พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องงบประมาณ โดยชี้ว่าประเทศไทยมีงบลงทุนเพียง ๑๖.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด และมีการเบิกจ่ายเพียง ๖๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังชี้ว่าประเทศไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีดอกเบี้ยที่ต้องชำระถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
ท่านประธานที่เคารพผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น ในมาตรา ๓ ผมสงวนความเห็น ที่จะขอปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๒ เหตุผลก็คือผมเป็นห่วงในเรื่องค่าใช้จ่ายบางตัว ที่ฟุ่มเฟือยไม่สมควรและไม่ตรงเป้าหมาย กับขณะเดียวกันผมก็เป็นห่วงภาระหนี้ของประเทศ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ วันอย่างน่ากลัว ท่านประธานครับเมื่อ ๓ สัปดาห์ที่แล้วท่านผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ๒ ฉบับปรารภว่าน่าเป็นห่วง การพัฒนาของประเทศไทย ประเทศไทยเคยมีงบลงทุนเกินกว่าร้อยละ ๒๕ แต่บัดนี้งบลงทุน ของประเทศไทยเหลือเพียงแค่ร้อยละ ๑๒ เป็นห่วงว่ารายได้ที่เหลืออยู่จะไม่เพียงพอกับ การลงทุนที่มีความจำเป็นประจำปี ผมเลยมาดูงบประมาณย้อนหลังไป ๑๐ ปีก็เจอตัวเลข เป็นจริงอย่างที่ว่า ตัวเลขงบลงทุนค่าใช้จ่ายประจำกับงบลงทุนในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา มันเปลี่ยนแปลงอย่างน่าใจหายจริง ๆ ครับ เมื่อปี ๒๕๔๑ ตอนที่พวกผมอยู่ที่กระทรวงการคลัง และเป็นผู้ทำงบประมาณ ปรากฏว่าปี ๒๕๔๖ งบประจำของประเทศไทยเพียง ๕๖ เปอร์เซ็นต์ เอง แต่งบลงทุนมีตั้ง ๔๑.๔ เปอร์เซ็นต์ มาปี ๒๕๔๒ งบประจำ ๗๑.๗ เปอร์เซ็นต์ งบลงทุน ๒๘.๓ เปอร์เซ็นต์ เรารักษาตัวเลข ๒๘ ๒๕ ๒๔ หลังจากนั้นถัดมาใครจะเป็นรัฐบาลอย่างไรก็ตาม วันนี้ปรากฏในงบประมาณว่า ปีที่แล้วงบลงทุนประเทศไทยเหลือแค่ร้อยละ ๑๖.๒ ตัวเลข ร้อยละ ๑๖.๒ ถ้าเปรียบกับงบประมาณทั้งหมดแล้วมันน่าห่วงจริง ๆ ครับว่าประเทศไทยเรา กำลังเป็นประเทศที่ล้าหลังที่น่าจะถือว่าด้อยพัฒนาเต็มที มันมีความน่าห่วงไปยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ในงบประมาณ ๑๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ดังกล่าวนี้นี้มีรายงานจากกรมบัญชีกลางว่าการเบิกจ่าย จริง ๆ ทำได้เพียงแค่ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ใช้จ่ายเต็มถึง ๑๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ขาดไปดังกล่าวนี้คิดเป็นเงินถึงแสนกว่าล้านบาทและจริง ๆ คำนวณถัวเฉลี่ยกลับมาเราได้ใช้ งบลงทุนไปจริง ๆ เพียงแค่ร้อยละ ๑๐ เท่านั้นเองครับ ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีเม็ดเงิน ที่ลดลงจริง ๆ เพียงแค่ร้อยละ ๑๐ ส่วนใหญ่ไปเกือบร้อยละ ๘๐ เป็นงบประมาณเพื่อเป็น งบประจำ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าใช้จ่ายราชการต่าง ๆ และทุกวันนี้เรายังทำงบประมาณด้วย วิธีการที่เพิ่มงบประจำสูงขึ้นทุกวัน ๆ เช่น โครงการปรับเงินเดือนปริญญาตรีเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท แน่นอนครับมันจะเป็นงบประจำที่ผูกพันตลอดไป โครงการที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำรายวัน เป็นวันละ ๓๐๐ บาท จากจำนวนพนักงานทั่วประเทศทั้งเอกชนและทางราชการมีถึงเกือบ ล้านคน แน่นอนครับเราก็จะเพิ่มงบลงทุนอีกจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ งบลงทุนที่น้อย งบประจำที่สูงมากทำให้เราต้องหาเงินกู้อยู่ทุกปี รายงานจากห้องงบประมาณว่าขณะนี้เรามีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ ๔,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายงานเป็นเอกสารต่อคณะกรรมาธิการ ใน ๔,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูแล้วมันก็มาก ถ้าเปรียบเทียบกับจีดีพี ประมาณ ๑๐ ล้านล้านบาท มันก็ตกอยู่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นเราไปเจอว่ามีการเอาหนี้สาธารณะซุกซ่อนไว้ในที่ต่าง ๆ อีกจำนวนมาก เช่น ให้ ธ.ก.ส. ไปดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ไปกู้เงินมาและรัฐบาลจะต้องจัด งบประมาณชดใช้ ธ.ก.ส. ทั้งหมด บัดนี้ปีนี้ค้างอยู่ ๑๓๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นงบลงทุน เพราะรัฐบาลต้องจัดงบประมาณมาชดใช้ เราไปเจอว่าขณะนี้รัฐบาลยังเป็นหนี้กองทุน สวัสดิการสถาบันสวัสดิการสังคมอยู่ ถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ก็เป็นหนี้สาธารณะอีกส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ซ่อนอยู่ นอกจากนั้นยังอยู่ในธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอีและกองทุนต่าง ๆ จนบัดนี้ก็น่าเชื่อว่าหนี้สาธารณะของไทยจริง ๆ ณ ขณะนี้น่าจะทะลุ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว ด้วยตัวเลข ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มัน กลายเป็นดอกเบี้ยครับ พูดแล้วก็น่าตกใจครับ เมื่อปี ๒๕๕๔ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ต้องใช้ ดอกเบี้ยไปทั้งสิ้น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยต้องใช้ดอกเบี้ยไปทั้งสิ้น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่ากระทรวงใหญ่ ๆ อีกหลาย ๆ กระทรวง ขณะเดียวกันปีนี้ก็ยังมีหนี้สาธารณะขึ้นมา อีกประมาณ ๑,๐๖๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉพาะ ๒ ปีนี้เรามีดอกเบี้ยที่จะต้องชำระถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประเทศไทยเราอย่างที่ท่านกรณ์ จาติกวณิช ได้พูดถึงเมื่อสักครู่ว่า เราจะกู้เงินอีก แต่จุดจบอยู่ที่ไหนล่ะครับ เมื่อรายได้เราแต่ละปี ดอกเบี้ยกินไป ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๆ เราจะหาเงินที่ไหนมาลดเงินต้น แล้วเรายังมีตัวเลขว่าเงินต้นที่ลดไปแต่ละปี อยู่ที่ตัวเลขแค่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มีสมัยรัฐบาล ๒ ปีที่ผ่านมาที่มีลดเงินต้นไป ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับนี่คือข้อห่วงใย ผมขอปรับลด ๒ เปอร์เซ็นต์สำหรับ งบประมาณทั้งหมดเพื่ออยากที่จะเห็นว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวนี้ก็ตรงกับที่คุณกรณ์พูดอีกอย่าง เมื่อสักครู่นี้ว่ามันควรจะตรงเป้าหมาย มันควรจะเกิดประโยชน์สูงสุด มันควรจะมีจุดจบ ควรจะโปร่งใสและควรจะมีคำตอบว่ากู้มาเพื่อทำอะไร เป้าหมายเพื่อทำอะไร ท่านประธานครับ ขณะที่น้ำท่วมใหญ่คนเป็นล้านครอบครัว บ้านถูกน้ำท่วมยับเยินเสียหายหมด ทั้งตัวบ้าน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ทั้งอะไรในบ้าน คนอีกเป็นล้านคนที่รถยนต์ถูกท่วมเสียหายต้องซ่อมคันละ เป็นแสน ๆ บาท แต่วันนี้รัฐบาลกลับกลายเป็นพูดเรื่องรถคันแรก พูดเรื่องบ้านหลังแรก ขณะที่บ้านหลังเดียว รถคันเดียวที่มีอยู่เขาจะแก้ไขปัญหาเขาอย่างไร ผมถึงอยากจะเห็นว่า เราใช้งบประมาณให้ตรงเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหายิ่งกว่าที่จะไปทำโครงการประชานิยม เพื่อผลทางการเมืองหรือตามความนิยม ไม่ว่ารัฐบาลไหนทำผมไม่เห็นด้วยทั้งนั้น ผมไม่เห็นด้วย กับสิ่งเหล่านี้เพราะประเทศชาติเราขณะนี้อยู่ในภาวะที่วิกฤติ งบลงทุนปีนี้ที่บอกว่าอยู่ที่ ประมาณ ๑๗.๒ เปอร์เซ็นต์ แท้จริงมันไปอยู่ที่งบกลางเสีย ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปใช้ลงทุนในสิ่งที่ไม่ได้เพิ่มพูนมูลค่าของทรัพย์สินเลย ถนนทั้งสายเสีย หายไป จะใช้สักกี่แสนหลัง กี่แสนล้านบาท ไปสร้างถนนสายใหม่ มันก็ไม่ได้ทำให้มีถนน ขึ้นมา ๒ สายครับ มันเพียงแต่ซ่อมแซมถนนสายเดิมขึ้นมาให้มันดีขึ้นบ้าง ซึ่งมันก็ยังไม่ดี เท่าเดิม เพราะอย่างงบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ลงในงบลงทุนปีนี้ ผมก็ดูว่าเป็นงบที่ไม่ใช่เป็น การเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่เป็นการลงทุนและไม่ส่งผลในการที่ทำให้สถานะประเทศชาติดีขึ้น ท่านประธานครับ เรามักจะพูดกันว่าเรามีหนี้สาธารณะเพียงแค่ร้อยละ ๔๐ หรือร้อยละ ๔๐ กว่า ไม่เป็นอะไร ประเทศอื่นยังมีหนี้สาธารณะมากกว่าเราเยอะแยะ แต่ท่านประธานครับการดูงบดุลจะต้องดู ๒ ด้านครับ ดูฝั่งที่เป็นหนี้และต้องดูฝั่งที่เป็นทรัพย์สิน มีหนี้ถ้ามีทรัพย์สินสูงพอมันก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้ประชาชนประเทศไทยมีหนี้จำนวนมาก แต่ไม่มี ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพียงพอที่จะคุ้มหนี้สินเหล่านั้นเลย เช่นเดียวกับที่ปีนี้ที่บอกว่าจะต้อง เสียหายในภาครัฐประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินจะใช้อีก ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้มันไม่ได้ไปเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในการลงทุนเหล่านี้เลย ทั้งหมดเหล่านี้ ท่านประธานครับ มันก็น่าเป็นห่วงครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมคงไม่ใช้เวลามากเกินไป วันนี้กลับเข้ามานั่งอยู่ตรงนี้ ๓ ชั่วโมงโดยหนีออกมาจากโรงพยาบาลครับ เพื่อจะทำหน้าที่ ของเราให้หมดจด ณ วันนี้นะครับ คงจะไม่รบกวนเวลาท่านประธาน ผมขอย้ำเพียงว่า ผมอยากเห็นงบประมาณที่ไม่จำเป็นลดลงบ้าง อยากให้เห็นการใช้เงินที่มาจากเงินกู้ที่ต้องเสีย ดอกเบี้ย รวม ๆ แล้วปีหนึ่งถึง ๑,๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไปแล้ว มีความรอบคอบ ผมอยากเห็น สังคมไทยในยามวิกฤติคนมีวินัย มีคุณค่าที่ดี เป็นลูกหนี้ที่ดี ไม่ใช่เป็นหนี้แล้วไม่ต้องใช้ เป็นหนี้แล้วยกเลิกหนี้ เป็นลูกหนี้แล้วไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ณ วัน ๆ อยู่กับการขอรอรัฐบาล แจก อยู่กับการงอมืองอเท้า อยู่กับสิ่งที่รัฐบาลจะแจกไปให้โดยที่ตนเองไม่ต้องพึ่งพาอะไรเลย ท่านประธานครับ ผมขอขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมไม่ใช้เวลามากกว่านี้ครับ