สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ โดยพูดถึงการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ค่าจ้างขั้นต่ำ และการส่งออก แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ และขอปรับลดงบประมาณลง 12% นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้า โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับราคาของสินค้าบางชนิดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงสําคัญที่เกี่ยวกับ เรื่องปากท้องของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพของประชาชน แล้วก็เกี่ยวกับราคาผลผลิต ของเกษตรกร เกี่ยวกับเรื่องการส่งออกของประเทศด้วยซ้ําไปนะครับ ผมตั้งข้อสังเกตของ งบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ฉบับนี้ครับว่างบประมาณฉบับนี้ใช้แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ของประชาชนได้จริงหรือไม่ครับ ผมเห็นว่าแก้ไม่ได้จริงครับ ผมจึงขอแปรญัตติปรับลด งบประมาณลง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เราดีใจครับที่ได้คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง มารับหน้าที่สําคัญ ๆ ในรัฐบาลนี้ถึง ๔ ตําแหน่งครับ ตําแหน่งที่ ๑ ท่านเป็นหัวหน้า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ตําแหน่งที่ ๒ ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตําแหน่งที่ ๓ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตําแหน่งที่ ๔ ที่เรากําลังประชุมหารือกันอยู่นี่ละครับ เป็นประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๕๕ ครับ ท่านประธานครับ มีอยู่วันหนึ่งครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง นี่ละครับ พูดเรื่องเศรษฐกิจปี ๒๕๕๕ ว่าจะมีการ ขยายตัว ๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ให้เหตุผลว่ามีการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรแล้วก็จะมีการเพิ่ม ค่าจ้างขั้นต่ําครับ แล้วก็การส่งออกก็จะขยายตัวได้ดีนะครับ แล้วท่านก็อธิบายความต่อว่า ทั้งหมดที่ทําก็คือเพื่อสร้างกําลังซื้อในประเทศ แล้วก็ส่งเสริมการกระจายรายได้ สร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าครับ ทันทีที่ท่านออกมาพูดเรื่องขยายตัว ๗ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองครับ ไม่มีใครเห็นตามท่านครับ และไม่มีใครเห็นเหมือนกับท่านรองนายกรัฐมนตรี คนนี้นะครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยและบริษัทจัดอันดับภาคเอกชนมีแต่เห็นต่างครับ และมีแต่เห็นต่ํากว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี มีแต่ให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ํากว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ทั้งสิ้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะพูดอยู่ในกรอบเรื่องการเพิ่มรายได้ เกษตรกร และการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ํา และสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าครับ

ในประการที่ ๑ เรื่องการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า ท่านจะทําอย่างไรครับ เพราะเท่าที่เห็นก็คงมีแต่ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นเพราะมาจากการรับจํานํา แพงของรัฐบาลครับ แต่ก็แปลกครับ ในขณะที่รัฐบาลรับจํานําข้าวแพง รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ๑๐ ล้านตัน ทําไปทํามายังไม่ได้ครึ่งเลยครับ ได้เพียง ๔.๗ ล้านตัน สินค้าการเกษตรอย่างอื่น แย่หมดครับ นมโคขายไม่ออกครับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ๑๙๕ ฟาร์ม ต้องเอานมมาเทที่ หน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี มันสําปะหลังราคาต้นปี ๓.๕๐ บาท ราคาปลายปีเหลือ ๒.๕๐ บาท ราคาลดลงครับ ราคาปาล์มต้นปี ๑๐-๑๒ บาท ราคาปลายปี ๔.๕๐-๕ บาท ราคาก็ลดลงอีกครับ ยางพารายิ่งลดหนักครับ ต้นปี ๒๕๕๔ ราคา ๑๕๐ บาท ๑๖๐ บาท ราคาปลายปีอยู่ที่ ๘๐-๙๐ บาท ถั่วเขียวก็ลด กระเทียมก็ลด หอมแดงก็ลด ผมยังไม่เข้าใจครับว่า รายได้ของเกษตรกรที่ตกต่ําแทบทุกตัว อย่างนี้คงไม่เรียกว่า การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรนะครับ เราคงต้องเรียกว่า การลดรายได้ของเกษตรกร

เรื่องที่ ๒ เรื่องการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ํา ก็ยังงงครับว่าท่านจะทําอย่างไร เพราะค่าจ้างขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ทําทันทีและทําพร้อมกันทั่วประเทศยังก้องยังดังอยู่ในหูของ ผู้ใช้แรงงานทุกคนนะครับ ถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มสักจังหวัดเลยครับ วันที่ ๑ เมษายนถึงจะเริ่ม นําร่อง ๗ จังหวัดครับ อีก ๗๐ จังหวัดก็เลื่อนออกไป ปี ๒๕๕๖ วันนี้ผู้ใช้แรงงานยังไม่ได้รับ สักบาทครับ ยังไม่ได้รับสักคนเลยครับ จังหวัดพะเยา ๑๕๙ บาทก็ยังเหมือนเดิมครับ จังหวัดศรีสะเกษ ๑๖๐ บาทก็ยังเหมือนเดิมครับ จังหวัดน่าน ๑๖๑ บาทก็ยังเหมือนเดิม จังหวัดสุรินทร์ ๑๖๒ บาทก็ยังเหมือนเดิมเช่นกันครับ อย่างนี้หรือในความหมายของท่าน คือการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ํา

ประการที่ ๓ ครับ เรื่องการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้า วันนี้ต้องยอมรับครับว่า สายด่วน ๑๕๖๙ ของกระทรวงพาณิชย์กลายเป็นสายไหม้หูอื้อไปเสียแล้วครับ ปี ๒๕๕๔ มีคนร้องเรียนเรื่องของแพงเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ เท่าตัวนะครับ พอเราได้เข้าไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเรื่องของแพงก็พบครับว่าไข่ไก่เบอร์ ๒ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๔ ๓.๒๐ บาท พอมาเดือนธันวาคมปลายปีกลายเป็น ๓.๖๐ บาท ๓.๗๐ บาท เนื้อหมูก็เหมือนกันครับ ต้นปี ๑๑๐ บาท ๑๑๕ บาท ปลายปี ๑๒๕ บาท ๑๓๐ บาท นมข้นหวาน นมจืด จากลังละ ๔๐๐ บาท ๕๐๐ บาทก็ขึ้นไปเป็นลังละ ๑,๒๐๐ บาท อาหารจานเดียว ๓๐ บาทก็ขึ้นเป็น ๓๕ บาท ๓๕ บาทก็ขึ้นเป็น ๔๐ บาท ๔๐ บาทก็ขึ้นเป็น ๔๕ บาท มันก็แพงจริง ๆ ตามที่ ชาวบ้านร้องครับ มีคนไปถามท่านรองนายกรัฐมนตรีเรื่องของแพง ท่านก็ตอบมาครับว่าราคา อาหารสําเร็จรูปแพงไม่สามารถคุมราคาได้ จะหาทางเพิ่มกลไกการแข่งขันแทนครับ แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าของแพงก็เอาไม่อยู่ครับ ก็ต้องปล่อยให้มันแพงต่อไปครับ ของแพงเอาไม่อยู่จริง ๆ เพราะท่านจึงไปเอาสบู่ แชมพู รายการสินค้าอุปโภคบริโภค หลายรายการออกจากบัญชีควบคุม เพราะคงไม่สามารถคุมราคาได้อีกต่อไป ถามท่าน นิดเดียวครับ ถามว่าเมื่อท่านเอาออกจากรายการควบคุมแล้วราคาจะถูกลงหรือจะสูงขึ้นครับ ในขณะเดียวกันท่านก็กลับกัน ท่านก็ไปเอาเครื่องวัดความชื้น เครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าว เครื่องวัดความชื้นแป้ง เมื่อสักครู่หมอวรงค์เอาขึ้นมาให้ดูนะครับ มาเป็นสินค้าควบคุมแทน ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องของแพง ไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องปากท้อง ของประชาชน หรือว่าถ้าท่านควบคุมเครื่องวัดความชื้นได้แล้วข้าวยากหมากแพงที่ประชาชน รับผลรับกรรมอยู่ในปัจจุบันจะถูกลงหรือครับ แม้แต่นายกรัฐมนตรีไปเปิดงาน เมื่อสักครู่ ท่านก็ตอบแล้วครับ แต่ตอบนิดเดียวครับ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม มหกรรมสินค้าเบอร์ ๕ เพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยที่ไบเทคบางนา นายกรัฐมนตรีตั้งใจว่าไปเปิดงานของถูก แต่กลายไปกลายมา ก็กลายเป็นไปเปิดงานของแพงครับ มีชาวบ้านคนหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์ทางสื่อว่าก่อนเขาจะมา งานนี้นะครับ เขาได้ไปดูทีวีรุ่นหนึ่ง เขาได้ดูรุ่น ดูยี่ห้อแล้วก็ดูราคามาจากห้างสรรพสินค้า เรียบร้อยแล้วครับ ราคารุ่นนี้ แบบนี้ ยี่ห้อนี้ ราคาเพียง ๑๙,๙๙๐ บาท แต่พอมาถึงในงาน ราคากลายเป็น ๒๒,๙๙๐ บาท แพงกว่าราคาในห้างถึง ๓,๐๐๐ บาท แพงกว่าแล้วเอาคูปอง ของรัฐบาลมาเป็นส่วนลดอีก ๒,๐๐๐ บาท ก็ยังแพงอยู่ดีครับ แพงกว่าในห้าง ๑,๐๐๐ บาท แพงไปหมดครับ รัฐบาลนี้บริหารประเทศมา ๔ เดือนเศษ ๆ ถ้านับตั้งแต่เลือกตั้งมาก็ ๖ เดือนแล้วครับ ของทั้งแพง ทั้งขาดครับ หลายอย่างขาดแคลนครับ ต้องนําเข้าจาก ต่างประเทศ น้ําดื่มขวดนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมหยิบมาจากห้องอาหารในสภานี่ละครับ น้ําดื่มขวดนี้หยิบมาจากห้องอาหารในสภายังต้องนําเข้าจากต่างประเทศเลยครับ ขวดนี้ นําเข้าอย่างไรครับ ผมมาดูทั้งขวด ไม่รู้ว่าซื้อมาราคาเท่าไร ไม่มีติดครับ ปกติถ้าเราไปซื้อจาก เซเว่นอีเลฟเว่น ซื้อจากร้านทั่วไปเขาก็จะติดราคาว่าขวดนี้ ๕ บาท ขวดนี้ ๗ บาท อ้ายนี่ ราคาก็ไม่ได้ติด นําเข้ามาจากต่างประเทศ ภาษาไทยสักตัวก็ไม่มีครับ อย. สักเลขก็ไม่ได้ติดครับ ในขณะที่น้ําดื่มขวดนี้เหมือนกันหยิบมาจากห้องในสภาเหมือนกันครับ ผลิตในประเทศไทยครับ เขาเขียนว่า น้ําทิพย์ ครับ มี อย. ครับ น้ําดื่มนําเข้าไม่ต้อง อย. น้ําดื่มในประเทศไทยต้อง อย. ในยุครัฐบาลนี้เราย่ําแย่ถึงขนาดต้องนําเข้าน้ําดื่มจากต่างประเทศเชียวหรือครับ ของขวัญปีใหม่ ที่รัฐบาลชุดนี้ให้กับประชาชนมีอะไรบ้าง มีครับ อย่างที่ ๑ ครับ ลดการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ครัวเรือนลงจาก ๙๐ หน่วย เหลือ ๕๐ หน่วย อย่างนี้อย่าใช้ไฟฟ้าเพลินนะครับ ต่อไปนี้ ถ้าท่านมีไฟฟ้า ๒ ดวง ก็ต้องเปิดดวงเดียวครับ ถึงจะใช้ไฟฟ้า ๕๐ หน่วยได้ ถ้าเปิด ๒ ดวง เหมือนเดิมก็ต้องจ่ายค่าไฟเองแล้วละครับ

อย่างที่ ๒ ครับ รัฐบาลจะให้ของขวัญปีใหม่กับประชาชนด้วยการเรียกเก็บ เงินเข้ากองทุนน้ํามันครับ แล้วก็เอาน้ํามันเข้าสู่มาตรฐานยูโร โฟร์ (Euro 4) ต่อจากนี้ไป น้ํามันเบนซิน น้ํามันดีเซล ก็ต้องขึ้นราคาครับ

อย่างที่ ๓ ครับ ก๊าซแอลพีจีก็ต้องขึ้นเดือนละ ๗๕ สตางค์ ก๊าซเอ็นจีวี ก็ต้องขึ้นเดือนละ ๕๐ สตางค์ เมื่อถึงสิ้นปีราคาแอลพีจีก็ต้องบวกไปอีก ๙ บาท ราคาเอ็นจีวี ก็ต้องบวกอีก ๖ บาท ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ําอยู่ก็ยังตกต่ําต่อไป ในขณะที่ ของแพงก็ยังแพงอยู่ต่อไปครับ ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ํายังไม่ได้เพิ่ม ประชาชนผู้ใช้แรงงาน ยังไม่ได้รับ ก็ยังเป็นอยู่ต่อไปครับ ผมจึงเห็นว่างบประมาณที่ตั้งขึ้นมาไม่สามารถแก้ไขปัญหา ที่แท้จริงของประชาชนได้ครับ ผมจึงขอปรับลดงบประมาณลงตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ครับ ขอบคุณครับ