อภิชาต การิกาญจน์ หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม 15% และเรียกร้องการสนับสนุนในการพัฒนาวัฒนธรรมทางด้านจิตใจและการสร้างทักษะวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาและสังคม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อภิชาต การิกาญจน์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราชนะครับ ผมขอแปรญัตติปรับลดงบในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ มีเหตุผล ในการปรับลดด้วยเห็นว่าแม้จะเป็นกระทรวงเล็ก แต่เราต้องเข้าใจนะครับว่าการยก สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจากกระทรวงศึกษาธิการขึ้นมาเป็น กระทรวงวัฒนธรรมด้วยเราเห็นว่างานวัฒนธรรมเป็นงานสําคัญ การรักษาวัฒนธรรม คือการรักษาชาติ การยกระดับจากสํานักงานขึ้นมาเป็นกระทรวง จึงเป็นเรื่องที่ ต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมียุทธศาสตร์ที่สามารถดําเนินงานแล้วทําให้คนในชาติได้รู้สึกถึง ความเป็นชาติไทยอย่างแท้จริง เราได้เห็นว่ามิติในทางวัฒนธรรมที่เราเห็นอยู่ภายใต้ การดําเนินงานทั้งหมดในโครงการในการของบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม จะเป็นเรื่องของ ศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องหลัก เป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางด้านวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัฒนธรรม งานศิลป์ต่าง ๆ แต่มิติอีกด้านหนึ่งซึ่งเราขาดหายไปก็คือ มิติในวัฒนธรรมทางด้านจิตใจ การทํางานวัฒนธรรมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง ๒ อย่าง เป็นภาระ เป็นยุทธศาสตร์ เป็นภารกิจที่ผมคิดว่าผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในงานวัฒนธรรม โดยเฉพาะนักวิชาการวัฒนธรรมจะต้องทํา ๒ อย่างให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เรามีงานศิลปวัฒนธรรมแต่อีกด้านหนึ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมทางด้านจิตใจ เป็นการนํา วัฒนธรรมมาใช้เพื่อสังคม เพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นตัวอย่าง ในโลกวิกฤติ ในเรื่องมหาอุทกภัยมีหลายเรื่องครับ สิ่งแรกที่เราได้เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าสนใจ เกิดเครือข่ายในทางสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยเหลือคนที่ ประสบภัย จิตอาสาเป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้วิกฤติอุทกภัย สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นมิติที่เป็นเรื่องที่ น่าสนใจและควรจะเป็นเรื่องที่ได้รับการส่งเสริมภายใต้กระบวนการในทางวัฒนธรรม ที่เราเรียกว่า ทักษะวัฒนธรรม เรื่องนี้คนในแวดวงวัฒนธรรมรู้ดี แต่ว่าคนในสังคมทั่วไป จะไม่เข้าใจเรื่องทักษะวัฒนธรรม เราจะทําอย่างไรให้ทักษะวัฒนธรรมมาเป็นกลไก มาเป็น เครื่องมือในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาในสังคมของเรา ถ้าคนเข้าใจทักษะ วัฒนธรรม เราจะสามารถทําให้คนที่อยู่บนความแตกต่าง ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่กันได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการใช้มิติทางด้านวัฒนธรรมมาใช้ในการ แก้ปัญหาในพื้นที่ที่เป็นปัญหาอยู่ ทําไมคนในสิงคโปร์ มีทั้งสิงคโปร์ ทั้งคนจีน ทั้งอินเดีย อยู่กันได้ แล้วก็รังสรรค์ประเทศชาติไปด้วยความก้าวหน้า ทักษะทางวัฒนธรรมที่จําเป็น จะต้องเป็นมิติที่เพิ่มขึ้นในการทํางานวัฒนธรรมของชาติ มันมีหลายเรื่องที่พอจะเป็นตัวอย่างได้ เช่น เราจะทําอย่างไรให้เกิดวัฒนธรรมของการพึ่งตนเองให้มากขึ้น วัฒนธรรมของการพึ่งพา ในวันนี้เราจะเห็นว่าเรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องของคนอื่นทั้งนั้น พอฝนตกหนักน้ําท่วมออกจากบ้านย่างเท้าเจอน้ํารอแล้วว่าใครจะมาแจกของ เป็นเรื่องของ ตัวแทน เป็นเรื่องผู้ใหญ่บ้าน เป็นเรื่องกํานัน เป็นเรื่อง สจ. เป็นเรื่อง ส.ส. เป็นเรื่อง นายอําเภอ เป็นเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีเรื่องใดที่เป็นเรื่องของเราเองเลยในขณะนี้ เราจะทําอย่างไรให้คนในชาติกลับมาสู่วัฒนธรรมของการพึ่งตนเองมากกว่าวัฒนธรรม ของการพึ่งพา เรื่องเหล่านี้ต้องผ่านทักษะทางวัฒนธรรมที่ต้องทําให้เกิดขึ้น วัฒนธรรม ในเรื่องการคิด เราจะทําอย่างไรให้คนในสังคมนี้คิดอย่างมีเหตุผล การต่อสู้ระหว่างการคิด อย่างมีเหตุผลกับเรื่องอารมณ์เป็นเรื่องที่ต้องสร้าง ถ้าเราไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการคิดได้ การถูกชักจูง การถูกจูงใจ การถูกปลุกระดมด้วยการสร้างวาทะในทางสังคมหรือการสร้างวาทะ ในทางการเมืองเป็นเรื่องที่น่ากลัวและเลวร้ายมาก ความแตกแยกในสังคมที่เกิดขึ้นเกิดจาก เราไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมการคิดอย่างมีเหตุมีผล แต่เราปล่อยให้คนไหลไปตามอารมณ์ ใครยึดกุมอารมณ์คนได้ก็สามารถที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการยึดกุมฐานกําลังได้ ในวันที่คนจนเป็นฐานพลังทางการเมืองที่ใหญ่ การยึดกุมคนจนโดยสร้างวาทกรรมเข้าไป ครอบงําแบบที่เราเห็นกันอยู่เป็นเรื่องเลวร้ายพอ ๆ กับการปฏิวัติรัฐประหาร เราไม่สามารถ หลีกเลี่ยงเรื่องแบบนี้ได้ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมไม่สร้างวัฒนธรรมทางด้านความคิด ให้เกิดขึ้นกับผู้คน วัฒนธรรมการเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องใหม่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือเรื่องต่าง ๆ เป็นสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องเพิ่มมิติ ในการสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า ทักษะทางวัฒนธรรม ให้เกิดขึ้นได้ หากเราพูดว่าการรักษา วัฒนธรรมคือการรักษาชาติ การมอบหมายภาระในการบริหารกระทรวงวัฒนธรรมให้กับ คนที่เข้าใจน้อยหรือไม่เข้าใจในงานวัฒนธรรมก็เปรียบเสมือนการไม่ได้รักษาชาติเหมือนกันครับ ผมเฝ้าดูการจัดบุคคลมาดูแลบริหารกระทรวงวัฒนธรรม มันกลายเป็นว่ากระทรวงเล็ก ๆ กระทรวงนี้ใครมาบริหารก็ได้ คนทํางานไปตามที่เคยทํากันมา วัฒนธรรมเชิงรุก วัฒนธรรม แนวใหม่จึงไม่เกิดขึ้น น่าเสียดายที่สุดที่เรายกฐานะจากสํานักงานวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นมาเป็น กระทรวงวัฒนธรรมแล้วไม่สามารถบุกเบิกแนวทางข้างหน้าให้เป็นที่พึ่งที่หวังของสังคม และประเทศชาติได้ ผมขอปรับลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ