ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องการลดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ 3% โดยมีเหตุผลที่กระทรวงศึกษาธิการสามารถบริหารจัดการได้ดี และไม่กระทบต่อโครงการของกระทรวง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาของไทย รวมถึงโครงการครูพันธุ์ใหม่ และเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยขออนุญาตตัดงบประมาณ 3% เพื่อให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติ
ไม่ขอตัดใครครับ ขอตัดเวลา คืออย่างนี้ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติเพื่อที่จะตัดลดในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ ๓ ผมกราบเรียนว่าแท้ที่จริงแล้วกระทรวงศึกษาธิการไม่น่าจะตัดงบประมาณเลย เพราะว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงสมองของชาติ แต่เหตุผลที่ผมขอตัด ๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ผมมีเหตุผล ๒ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ผมมีความเชื่อมั่นว่าถ้าเกิดว่ากระทรวงศึกษาธิการ บริหารจัดการดี ๆ และใช้ระบบธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องของครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างก็จะไม่กระทบกับโครงการของกระทรวงศึกษาธิการแม้แต่น้อยนิด ผมยังมีความเชื่อมั่น ด้วยซ้ําไปว่าแม้แต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่กระทบ เพียงแต่ว่าให้กระทรวงศึกษาธิการ ใช้ระบบธรรมาภิบาลและอย่าให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ประการที่ ๒ ผมคิดว่า ๓ เปอร์เซ็นต์นั้นผมตัดเพื่อที่จะมาพูดเรื่องของ งบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. สุพัชรี ธรรมเพชร ได้กราบเรียน ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของบ้านเราเกี่ยวกับเรื่อง การศึกษาก็คือเรื่องของคุณภาพทางการศึกษา และผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น เป็นโจทย์สําคัญของประเทศ ซึ่งใครก็มีความคิดตรงกันว่าวันนี้เรามีจุดด้อย เรามีปัญหาของชาติ ก็คือเรื่องของคุณภาพทางการศึกษา คุณภาพทางการศึกษาโดยทั่วไป ท่านประธานครับ ดูได้จากผลการทดสอบความรู้ ความสามารถของเด็กทุกช่วงชั้น จะเห็นว่าคะแนนโอเน็ต คะแนนเอ็นที (NT) ในวิชาหลักที่สําคัญ ไม่ว่าคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ได้ต่ํา ต่ํากว่าเกณฑ์เสียส่วนใหญ่ ที่ผ่านเกณฑ์ได้คะแนนเฉลี่ยประมาณอยู่ระดับ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ น่าเป็นห่วงมากครับ ถ้าดูในระดับมหาวิทยาลัย ดูจากการจัดลําดับมหาวิทยาลัยของสถาบัน ไอเอ็มดี (IMD) ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยของไทยนั้นที่อยู่ในลําดับ ๑-๕๐๐ มีเพียง ๗ มหาวิทยาลัย ๒ มหาวิทยาลัยอยู่ลําดับต่ําร้อย อีก ๕ มหาวิทยาลัยอยู่ลําดับ ๔๐๐-๕๐๐ น่าเป็นห่วงมากครับ ถ้าดูในเรื่องของความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านประธานครับ น่าตกใจ ยิ่งไปกว่าอีกครับ สถาบันไอเอ็มดีได้จัดลําดับความรู้ความสามารถของมหาวิทยาลัยของไทยในด้าน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ท่านประธานครับ ในประเทศสมาชิก ๔๗ ประเทศ ท่านประธาน ผลการวิเคราะห์ประเมินเมื่อปี ๒๕๔๑ ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ลําดับที่ ๔๓ ใน ๔๗ ประเทศ ในปี ๒๕๔๒ คิดว่าจะดีขึ้น ไม่ครับ ลําดับยิ่งลงลึกลงไปอีก อยู่ลําดับที่ ๔๖ ในจํานวน ๔๗ ประเทศครับ ในปี ๒๕๔๓ ได้อันดับสุดท้ายเลยครับ ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ได้อันดับที่ ๔๗ ในปี ๒๕๔๔ ได้ลําดับที่ ๔๘ เพราะวันนั้น ปีนั้นประเทศสมาชิก เพิ่มไป ๒ ประเทศ เป็น ๔๙ ประเทศ เราอยู่ที่ ๔๘ นี่คือความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศไทย ทีนี้ผมอยากจะถามคณะกรรมาธิการว่าเครื่องเหล่านี้ ทางคณะกรรมาธิการได้สอบถามทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้สอบถามเจ้ากระทรวงหรือไม่ว่า เมื่อได้งบประมาณจํานวนมหาศาลไปแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการจะไปบริหารจัดการ ให้คุณภาพทางด้านการศึกษาของบ้านเราดีขึ้นได้อย่างไร สามารถที่จะนําประเทศชาติ ไปแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่เราจะเปิดประเทศสู่ประชาคมอาเซียนใน ๓ ปีข้างหน้า เราจะอบรมสั่งสอน เตรียมความพร้อมให้ลูกศิษย์ ให้เยาวชน ให้ประชาชนของเราสู้กับ โลกาภิวัตน์ได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่านอกจากความอ่อนด้อย ในด้านคุณภาพทั่วไป และด้านคุณภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วง มาก ๆ ครับ ก็คือเจ้ากระทรวง รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีนโยบายในการ จัดการศึกษาที่นําไปสู่ความเป็นเลิศแม้แต่น้อยนิด กลับสร้างความสับสนในสังคม อย่างมากมาย ความสับสนที่เกิดขึ้นผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็น ๒-๓ เรื่องด้วยกันครับ
เรื่องที่ ๑ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก และเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการศึกษา นักบริหารการศึกษาแสวงหา คือโครงการครูพันธุ์ใหม่ เริ่มในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ สมัยที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ เห็นความสําคัญในการผลิตครูพันธุ์ใหม่เพื่อคนเก่ง คนดี คนที่รัก วิชาชีพครูมาเป็นครู วันนี้เราทราบว่าประเทศไทยเรานั้นขาดครูทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ก็สร้างโครงการที่จะดึงเด็กเก่ง เด็กดีมาเป็นครู มติ ครม. เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๒ กําหนดให้ผลิตครูรุ่นใหม่ เอาคนเก่ง คนดีมาเป็นครู ๕ รุ่น ๓๐,๐๐๐ คน ใช้งบประมาณ ๔,๒๓๕ ล้านบาท เริ่มจากปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๘ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีรัฐบาลนี้ สร้างความสับสน เพราะประกาศว่านโยบายผลิตครูพันธุ์ใหม่นั้นไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เอา ท่านครับ น่าเศร้าใจมาก เรื่องที่สําคัญ ของประเทศชาติเพียงแต่ไม่ใช่นโยบายของพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีก็ปฏิเสธ น่าเสียดายมาก ท่านบอกว่าท่านจะสร้างครูคลังสมองแทน ท่านจะเอาใครมาครับ คนเก่ง ๆ ในภาคอุตสาหกรรม คนเก่ง ๆ ในภาคธุรกิจ คนเก่ง ๆ ที่อยู่ในสถานประกอบการและบอกว่าไม่จําเป็นต้องมี วิชาชีพครู ผมคิดว่าเป็นความคิดที่เลยเถิด เป็นความคิดที่ไม่รู้ความเป็นมาของการปฏิรูป การศึกษา น่าเสียดายอย่างยิ่ง นี่คือเห็นว่าเจ้ากระทรวงศึกษาธิการมีความสับสนในเรื่อง ยุทธศาสตร์สําคัญในการพัฒนาคุณภาพทางด้านการศึกษา ผมกราบเรียนว่าครูเป็นกลไก ที่สําคัญในการกํากับดูแลคุณภาพทางการศึกษาของบุตรหลานของเรา
เรื่องที่ ๒ เช่นเดียวกันครับ ท่านบอกว่าเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นไม่เอาแล้ว เพราะว่าไม่ใช่นโยบายของพรรคของท่าน แต่เป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจะสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้อนาคตคือ กรอ. ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า กรอ. เขาไม่รังเกียจอะไรก็ได้ แต่ให้ช่วยเหลือบุตรหลานของเรา ให้โอกาสคนที่ไม่มีทุนที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา แต่กราบเรียนว่า กยศ. กับ กรอ. มีความแตกต่างเหมือนที่ท่าน ส.ส. ณัฏฐ์ได้กรุณากราบเรียนในที่ประชุมนะครับ แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรที่จะยกเลิกโครงการ กยศ. โดยเพียงเหตุผลว่าไม่ใช่นโยบาย ของพรรคเพื่อไทยนะครับ
อันสุดท้ายครับ ความสับสน จะยกเลิกโครงสร้างบริหารของ กระทรวงศึกษาธิการ ยุบระดับ ๑๑ ซึ่งเป็นผู้บริหารของแท่งต่าง ๆ ๕ แท่งให้เหลือเพียง ๑ แท่งเท่านั้น ให้เหลือ ซี ๑๑ เพียงปลัดกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น เลขาธิการ สพฐ. เลขาธิการการอาชีวศึกษา เลขาธิการการอุดมศึกษาจะทําอย่างไรครับ บอกว่าต่อไปนี้ จะยกระดับสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้เป็นกระทรวง บอกว่าจะยุบวิทยาลัยชุมชน ให้มารวมกับการศึกษานอกโรงเรียน คือ กศน. ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่สร้างความสับสน ในวงการศึกษาอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ครับท่านประธาน ผมเลยกราบเรียนว่าผมไม่สามารถ ที่จะไว้วางใจที่จะให้ใช้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ ก็ขออนุญาตด้วยความเกรงใจ นะครับว่าขอตัดงบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะให้เจ้ากระทรวงและรัฐบาลไปทบทวนถึง ยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติให้แจ่มชัดก่อน ขอบพระคุณมากครับ