ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน หารือเรื่องงบประมาณปี 2555 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของนักเรียนไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันก็เสนอว่ากระบวนการในการจัดทํางบประมาณในครั้งนี้ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีการใช้งบประมาณอย่างไม่ประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ต่องบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่เรานั่งถกกันมาจนถึงกระทรวงศึกษาธิการก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนครับ ก็ถือเป็นการศึกษาภาคค่ํา ไปในตัวก็แล้วกันนะครับ ถ้าจํากันได้ในวาระแรก ผมพูดไป ๒-๓ เรื่องนะครับ ทวงถามถึง สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในการจัดทํางบประมาณปี ๒๕๕๕ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของแท็บเล็ต ซึ่งคุณสุพัชรีได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้
อีก ๒ เรื่องที่ตามมาที่ผมได้ทวงถามไว้ก่อนหน้านี้ คือเรื่องของการพัฒนา คุณภาพครู การแก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน
แล้วก็เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องของการเตรียมความพร้อมของนักเรียนไทย ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้ง ๓ เรื่องดูเหมือนจะไม่ได้รับความใส่ใจจาก กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทํางบประมาณสักเท่าไร แล้วผมก็เข้าใจว่า กรรมาธิการก็ไม่ได้ตั้งคําถามเหล่านี้กับผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบอย่างลึกซึ้งแท้จริง เพราะว่าดูจาก วิธีการจัดทํางบประมาณแล้วเห็นค่อนข้างชัดเจนครับว่ายังมีอีกหลายจุดที่เราไม่สามารถ จะปล่อยให้งบประมาณผ่านไปได้โดยไม่มีการตัดแต่อย่างไร จริง ๆ กระบวนการในการ ตัดงบประมาณนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะตัดงบประมาณ แต่ว่าเขาบอกว่าผู้ที่แปรญัตติในการที่จะพูด ในการอภิปรายในครั้งนี้ต้องตัดงบประมาณ ก็เลยทําให้ผมต้องตัดงบประมาณส่วนหนึ่ง ทีแรกบอกว่าเขาว่าตัดสัก ๒๕ สตางค์ก็แล้วกัน เพราะจริง ๆ แล้วผมไม่ได้มีความจําเป็น จะต้องตัดงบประมาณ เพียงแต่คิดว่าใช้ไม่เหมาะสม แต่เมื่อบอกว่าต้องตัดก็ต้องตัด ครั้นจะตัด ๒๕ สตางค์ ๕๐ สตางค์ ก็คงจะไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดโหวตขึ้นมาแล้วปรากฏว่าผมชนะ งบประมาณครั้งนี้จะกลายเป็นงบประมาณไม่เต็มบาท ในที่สุดก็เลยต้องตัดไปประมาณ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือปริมาณที่ตัดออกไป มาดูในรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทํางบประมาณในครั้งนี้ รวมถึงกรรมาธิการนั้นไม่ได้เข้าใจระบบ ของการพัฒนากระบวนการคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง เรื่องที่เราเห็นกันชัดเจน คือเรื่องของคําแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งวันที่ท่านแถลงนโยบายและวันที่ ท่านแถลงประกอบการนําเสนองบประมาณผ่านสภานี้ ท่านให้ความสําคัญกับคุณภาพ การศึกษาอย่างแท้จริง ให้ความสําคัญเป็นอันดับแรก แต่พอถึงกระบวนการในการจัดทํา งบประมาณดูเหมือนว่าคุณภาพการศึกษาจะห่างไกลกับสิ่งที่ท่านได้แถลงเอาไว้ทั้ง ๒ ครั้ง ความไม่เข้าใจในเรื่องของคุณภาพการศึกษาเห็นได้ชัดครับว่าวันนี้งบประมาณที่ถูกจัดสรร ลงไปเพื่อที่จะพัฒนาครู พัฒนาผู้สอน พัฒนาโรงเรียนนั้นมีน้อยเหลือเกินครับ ส่วนใหญ่ จะถูกจัดสรรไปในเรื่องของการซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ ถูกจัดไปในเรื่องของ การก่อสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ เราเห็นชัดครับว่าวันนี้ความมั่นคง ความแน่นอนในเรื่องของ นโยบายในการพัฒนาคุณภาพครูผู้สอนนั้นน้อย ในอดีตที่ผ่านมาเราพยายามอย่างยิ่ง ในรัฐบาลที่ผ่านมาในการจัดทําเรื่องการคืนครูให้กับนักเรียน เพราะว่าเราเห็นชัดเจนครับ ว่าการขาดแคลนครูในโรงเรียนตามต่างจังหวัดนั้นส่งผลให้โรงเรียนเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดนั้น มีอัตราครูที่น้อยลงและนักเรียนก็น้อยลงตามลําดับ แล้วในที่สุดท่านต้องปิดโรงเรียนเหล่านั้น การพยายามอย่างยิ่งในการที่จะคืนครูให้กับนักเรียนนั้นเป็นผลเนื่องมาจากว่าเราทราบดีครับว่า ที่ผ่านมานั้นกระบวนการในการบริหารโรงเรียนนั้นประกอบไปด้วยคน ๒ ส่วน ๑. คือครูผู้สอน กับ ๒. คือผู้บริหารโรงเรียน และเป็นไปไม่ได้ครับที่โรงเรียนที่ดีจะถูกบริหาร โดยครูที่เลว โรงเรียนที่ดีต้องบริหารด้วยครูที่ดีและมีครูผู้สอนที่ดี นั่นคือสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่ง และเป็นเหตุผลที่ทําไมรัฐบาลที่ผ่านมาจึงพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพครู ในขณะที่ รัฐบาลปัจจุบันมีโครงการครูคืนถิ่น ถ้าคุ้น ๆ นะครับ ใครจําได้ กลับไปดูนโยบายเหล่านี้ จะพบว่าในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการที่ชื่อ อดิศัย โพธารามิก มีโครงการครูคืนถิ่นขึ้นมา ๑ ครั้ง ผลที่ออกมา ก็คือว่าไม่สามารถจัดทําให้เป็นไปตามนโยบายที่ตั้งไว้ได้ เนื่องจากไม่มีอัตราว่างสําหรับ ท้องถิ่นนั้น ๆ ท้ายที่สุดก็ต้องเอาครูที่ต้องการคืนถิ่นไปแขวนไว้ลอย ๆ ไม่ได้บรรจุคืนถิ่นจริง อย่างที่ควรจะเป็น แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นคือสาเหตุที่ทําไมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมาถึงทําการคืนครูให้กับนักเรียนแทนเรื่องของครูคืนถิ่น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องของการต้องการคืนถิ่นครับ ขอเวลาเพิ่มนิดนะครับ ตัดจากผู้อภิปรายหลังจากผม ได้เลยครับ เพราะว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นครูไม่ได้ต้องการคืนถิ่นหรือไม่คืนถิ่น เขาต้องการไปสู่พื้นที่ที่เจริญกว่า สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะเนื่องมาจากว่าการอยู่พื้นที่ ที่ห่างไกลทุรกันดารนั้นมันแร้นแค้น มันอยู่ลําบาก อุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนก็ไม่พร้อม เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรณีแบบนี้ ผมดูจากสํานักปลัดกระทรวง งบประมาณในการพัฒนาครูอยู่ ๗๐ กว่าล้านบาท ท่านก็ไปตัดลง ๑๐ ล้านบาท เหลือ ๖๐ กว่าล้านบาทอย่างนี้ มันสวนทาง กับสิ่งที่ท่านพยายามจะบอกนะครับว่าต้องการพัฒนาคุณภาพครู ผมคงต้องรวบให้สั้นลงครับ จริง ๆ น่าจะให้เวลาผมสักครึ่งชั่วโมงเพราะผมมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่ต้องคุยกันในรายละเอียด
นอกจากนั้นเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาครับ เห็นชัดเจนครับว่า รัฐบาลนี้ กระทรวงศึกษาธิการผู้ที่ทํางบประมาณไม่ได้เข้าใจถึงกระบวนการในการพัฒนา โอกาสในการศึกษาให้กับนักเรียนไทย หลายคนเริ่มพูดกันถึงเรื่องของ กรอ. แนวคิดของ คุณภาวิช ทองโรจน์ ผมไม่แน่ใจว่าอนาคตท่านจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านต่อไปหรือเปล่านะครับ แต่ว่าแน่ ๆ ก็คือว่าการที่ตั้ง กรอ. ขึ้นมามันเป็นคนละเรื่องกับ กยศ. เพราะ กยศ. นั้นเป็นกองทุนที่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือได้มีโอกาสเรียนครับ แต่ กรอ. นั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนเท่าเทียมกันทั้งคนจนหรือรวย ซึ่งความเป็นจริงแล้ว มันต่างกันนะครับ คนที่มีโอกาสทางการศึกษา มีต้นทุนดีอยู่แล้ว เขาพร้อมที่จะควักสตางค์ จ่ายเอง ท่านไม่มีความจําเป็นต้องไปช่วยเขาครับ แล้วการช่วยเหลือของ กรอ. นั้นช่วยเหลือ เฉพาะคณะหรือวิชาที่จบออกมาแล้วมีงานทํา เฉพาะคณะที่รัฐกําหนดไว้เท่านั้น ซึ่งต่างกับ กยศ. ที่ให้โอกาสคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้เข้าถึงการศึกษาอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ แตกต่าง ถึงเรียนได้ว่ากระบวนการในการจัดทํางบประมาณนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้จัดทํางบประมาณไม่ได้เข้าใจถ่องแท้ถึงกระบวนการในการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาไทย และผมเชื่อว่ากรรมาธิการก็ไม่ได้ตั้งคําถามแบบนี้ในรายละเอียด
ในท้ายที่สุดคงต้องสรุปจบตรงที่ว่ากระบวนการในการจัดทํางบประมาณ ในครั้งนี้เปรียบงบประมาณก็เสมือนลูกเรานี่ละครับ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับท่านกรรมาธิการไม่ต่างอะไรกับพ่อแม่ที่คอยโอบอุ้มดูแลงบประมาณ ประคบประหงม พัฒนา ดูแลเป็นอย่างดีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเอาไปใช้งาน เมื่องบประมาณ พ้นมือเราไปแล้วก็เหมือนลูกที่พ้นอกพ่อแม่ไปอยู่ในมือผู้ใช้ ซึ่งก็คือข้าราชการหรือใครก็ตาม ที่มีส่วนในการพิจารณาใช้งบประมาณเหล่านั้น มันอยู่ที่ว่างบประมาณจํานวนนี้ตกไปอยู่ ในมือใคร ถ้าตกไปอยู่ในมือคนดีก็จะใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ถ้าตกไปอยู่ ในมือคนที่ใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉกหรือมีจิตสํานึกในการใช้อีกทางหนึ่งก็จะทําให้ การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพและเกิดผลร้าย เท่าที่ผมทราบมาผู้ที่มีส่วน ในการใช้งบประมาณในครั้งนี้ที่กําลังจะผ่านสภามีการเสนอโครงการค้างท่อ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เสนอส่วนแบ่งจากเงินทอนกันเป็นที่เรียบร้อย อันนั้นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ มีข้าราชการ ระดับ ๑๐ บางท่านถูกเสนอชื่อให้ขึ้นไปเป็น ข้าราชการ ระดับ ๑๑ ผ่านมติ ครม. เป็นที่เรียบร้อย แต่ในท้ายที่สุดเกิดกระบวนการกดดัน จนทําให้ข้าราชการท่านนั้นต้องทําหนังสือย้ายตัวเองกลับมาอยู่ที่เดิมเพราะอ้างว่าต้องการ สานงานเก่าต่อ ผมถามกรรมาธิการไปยังผู้ที่จัดทํางบประมาณว่า กระบวนการในการปู้ยี่ปู้ยํา งบประมาณแบบนี้ด้วยคนที่มีปัญหาในการจัดวางตําแหน่ง ในการใช้เงินงบประมาณในครั้งนี้ เป็นแบบนี้แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กระบวนการใช้เงินงบประมาณที่จะผ่านสภาออกไป จะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด และก่อให้เกิดประโยชน์กับนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ นั่นคือสาเหตุที่ทําไมผมถึงต้องตัดสินใจตัดงบประมาณในครั้งนี้ เพียงแต่ว่าอย่างที่บอก ผมไม่ตั้งใจที่จะตัดเป็นชิ้นเป็นอันอะไรกันขนาดนั้น เพียงแต่มาถามในวันนี้เพราะผมรู้ว่า อย่างไรก็แพ้โหวตวันยังค่ํา เพียงแต่ว่าต้องการถามท่านเพื่อให้ท่านทราบว่าเกิดกระบวนการ แบบนี้ขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการแล้วท่านจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ