สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

สุพัชรี ธรรมเพชร หารือเรื่องการลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมียอดงบประมาณสูงมาก แต่ประสิทธิภาพในการพัฒนาในด้านการศึกษายังด้อยอยู่มาก และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานี้ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตัดงบประมาณของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งอาจจะทำให้เด็กยากจนไม่สามารถเข้าเรียนได้

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังลุง พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ดิฉันได้แปรญัตติ ในมาตรา ๒๒ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยงบประมาณของกระทรวงทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ ดิฉันขอเสนอปรับลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ และหน่วยงานที่ดิฉัน ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการที่จะอภิปรายในครั้งนี้ก็คือ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมียอดงบประมาณอยู่ทั้งสิ้น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างมากนะคะท่านประธาน จัดไว้ว่าเป็นกว่าครึ่งหนึ่ง ของงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด ซึ่งดิฉันคิดว่ารัฐบาลได้จัดงบประมาณ ให้กับสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้มาก แต่ประสิทธิภาพการทํางาน ในการพัฒนาในด้านการศึกษาของเด็กไทยเราตอนนี้ยังด้อยอยู่มากค่ะท่านประธาน เราจะเห็นได้จากผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือเราเรียกว่าโอเน็ต (O-NET) ของชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แล้วก็ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และผลการทดสอบความถนัดทั่วไปเราเรียกว่าแก๊ต (GAT) ตลอดจนผลการทดสอบ ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการของนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งออกมาเป็นที่น่าตกใจมากนะคะ เพราะว่าคะแนนที่ออกมาค่อนข้างที่จะต่ํามากค่ะ ท่านประธาน โดยเราพบว่าเด็กนักเรียน ค่อนประเทศสอบตกเกือบทุกวิชา ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อระบบ ของการศึกษาของเราในวันนี้ ดิฉันมีตัวอย่างแห่งความตกต่ําของการศึกษาไทยในเรื่องของ ผลการสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ทั่วประเทศ ๘ วิชา โดยแต่ละวิชา คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน ปรากฏว่าวิชาคณิตศาสตร์สอบได้คะแนนเฉลี่ยแค่ ๑๔.๙๙ คะแนน วิชาภาษาอังกฤษสอบได้คะแนนเฉลี่ย ๑๙.๒๒ คะแนน วิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยได้แค่ ๓๐.๙๐ คะแนน แต่ที่สําคัญท่านประธานวิชาภาษาไทยซึ่งเป็นวิชา ที่เด็กไทยเราต้องได้คะแนนที่สอบผ่านแล้วก็ได้คะแนนที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ค่ะ คะแนนยังได้ไม่ถึง ครึ่งเลย ได้แค่ ๔๒.๖๑ คะแนนเท่านั้นเอง เป็นที่น่าตกใจมาก วิชาภาษาไทยเราก็ไม่ต้องเรียน เราก็พูดกันอยู่ทุกวันตรงนี้ แต่ดิฉันก็ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ เพราะเวลาครูสอนภาษาไทย ให้เด็กอ่านภาษาไทย แล้วเด็กอ่านผิด แล้วคุณครูก็ตําหนิเด็ก เด็กบอกว่าอะไรรู้ไหมคะ นายกรัฐมนตรียังอ่านผิดเลยค่ะคุณครู นี่เด็กชั้นประถมศึกษาบอกนะคะ ตรงนี้เราก็ดูว่า ในเรื่องของบุคลิกในเรื่องของการนําเป็นตัวอย่างของต้นแบบนี้เป็นอย่างไร แล้วตอนนี้รัฐบาล ชุดนี้ยังสอนให้เด็ก จิ้ม จิ้ม จิ้ม จิ้ม อย่างเดียว จิ้มแท็บเล็ตค่ะ ไม่ใช้จิ้มอะไร แล้วเด็กจะเขียน ภาษาไทยได้ถูกได้อย่างไรคะ นี่ละค่ะคือความล้มเหลวของการบริหารของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ ตอนนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันได้ติดตามนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของการแจกแท็บเล็ตของท่านอยู่ตลอดเวลา ซึ่งดิฉันก็ได้ อภิปรายในวาระที่ ๑ ไปแล้วด้วย ตอนแรกท่านบอกว่าท่านจะให้ สกอ. เป็นคนทํานโยบาย เป็นคนดูแลในเรื่องนี้ ต่อมาท่านก็มาบอกว่าจะให้เอกชนเป็นคนทํานะคะ แต่สุดท้าย ทาง สพฐ. ก็ได้มาชี้แจงว่าจะเป็นคนทํานโยบายนี้เอง ตกลงทางท่านคณะกรรมาธิการได้ไปถาม ท่านรัฐมนตรีไหมคะว่าจะให้ใครทํากันแน่ ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้เลยค่ะ งบประมาณ ก็จะคลอดอยู่แล้ว จะใช้กันอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าตอนนี้เราก็ต้องมาดูในเรื่องของการศึกษา ของเราให้มากที่สุด แล้วมีข่าวอีกข่าวหนึ่งท่านประธาน ไม่ทราบว่าท่านกรรมาธิการ ได้ทราบหรือเปล่าว่าตอนที่ได้ตั้งงบประมาณการจัดซื้อแท็บเล็ตไว้ ตั้งไว้อยู่ที่เครื่องละ ๓,๔๐๐ บาท แต่ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะเพิ่มเป็นเครื่องละ ๖,๐๐๐ บาทขึ้นมา แล้วท่านกรรมาธิการได้ไปถามไหมคะว่าเงินที่เพิ่ม เพิ่มมาจากไหน จากการกู้ยืม หรือว่าแปรญัตติเพิ่มขึ้นมา แล้วคราวที่แล้วมาบอกว่าเครื่องละ ๓,๔๐๐ บาท ทําไมถึงเพิ่ม ขึ้นมาเป็น ๖,๐๐๐ บาท ตอนที่ท่านคิดโครงการ คิดนโยบายนี้ท่านไม่ได้คิดให้เบ็ดเสร็จหรือคะ ท่านทําไป คิดไป แล้วก็เปลี่ยนแปลงนโยบายอยู่ตลอดเวลา ดิฉันขอใช้เวลาไม่มากนะคะ ท่านประธานขออีกนิดหนึ่งค่ะ

เรื่องสุดท้าย ในเรื่องของโครงการหนึ่งอําเภอหนึ่งทุน ซึ่งท่านตั้งงบไว้ ๔๐๐ ล้านบาท ดิฉันเห็นด้วยที่จะสนับสนุนให้ท่านทําเพื่อที่จะให้โอกาสกับเด็กเรียนดี แต่ไม่มีทุนในเรื่องของการศึกษาจํานวน ๑,๔๐๐ คน ซึ่งเป็นโครงการที่ดี แต่ดิฉันก็สงสัยว่า ท่านมีโครงการที่ดีอย่างนี้ ท่านสนับสนุนให้เด็กยากจนได้เรียน มีการศึกษาที่ดีขึ้น แต่ทําไม ท่านไปตัดกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ไป ๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้มีความสําคัญมาก เด็กที่ยากจน แล้วก็อยากที่จะไปเรียนในชั้นมหาวิทยาลัย ไม่สามารถ ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไป เรียนได้ ซึ่งเด็กนักเรียน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เขามีความจําเป็นจะต้องใช้เงิน กยศ. ในครั้งนี้ ดิฉันก็อยากจะฝากท่านประธาน ฝากไปทางท่านรัฐมนตรี ท่านคณะกรรมาธิการด้วย ที่จะดูแลในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการให้อย่างเข้มแข็ง แล้วก็ให้ถึงมือเด็กและเยาวชน แล้วก็ให้มีความโปร่งใสให้มากที่สุด ดิฉันขอตัดงบประมาณในครั้งนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ