ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล หารือเรื่องการจัดเก็บรายได้ประจำปีงบประมาณ 2555 ของรัฐบาลที่อาจจะยากลำบาก เนื่องจากภาวะเหตุการณ์มหาอุทกภัย แต่ยังมีรายได้เพียงพอตามที่ประมาณการไว้ และเสนอแนวทางแก้ไขเศรษฐกิจ เช่น การจ่ายเงินชดเชยให้กับประชาชน การให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการเปิดให้ธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารจัดการหนี้ของประเทศและเสนอแนะวิธีการที่จะช่วยลดหนี้นี้ด้วยการขายล็อตที่ราคาถูก และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้อภิปรายในประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ ในแง่ของภาพรวมของการทำ งบประมาณ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมคิดว่าผมสมควรที่จะชี้แจงครับ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความ เข้าใจผิดต่อสาธารณะ
ประเด็นแรก ครับท่านประธาน มีผู้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการ จัดเก็บรายได้ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ของทางรัฐบาล ซึ่งได้ตั้งเป้าเอาไว้ ๑.๙๘ ล้านล้านบาทนั้นว่าอาจจะมีความยากลำบาก อาจจะไม่น่าจะเป็นไปได้ ในประเด็นนี้ ท่านประธาน ผมขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ครับว่า ต้องยอมรับนะครับว่าภาวะเหตุการณ์ มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้การจัดเก็บรายได้ของทางรัฐบาลในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เป็นเรื่องที่ท้าทายทีเดียวนะครับ แต่อย่างไรก็ดีครับ ตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือขณะนี้รายได้ของ รัฐบาลสำหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๕ นั้น ก็คาดว่าจะยังสามารถจัดเก็บได้ตามที่ประมาณการไว้ โดยมีเหตุผล ๔-๕ ประการด้วยครับท่านประธาน
ประการแรก ถ้าดูการเก็บจริง ถึงแม้จะเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติมหาอุทกภัยแล้ว ก็ตาม ใน ๒ เดือนแรกของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ คือช่วงเดือนตุลาคมแล้วก็ช่วง เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ นั้น รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้สุทธิ ๒๖๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ สูงกว่าประมาณการประมาณ ๒,๘๓๗ ล้านบาท หรือสูงกว่าร้อยละ ๑.๑ นอกจากนี้ การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็สูงกว่าประมาณการครับ สูงกว่าประมาณการนั้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านบาทเศษ
ประการที่ ๒ การดำเนินการในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจในการเยียวยา ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ในการที่จะทำให้พวกธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งการผลิตสะดุดไป ชั่วคราวนั้นกลับคืนเข้ามาอยู่ในภาวะปกติโดยเร็วที่สุดนั้นทางรัฐบาลได้มีมาตรการดำเนินการ หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจ่ายเงินชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับความ เสียหายโดยตรง ในการที่จะเปิดให้ธุรกิจมีการนำเข้าเครื่องจักร แล้วก็อุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อที่จะเอามาใช้ประกอบการผลิต แล้วรวมทั้งมีการจัดสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำในรูปแบบ ต่าง ๆ นั้นให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นเป็นที่คาดได้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๕ นั้น ก็ยังจะอยู่ในอัตราที่สูง เวลานี้ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจตลอดปีปฏิทิน ๒๕๕๕ นั้น ยังอยู่ในเป้าหมายที่จะขยายอัตราร้อยละ ๕ ที่นักวิเคราะห์แล้วก็สมาชิกบางท่าน อาจจะมีข้อกังวลผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นในไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๔ นั้น อันนี้อาจจะมี แต่ต้องอย่าลืมว่าสำหรับปีงบประมาณนั้น ไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๔ นั้น เป็นเพียงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ยังมีอีก ๓ ไตรมาสของปีงบประมาณในปี ๒๕๕๕ เหลืออยู่ ซึ่งกระบวนการฟื้นฟูอัดฉีด แล้วก็เยียวยาต่าง ๆ ของภาครัฐบาลนั้นย่อมจะมีผล ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศแล้วทำให้ส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีในอันดับต่อไป อยากจะเรียนให้ทราบอีกว่าในแง่ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ตั้งเป้าไว้สำหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๕ นั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนใหญ่จะมีการจ่ายในไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๕๕ ซึ่งจะเป็น ภาษีจากผลการดำเนินการของปี ๒๕๕๔ ปีปฏิทินนะครับ ซึ่งผลประกอบการในช่วงไตรมาส ๑ ๒ ๓ ของปี ๒๕๕๔ นั้น ถ้าดูผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ก็ดี ของสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ดีเราก็จะพบว่าขยายตัวอยู่ในอัตราที่สูงมาก เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะมีบางรายได้รับผลกระทบจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในไตรมาส ๔ ปี ๒๕๕๔ ไปบ้าง ก็คาดว่าจะไม่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ที่เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าใดนักครับ นอกจากนี้บริษัทที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรงนั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน แล้วก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งครับท่านประธาน ทางรัฐบาลนั้นได้เอื้ออำนวยให้บริษัท ต่าง ๆ ที่ไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องยานยนต์นี้นะครับ สามารถที่จะนำเข้ายานยนต์ในรูปแบบเดียวกัน ในจำนวนที่ทดแทนการผลิตที่ยุติไปนั้น เข้ามาได้เป็นการชั่วคราว ไม่ใช่เฉพาะยานยนต์ แต่ว่าจะให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนได้ด้วย เพราะฉะนั้นกระบวนการจำหน่าย แล้วก็กระบวนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ ต่าง ๆ นั้นก็น่าจะอยู่ในระดับที่เท่าเดิมครับ ผมขออนุญาตเรียนย้ำนะครับท่านประธานว่า กระบวนการทำงานของรัฐบาลที่มีการเร่งรัดให้มีการฟื้นฟูกิจการต่าง ๆ ให้โรงงานต่าง ๆ นั้น มีการเร่งรัดในเรื่องของการผลิตกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุดนั้นย่อมจะมีผลทำให้ กระบวนการในการจัดเก็บรายได้ของทางรัฐบาลนั้นยังเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อยู่
ในเรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน อันนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า อันนี้เป็นเรื่องของ หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีสมาชิกบางท่านได้กรุณา อภิปรายแสดงข้อกังวลครับ แสดงข้อกังวลว่าหนี้อันนี้นะครับ รัฐบาลเตรียมแผนที่จะเอาไป ซุกซ่อน รัฐบาลเตรียมแผนที่จะเอาไปหลบเอาไว้ในงบดุล ในบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไม่ เพื่อที่จะเอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นมาได้ ผมต้องขออนุญาต เรียนเหตุผลที่เรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในที่สนอกสนใจของท่านสมาชิกสักนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่เรามีอุทกภัยครั้งใหญ่ แล้วก็เมื่อเราเดินไปข้างหน้า ในอนาคต เรามีความจำเป็นจะต้องมีการฟื้นฟู มีการเยียวยา มีการลงทุน ทั้งในโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ ระบบในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ระบบในเรื่องของการบริหารจัดการ กระบวนการขนส่ง ระบบในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ แล้วก็กระบวนการผลิต อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องเรียนท่านประธานตามตรงว่ามันจะต้องมีการลงทุนครับ ตรงนี้ ผมจะไม่ปฏิเสธว่าในระยะต่อไปนั้นรัฐบาลจำเป็นจะต้องมีกระบวนการลงทุนเพื่อที่จะบริหาร จัดการประเทศให้ดีขึ้นนะครับ โดยใช้เงินจำนวนไม่น้อย เพราะฉะนั้นคงจะต้องมีความจำเป็น ที่จะต้องมีการกู้ยืมเพิ่ม อยากเรียนท่านประธานครับว่าการที่รัฐบาลจะกู้ยืมเงินเพิ่ม ถ้าหาก ดำเนินการได้ถูกต้อง ถ้าหากดำเนินการในลักษณะที่เหมาะสมนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายครับ ท่านประธาน โดยมีหลักอย่างนี้ครับท่าน มีหลักที่ว่าเงินที่กู้ยืม แล้วก็ระดับการเป็นหนี้ของ รัฐบาลนั้นก็ควรจะอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอสม ระดับที่สมควร ระดับที่ไม่สูงเกินไป เมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศนะครับ
ประการที่ ๓ การที่เรามีหนี้เพิ่มนั้นนะครับ ถ้าเราเอาไปเพื่อที่จะไปสร้าง ระบบ เพื่อที่จะทำให้การทำมาหากินของประเทศ การสร้างรายได้ประชาชาติของประเทศ ของเรานั้นสามารถดำเนินการได้ไปข้างหน้าอย่างมีความยั่งยืน อย่างมีความเชื่อมั่น ถ้าเป็น ลักษณะอย่างนี้ อันนี้เป็นเรื่องที่การกู้ยืมเงินไม่ได้เกิดความเสียหายครับ
ประการที่ ๔ เราคงจะต้องดูแลเพื่อให้แน่ใจว่าการเอาเงินที่กู้ยืมเข้าไปนี้ ลงทุนโครงการต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างคุ้มค่า คุ้มค่าทั้งทางเศรษฐกิจ คุ้มค่าทั้งทางสังคม และที่ประการสำคัญก็คือว่าเงินที่มีการกู้ยืม แล้วเอาไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ นั้น จะต้อง ดำเนินการให้มันเกิดผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะต้องไม่มีการทุจริต จะต้องไม่มี การฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ถ้าถามว่าเวลานี้ระดับเงินกู้ ระดับหนี้ของประเทศซึ่งมีสัดส่วนอยู่ ประมาณร้อยละ ๔๐ ของรายได้ประชาชาตินั้น เวลานี้มันสูงหรือเปล่า มันสูงเสียจนรัฐบาล จำเป็นจะต้องพยายามที่จะเอาหนี้บางส่วนไปซุกไปซ่อนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไม่ เรียนได้เลยครับท่านประธาน อัตราหนี้ต่อรายได้ประชาชาติของประเทศไทยในอัตรา ร้อยละ ๔๐ นั้นเป็นอัตราที่ยังต่ำมากครับท่าน อัตราที่ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป แต่ว่าประเด็นเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ประเด็นอยู่ที่ว่าหนี้ที่ยังค้างอยู่ซึ่งเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนฟื้นฟู ๑.๑ ล้านล้านบาทนั้น มันจำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันครับท่านประธาน ผมขออนุญาต เท้าความนิดหนึ่งครับว่าหนี้ ๑.๑ ล้านล้านบาทนั้นมันเกิดขึ้นมาจากอะไร ท่านคงจำได้ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเกิดวิกฤติ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของเอเชียแล้วก็ของประเทศไทย รัฐบาล ในขณะนั้นเข้าไปดูแลผู้ฝากเงินครับ รัฐบาลในขณะนั้นเข้าไปดูแลแล้วก็ค้ำประกันผู้ฝากเงิน ทั้งระบบ ถึงได้เกิดปัญหา แล้วก็เป็นภาระตรงนี้ ๑.๑ ล้านล้านบาท อาจจะมีกระบวนการ ดำเนินการในระยะถัดมาซึ่งแทนที่จะใช้วิธีฟื้นฟูลูกหนี้ แต่ว่าไปใช้วิธีว่าขายในลักษณะที่ขาย แบบยกล็อต (Lot) ขายในราคาถูก อาจจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเสียหายอีกบางส่วน แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ปัญหาเวลานี้คืออย่างนี้ครับท่านประธาน คือหนี้ตรงนี้ถ้าเราไม่มีการ บริหารจัดการที่ดี มันกำลังสร้างปัญหา ๒-๓ เรื่องด้วยกันครับ
ปัญหาแรก ก็คือว่ามันสร้างภาระกับงบประมาณ ขณะนี้ทุกปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลมีภาระจะต้องหาเงินไปเพื่อจะชำระดอกเบี้ยสำหรับหนี้กองทุนฟื้นฟูนี้ ปีหนึ่ง ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แนวโน้มดอกเบี้ยเวลานี้แนวโน้มลดลง ท่านประธานครับเวลานี้ภาระนี้ อาจจะลดลงมาเหลืออยู่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ว่าก็เป็นภาระต่องบประมาณ ทุกปี
ประการที่ ๒ มันมีปัญหาว่าสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาจากต่างประเทศ สำหรับ ผู้ที่นำเงินเข้ามาจากต่างประเทศแล้วมาลงทุนในตลาดทุนไทย มาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย มาลงทุนในพันธบัตรของบริษัทไทยต่าง ๆ ที่ออกขายอยู่ในตลาดทุนของไทยนั้น เวลานี้มันมี ข้อกังวลครับว่าแล้วหนี้อันนี้ที่ผ่านมามีการชำระคืนต้นเงินน้อยมาก มีการชำระคืนต้นเงิน น้อยมากแล้วก็มันถึงได้สร้างภาระดอกเบี้ยต่องบประมาณต่อเนื่องมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น นี่ถึงเป็นเหตุครับท่านประธาน ถึงเป็นเหตุที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องจัดกระบวนการเพื่อที่จะ บริหารจัดการหนี้ ๑.๑ ล้านบาทนั้นให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ แต่ไม่ใช่กระบวนการที่เราเตรียมจะ เอาไปซุกซ่อนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระบวนการที่จะโยนหนี้อันนี้เข้าไปเป็น ภาระแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยในลักษณะที่จะบีบบังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการ พิมพ์เงินขึ้นมา แล้วก็เสียวินัยการเงินและการคลัง
ฉะนั้นในส่วนนี้ครับท่านประธานผมขออนุญาตสรุปว่าผมขอยืนยันว่ารัฐบาล จำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ๑.๑ ล้านล้านบาทโดยเร็ว นะครับ เนื่องจากว่าเราจำเป็นที่จะต้องจัดกระบวนการในการที่เราจะต้องหาเงินเพื่อที่จะมา ใช้ในการลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ สร้างอนาคต แล้วก็เยียวยาประเทศนะครับ กระบวนการ ตรงนั้นผมขอยืนยันว่าจะไม่เป็นกระบวนการซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางวินัยการเงินแล้วก็วินัย การคลังครับ ขอยืนยันว่าจะไม่เป็นกระบวนการซึ่งไปบีบบังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์เงินออกมาครับท่านประธาน แล้วก็ขอยืนยันว่าจะเป็นกระบวนการซึ่งจะไม่ไปกระทบ ความมั่นคงของทุนสำรองของประเทศแต่อย่างใดครับ ขออนุญาตชี้แจงแค่นี้ก่อนครับท่าน ประธาน ขอบคุณครับ