลากร แต่ผมคิดว่าขณะนี้สังคมองค์ความรู้ของเรา เราต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ แล้วก็เป็นการเสริมสร้างเทคโนโลยีให้กับประเทศ ซึ่งในปี ๒๕๕๘ เราก็จะเข้าเป็นสมาชิก ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว เราต้องพร้อมสร้างพื้นฐานในการใช้ระบบไอที ให้ครอบคลุมไปเพื่อให้ใช้ประโยชน์อย่างรวดเร็วครับ ดังนั้นเราจึงได้ปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จาก ๑๐๐ ล้านบาท ดังนั้นในส่วนของงบประมาณต่าง ๆ ที่ได้ จัดแจงมานะครับไม่ว่าจะเป็นค่าสัมมนา ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าระบบพัฒนาอบรมการใช้จ่าย ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล้วก็ค่าพัฒนาระบบของกรมการขนส่งต่าง ๆ เราเอามาพิจารณา รวมกันแล้วแต่ว่าที่เราตัดงบไป ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จาก ๑๐๐ ล้านบาท ก็เนื่องมาจากที่เราได้ตั้งเกณฑ์ไว้ของคณะอนุกรรมาธิการไอซีที ว่าระบบคอมพิวเตอร์หรือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เราจะตัดไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับ งบประมาณปีนี้เพื่อที่จะนำไปช่วยให้รัฐบาลได้นำเงินไปใช้ในการที่เป็นประโยชน์และฟื้นฟู ประเทศต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ