สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมีการกู้เงินโดยไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินกู้ และเรียกร้องการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการเงิน 2.38 ล้านล้านบาท วรงค์ เดชกิจวิกรม ยังหารือเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททุกจังหวัดทั่วประเทศ และการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและประชาชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมได้เสนอปรับลด งบประมาณในวงเงิน ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ภายใต้หลักคิดที่ว่าคนที่เคยว่าคนอื่นแล้วยังมา ปฏิบัตินี่ผมไม่เชื่อว่าจะทำได้ดีครับ ผมมีหลักคิดง่าย ๆ ท่านประธาน คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ คนอื่นแล้วปฏิบัติในสิ่งที่ตนเองเคยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น เหมือนภาษาชาวบ้านบอก ว่าแต่เขา แล้วอิเหนาเป็นเองนี่ ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถทำในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังได้ เช่น ผมจำได้ว่า ในช่วงที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรีช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาได้มีการตั้ง งบประมาณ และมีการตั้ง พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เอาแต่กู้ ตอนนั้นผมคิดในใจท่านประธานครับ ผมก็อยากจะดูเหมือนกันว่าวันที่พรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลจะกู้หรือไม่ อันนั้นผมคิดเลยนะครับ คิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่สุดท้ายแล้ววันนี้พรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล หลาย ๆ ท่านก็เขามาเป็น คณะกรรมาธิการได้พิจารณางบประมาณก้อนนี้ครับ เราได้เห็น ความชัดเจนช่วง ๔-๕ เดือน ที่ผ่านมามีการกู้เงินในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ นี่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกัน ก็คาดว่ามีการออกพระราชกำหนดเงินกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จแล้ว ๔-๕ เดือนนี้ รัฐบาลชุดนี้จะกู้เงินถึงประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่แปลกท่านประธานครับ คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นสุดท้ายต้องมาทำสิ่งนี้ ทำให้ผมไม่เชื่อว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีครับ แล้วผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่าเราจะ ปล่อยให้นักการเมืองเอาแต่พูดอย่างนี้ได้หรือครับ โดยที่ไม่รับผิดชอบ และผมก็ไม่รู้ เหมือนกันว่าลูกหลานของเราโตขึ้นมาในสังคมแบบนี้จะเป็นอย่างไร คนคนหนึ่ง เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดหนึ่งว่ารัฐบาลชุดนี้เอาแต่กู้ เอาแต่กู้ แล้วก็เอาแต่กู้ แต่สุดท้าย เวลากลับเข้ามาปุ๊บรัฐบาลใหม่ก็เอาแต่กู้ เอาแต่กู้ แล้วก็เอาแต่กู้ ผมก็เลยย้ำกับท่านประธาน นะครับว่าวิธีคิดของคนประเภทนี้ผมไม่เชื่อว่าจะทำหน้าที่นี้หรือบริหารประเทศภายใต้ งบประมาณที่กำหนดไว้ได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราดูตัวเลขที่ให้เกิดความชัดเจน วันนี้ รัฐบาลตั้งงบขาดดุลไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอย่างที่ทราบนะครับว่าคาดว่ารัฐบาลจะ ออกพระราชกำหนดเงินกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบ กับสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันนั้นท่านอภิสิทธิ์ออกโครงการไทยเข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ ได้พิสูจน์ให้คนไทยทั้งประเทศเห็นแล้วว่าสามารถทำให้จีดีพีของประเทศโตถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่พิจารณา เงิน ๒.๓๘ ล้านล้านบาทว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถทำจีดีพีให้โตได้อย่างต่ำ ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ ถ้าท่านสามารถทำได้แสดงว่าฝีมือสูสีกัน แต่ใจต่างกันครับ เพราะผมต้องชื่นชมหัวหน้าพรรคผมครับ เพราะท่านบอกว่าให้ ส.ส. ประชาธิปัตย์ทุกคนต้อง ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศครับ อะไรที่ไม่เหมาะไม่สมเราก็อย่าไปทำครับ แต่ถ้าท่านหัวหน้าพรรคผมบอกพวกเราต้องตีรวนให้เต็มที่ มันก็ไปกันใหญ่ ประเทศไปไม่ได้ ดังนั้นผมจึงอยากย้ำว่าเราต้องเริ่มต้นแล้วนะครับ อะไรที่เป็นสิ่งที่เหมาะควรเราก็เชียร์กันไป สนับสนุนกันไป อะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร ผมไม่ต้องการครับ เราไม่อยากจะเห็นภาพ นักการเมืองจะพูดโกหกหรือพูดอะไรก็ได้โดยที่ไม่มีความรับผิดชอบ นี่จึงเป็นเหตุผล ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการและผม มีมุมมองที่น่าสนใจที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้ว นั่นคือการใช้หนี้เงินกู้ ซึ่งบทพิสูจน์ ของท่านอภิสิทธิ์ในรัฐบาลที่ผ่านมา ๒-๓ ปี ได้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อกู้เงินเขามา เอาเงินมาจับจ่าย ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด อดีตที่ผ่านมาสามารถทำจีดีพีให้โตได้ถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ และในแต่ละปี กู้เป็นก็ต้องใช้หนี้เป็น ในช่วงปี ๒๕๕๒ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็เคยตั้ง งบประมาณใช้หนี้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ปี ๒๕๕๓ ก็โดยประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ถึงตั้งงบไว้ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็ตั้ง งบกลางปีเอาไว้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพื่อใช้หนี้ เบ็ดเสร็จแล้วโดยเฉลี่ยเมื่อท่านอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านกู้มาเอามาบริหารประเทศก็ใช้หนี้ปีหนึ่งประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมดอกเบี้ยนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมฟังทีมเศรษฐกิจได้วิเคราะห์ให้กับที่ประชุมฟังว่า รัฐบาลชุดนี้จะกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาตั้งงบประมาณขาดดุล ขณะเดียวกันก็จะออก พ.ร.ก. อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถามว่าใช้หนี้หรือไม่ครับ บางครั้งการใช้หนี้มันเป็นสิ่งที่ อยู่ในใจ คนเรากู้เป็นก็ต้องใช้หนี้เป็น คนเรากู้เป็นก็ต้องทำมาหากินเป็น ให้เงินงอกเงยเป็น แต่ปรากฏว่าขณะนี้รัฐบาลชุดนี้ในงบ ปี ๒๕๕๕ ตั้งงบประมาณใช้หนี้เอาไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูตัวเลขที่มีการวิเคราะห์ของทีมเศรษฐกิจประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง ไม่นับรวมการใช้หนี้เรื่องดอกเบี้ยครับ ซึ่งมาดูแล้วมันขัดแย้ง จึงอยากจะฝากท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการว่าคือกู้มันกู้ได้ครับ แต่คราวหน้าคราวหลัง เราเข้าใจว่าท่านกู้มา เพื่อเอามาฟื้นฟูประเทศ เวลาวันหน้าเกิดถ้าพรรคอื่นมาเป็นรัฐบาล ถ้าเขากู้ต้องฟังเหตุผล เขาก่อน ก็เป็นข้อสังเกตที่ฝากติเตียนกันไป

ประเด็นถัดมาที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องตัดงบประมาณ เพราะผมไม่เชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มที่ วันนี้ประชาชนฝากพวกผมในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจาก เขตเลือกตั้ง ผมมาจากจังหวัดพิษณุโลกครับ เพื่อนผมหลายคนบางคนอาจจะมาจาก กรุงเทพมหานคร บางคนจากจังหวัดสุโขทัย คุณสงกรานต์อยู่หลังผมมาจากจังหวัดนครสวรรค์ ประชาชนจังหวัดนั้นเขารอคอยว่า ๓๐๐ บาทที่เป็นค่าแรงต่อวันจะได้หรือไม่ พวกเรา พยายามเอางบประมาณมาดู เอ๊ะ รัฐบาลชุดนี้เคยหาเสียงไว้ในหลายประเด็น ประชาชน ฝากความหวังให้กับผู้แทนราษฎรให้มาเป็นปากเป็นเสียงในการเรียกร้องสิ่งที่รัฐบาลได้สัญญา กับประชาชนไว้ โดยเฉพาะค่าแรง ๓๐๐ บาท ที่ผมต้องพูดอย่างนี้กับท่านประธานนะครับว่า ผมจำได้ว่าช่วงหาเสียงมีการดีเบต (Debate) กัน เราก็พูดในเชิงตรรกะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะ ขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาททุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าบางจังหวัดค่าแรง ขั้นต่ำเขา ๒๐๐ กว่าบาท ขณะที่เดียวกันบางจังหวัดค่าแรงขั้นต่ำเขา ๑๕๐ บาท ๑๖๐ บาท ค่า ก๋วยเตี๋ยวก็ต่างกัน บางจังหวัดค่าก๋วยเตี๋ยว ๒๐ บาท กรุงเทพมหานคร ค่าก๋วยเตี๋ยวบางที่ ๓๐ บาท ๔๐ บาท แต่ขึ้นค่าแรงเท่ากัน ๓๐๐ บาท เป็นไปไม่ได้ แต่วันนั้นคนที่หาเสียงบอกว่า เป็นไปได้ ถึงวันนี้พวกผมจึงมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงเพื่อทวงรัฐบาลและ ทวงคณะกรรมาธิการว่าชี้แจงหน่อยซิงบ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ตัวไหนที่บ่งบอกว่าประชาชน ที่ทำงานจะได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ ๓๐๐ บาททุกพื้นที่ทั่วประเทศ ผมต้องย้ำนะครับ วันนี้หมด สมัยแล้วที่บอกว่าจะนำร่อง ๔ จังหวัด ๕ จังหวัด คือมันหมดยุคเอาการตลาดมานำโดยที่ ประชาชนตามไม่ทัน เพราะผมคิดว่าวันนี้ประชาชนตามทันหมดแล้ว และท่านประธาน ฟังคำพูดผมไว้นะครับว่างบ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท วันที่รัฐบาลประกาศค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ถ้าไม่ทั้งประเทศมีปัญหาแน่นอน

ประเด็นถัดมาที่ผมจะต้องเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงและผมยังไม่เชื่อว่ารัฐบาล ชุดนี้จะทำได้จริง ก็คือปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ย้ำนะครับ ผมถือว่าพวกเราเป็น ผู้แทนราษฎรเหมือนกัน ผมก็เชื่อว่าทุกคนก็คงคาดหวังว่าอยากให้เด็กไทยทุกคนที่จบ ปริญญาตรีมาทำงานไม่ว่าจะเป็นรับราชการหรือเอกชนต้องได้การดูแล ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน คำถามถามว่าตัวเลขตัวไหนที่เป็นตัวบ่งบอกว่าคนที่จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ผมอยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการครับ ท่านอาจจะต้องชี้แจงหรือชี้แจงไม่ได้ ผมเชื่อว่า เพราะหลายท่านเป็นรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจท่านก็ดูแลอยู่ เป็นเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ค่าแรง ๑๕,๐๐๐ บาท เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท สำหรับปริญญาตรีกับค่าแรง ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นต่างกันครับ เอาง่าย ๆ ก็คือว่าเวลาคิดโบนัส เขาคิดจากเงินเดือน เขาไม่ได้คิดที่รายได้ รายได้อาจจะได้เงินเดือนแค่ ๑๑,๐๐๐ บาท หรือ ๑๒,๐๐๐ บาทก็ได้ อาจจะเป็นค่าอย่างอื่นตามมาอีกให้ได้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ดังนั้นต้อง ชี้แจงครับ ว่างบประมาณที่ตั้งไว้ ๒.๓๘ ล้านล้านบาทนั้น ตัวไหนที่เป็นตัวบ่งบอกว่า คนที่จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือนครับ ย้ำนะครับ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน

ประเด็นถัดมาที่ผมไม่มั่นใจครับ แล้วขณะนี้ได้เปิดโอกาสให้รัฐบาลทำเต็มที่ นั่นคือโครงการจำนำข้าว แต่เดิมผมดีใจนะครับ เพราะผมทราบข่าวว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจซึ่งท่านเป็นคนออกมาให้สัมภาษณ์ตอนโครงการจำนำข้าว ข้าวขาว ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท เราพรรคประชาธิปัตย์ เราเปิดโอกาสให้รัฐบาลทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา สุดท้ายขณะนี้เวลาผ่านไป ๓ เดือนครับ บทพิสูจน์ ออกมาชัดเจนว่าล้มเหลวครับท่านประธาน ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าขณะที่ผมนั่งอยู่ที่นี่ ก็มีพี่น้องเกษตรกรชาวนาโทรศัพท์เข้ามาให้พวกผมท้วงติงการจำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท ว่าเป็นไปไม่ได้ ประชาชนไม่ได้ตามนั้นครับ แล้วผมก็เชื่อว่าเพื่อน ส.ส. จากซีกรัฐบาลก็ได้เจอ ปัญหานี้เหมือนกันว่าประชาชนพี่น้องชาวนาไม่ได้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ตามที่รัฐบาล สัญญาไว้ แล้วผมอยากจะบอกนะครับว่านอกจากจะไม่ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท มันมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๓ ประเด็นครับ

ปัญหาแรก ก็คือพี่น้องชาวนาถูกโกงครับ ไม่ว่าจะเป็นโกงเรื่องความชื้น หรือโกงแบบหน้าตาเฉย

ปัญหาต่อมา ก็คือปล่อยให้มีการสวมสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการสวมสิทธิแบบ รู้เห็นเป็นใจ และการสวมสิทธิแบบไม่รู้เห็นเป็นใจ

และปัญหาสุดท้าย ก็คือพี่น้องชาวนาไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ผมอยากจะกราบ เรียนกับท่านประธานนะครับว่าเอาไว้อยู่ในมาตรา ๑๕ ของกระทรวงพาณิชย์ เราคงจะได้เอา โครงการจำนำข้าว ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของการบริหารงานของทางรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจที่ดูแลโครงการจำนำ ผมอยากจะชี้ให้เห็นนะครับว่าบางครั้งนักการเมืองที่อยู่ บนหอคอยงาช้างกับนักการเมืองที่ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนนั้น ปัญหามุมมอง มันต่างกัน เราจะได้เอาเวทีแห่งนี้ โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าวนี่ได้มาตีแผ่ให้กับพี่น้อง ประชาชนได้รับรู้ว่าวันนี้รัฐบาลล้มเหลวครับ ประชาชนหรือชาวนาไม่ได้ราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ ยิ่งทางอีสานก็เหมือนกันครับ พี่น้องเกษตรกรก็ไม่ได้ราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ แล้วจุดที่น่าช้ำใจของพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือตอนล่าง รวมทั้ง ภาคกลาง พี่น้องกลุ่มนี้ไม่ได้มีข้าวไปเข้าร่วมโครงการจำนำเพราะว่าน้ำท่วม หลังจากน้ำลด แล้วรีบทำนา เมื่อทำนาเสร็จแล้วขณะนี้มีแผนการที่จะเริ่มเก็บเกี่ยว แต่ทราบมาว่าพี่น้อง กลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการจำนำ เหตุผลเนื่องจากว่าได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล เป็นกรณีพิเศษ ถ้าพูดเป็นสมัยอดีตที่ผ่านมาก็คือได้รับเงินส่วนต่างคล้าย ๆ กับโครงการ ประกันรายได้ เลยอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ การจ่ายเงินเยียวยาพิเศษ ที่รัฐบาลจะจ่าย ๑,๔๓๗ บาทต่อไร่ ผมก็มีความรู้สึกว่ารัฐบาลเอาเปรียบชาวนามากเกินไป สมัยท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเงินส่วนต่างมีเกณฑ์ครับท่านประธาน ๑ ไร่ เราจะคิดให้ โดยเฉลี่ยประมาณ ๗๐ ถัง ก็คือ ๗๐๐ กิโลกรัม พื้นที่ภาคกลางบางแห่งอาจจะได้สูงถึง ประมาณ ๗๕๐ กิโลกรัม หรือ ๗๕ ถัง คูณกับเงินส่วนต่างก็จะได้เยอะขึ้น แต่วันนี้รัฐบาลชุดนี้ จ่ายเงินเยียวยาพิเศษซึ่งก็คือเงินส่วนต่างในกรณีน้ำท่วม ๑,๔๓๗ บาท แต่ ๑ ไร่ คิดให้ ประมาณ ๔๙ ถัง หรือ ๔๙๐ กิโลกรัม ท่านประธานคิดเอานะครับ ระหว่าง ๔๙ ถัง กับประมาณ ๗๐-๗๕ ถัง ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้เงินน้อยครับ โดยเฉลี่ยแล้วถ้าคิดเป็นไร่หนึ่ง ก็ได้ประมาณ ๗๐๐ กว่าบาท เพราะว่า ๑ ไร่ เขาคิดให้ ๔๙ ถัง ไม่ถึงเกวียน หรือไม่ถึงตัน ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งพี่น้องหลาย ๆ พื้นที่ก็มีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจครับ โครงการจำนำก็เข้าไม่ได้ เงินส่วนต่างก็ได้น้อย เท่ากับว่ารัฐบาลไม่จริงใจกับพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่และชาวนา จึงฝากเป็นข้อสังเกต เอาไว้เราเจอกันในมาตรา ๑๕ ของกระทรวงพาณิชย์ จะได้มาคุยกันในรายละเอียดตรงนั้นอีกทีหนึ่ง

ประเด็นถัดมาที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ เพราะผมเชื่อว่าเพื่อนคณะกรรมาธิการหลายท่านได้เป็น ส.ส. ในสมัยที่แล้ว เราจำได้ว่า พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติวันนั้นไม่มีคนคัดค้าน ในกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า ในช่วงตั้งต้นจะต้องมีเงินลงจากทางรัฐบาล ๑,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วผมทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ อาจจะไม่ใส่ใจเพราะว่าเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งเหล่านี้เวลาพวกผมลงพื้นที่หาเสียง ผมบอกกับพี่น้องประชาชนไว้ว่าพี่น้องดีใจได้เลยนะครับ รัฐบาลของเราได้วางแผน ให้ประชาชนมีบำนาญประชาชน กฎหมายฉบับนี้คือกฎหมายที่ว่าด้วยบำนาญประชาชน เสียดายตรงที่มีการยุบสภา แต่โชคดีที่กฎหมายฉบับนี้ผ่าน แต่ผมดูแล้วรัฐบาลชุดนี้ไม่ใส่ใจ ที่จะให้ประชาชนได้มีบำนาญประชาชนเพียงเพราะว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาในช่วงพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ในกฎหมายกำหนดว่ารัฐบาลต้องลงขัน ๑,๐๐๐ ล้านบาทในช่วงเริ่มต้น ขณะที่มี การเสนอตัวเลขเม็ดเงินงบประมาณเข้ามาในช่วงแรกก็ลืม ในชั้นกรรมาธิการที่จะมีการแปรญัตติ ก็แปรญัตติให้แค่ ๒๒๕ ล้านบาท ขัดกฎหมายครับท่านประธานครับ จึงอยากเรียกร้องไปยัง คณะกรรมาธิการทุกท่านต้องแก้ไขนะครับ ขณะที่เราเตือนหลายรอบแล้ว มีเพื่อน ส.ส. จงใจ ที่จะเตือนกับคณะกรรมาธิการ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้คือประโยชน์ประชาชน เป็นหลักการให้ประชาชนมีบำนาญประชาชน กฎหมายให้ท่าน ให้รัฐบาลลงขัน ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลลงมาแค่ ๒๒๕ ล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลจงใจทำขัดกฎหมายฉบับนี้ จึงขอเรียกร้องว่า ถ้ามีโอกาสในการแก้ไขตัวเลขท่านต้องเติมให้เต็ม ๑,๐๐๐ ล้านบาท และอย่างน้อยจะได้เป็น จุดเริ่มต้นให้ประชาชนมีความหวังว่าอนาคตข้างหน้าเขาจะมีบำนาญประชาชนใช้ แล้วก็ ผมคิดว่าคงไม่แปลกครับ ถึงกฎหมายฉบับนี้จะออกมาในยุคพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขณะนี้ ทุกท่านก็เป็นรัฐบาลอยู่ก็สามารถที่จะสานต่อได้ ฉะนั้นให้ท่านทำความดีครับ ประชาชนไม่ได้ สนใจ ใครทำความดีให้กับประชาชน ผมว่าประชาชนเขาก็พอใจ ดังนั้นผมเรียกร้องครับ ได้โปรดเถอะครับ ให้คิดถึงเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ปู่ย่าตายายของเรา นอกจากได้มีเงินเดือน คนแก่ใช้แล้ว คนเฒ่าคนแก่ในอนาคตก็หวังว่าจะมีบำนาญประชาชนใช้ ลงมาแล้ว ๒๒๕ ล้าน บาท ขาดอีก ๗๗๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ถ้ามีการปรับลดตรงไหนได้ เอาเงิน ๗๗๕ ล้านบาทมาเติมใน พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการบำนาญ ประชาชนให้กับคนไทยทุกคนที่เป็นคนยากคนจนครับ

ประเด็นถัดมาที่ผมมีความรู้สึกว่าผมไม่เห็นด้วย จำเป็นจะต้องมีการปรับลด ก็คือโครงการของกระทรวงศึกษาธิการที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะมีการให้แท็บเล็ตกับ เด็กนักเรียน ซึ่งตอนที่มีการประกาศหาเสียงกัน เด็กนักเรียนทุกคนก็มีความคาดหวัง ตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม. ๖ ครับ ทุกคนก็คาดหวังว่าอยากจะได้แท็บเล็ต ซึ่งโดยหลักการใช้กับคนถูกกลุ่ม ถูกวัย ถูกประเภท ผมว่าแท็บเล็ตก็ได้ประโยชน์ แต่วันนี้ก็เหมือนกับว่าคณะกรรมาธิการเอง ก็ต้องเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนนะครับ ในเมื่อลูกหลานของเรา รัฐบาลสัญญากับเขาไว้ เขารอแท็บเล็ตอยู่ แต่ท่านก็มาให้เฉพาะ ป. ๑ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะครับ ถ้าท่านให้ตั้งแต่ ม. ๑ ถึง ม. ๖ ทุกคนยังพอมีความเป็นไปได้ แต่ ป. ๑ ขอคัดค้านอย่างแรงกล้าในการตัด งบประมาณก้อนนี้ออกไปเลย ที่กล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่านึกถึงเป็นลูกเรา พวกเราทุกคน ส่วนใหญ่ก็มีลูกมีหลานทั้งนั้นครับ ลูกไปเรียนชั้น ป. ๑ เด็ก ป. ๑ ส่วนใหญ่ก็กำลังหัดฟัง หัดพูด หัดอ่านและหัดเขียน คือวัย ป. ๑ เป็นวัยที่ใช้ทักษะครับ ในการหัดเขียน ก ไก่ ถ้าท่านเอาแท็บเล็ตไปแจกหรือเอาคอมพิวเตอร์แบบพกพาไปแจก วัน ๆ เด็กมีแต่นั่งกดอย่างเดียว ขณะนี้เองเด็ก เอาเฉพาะ ป. ๑ ถึง ป. ๔ แทบจะอ่านหนังสือ เขียนไม่ค่อยได้ ป. ๑ แทนที่จะ ให้เขาใส่ใจกับการหัดเขียน ก ไก่ ข ไข่ ให้ตัวหนังสือสวย ๆ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลเอาแท็บเล็ต ไปแจกเด็ก ป. ๑ ผมว่าประเทศจะไปกันใหญ่ครับ ผมจึงมีความเห็นว่าเฉพาะตรงนี้ ผมเรียกร้องให้มีการตัดครับ

และสุดท้ายจริง ๆ ที่อยากจะกราบเรียนกับทางท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ผมว่าบางครั้งเม็ดเงินอย่างเดียวมันก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่พวกเรา จะต้องร่วมไม้ร่วมมือกัน เรามีเม็ดเงินงบประมาณมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ถ้า ความรู้สึกช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่มี รัฐบาลจะปล่อยให้นักการเมืองบางคนมาโกหก ประชาชน หรือมายั่วยวน มาท้าทายประชาชน มาทำในสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการ ผมว่ามันก็สูญเปล่า จึงอยากจะเรียกร้องนะครับว่า วันนี้ประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้อง ชาวนา ต้องการให้ข้าวราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ใช้แรงงานต้องการ ๓๐๐ บาท คนจบปริญญาตรี ต้องการเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เรามาทำเรื่องนี้ดีกว่า และผมเชื่อว่าถ้าท่านทำเรื่องนี้ได้ดี ท่านจะอยู่กี่ปีผมก็ไม่ว่าครับ แต่ปรากฏว่าถ้าท่านไม่ทำเรื่องนี้ ท่านจะไปทำเรื่องอื่น ไปทำเรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ ผมว่าจะไปกันใหญ่นะครับ ประเทศมันจะไม่สงบครับ จึงอยากจะเรียกร้อง ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการครับ ผมขอตัดในมาตรา ๓ ไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ