สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการเจรจากัมพูชา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเก่า และไม่ให้กล่าวโทษรัฐบาลชุดก่อนหน้า และยังขอแนะนำให้ตัดงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศ 10%

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมจะพยายามให้มันกระชับแล้วกันครับท่านประธาน แต่อย่างน้อยเพื่อเป็นการเตือนเพื่อนสมาชิกในที่ประชุมและคณะกรรมาธิการว่าท่านได้ ทําหน้าที่ตรงนี้หรือไม่ ท่านได้สอบถามผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศไหมว่าที่มาที่ไป ของเรื่องเหล่านี้ ที่เราไม่รู้อนาคตในเดือนกุมภาพันธ์จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยนั้น ท่านได้ซักถามไหมครับ เขาได้ชี้แจงให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบไหม เพราะผมเชื่อว่า ดูแววตาของแต่ละท่าน ท่านไม่ได้ถามครับ ผมจึงต้องการจะชี้แจงให้กับคณะกรรมาธิการ เผื่อท่านเปลี่ยนใจจะได้ตัดลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศลง เพราะถ้าท่าน รับรู้ว่าอดีตที่ผ่านมาเราเกือบจะเสียปราสาทพระวิหารแบบทันทีทันใดเลย ถ้าเอ็มโอยูฉบับนั้น ถ้าศาลของเราไม่มีคําพิพากษาออกมา แต่ผมย้ํานะครับท่านประธาน อย่างน้อยเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาของ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยึดแนวทางที่ถูกต้อง และผมก็เชื่อว่าแนวทางนี้เป็นแนวทาง ที่ถูกต้องจริง ๆ คือเพื่อนบ้าน บ้านติดกันตีกัน มีความไม่เข้าใจกัน เรามาเจรจากันทุกอย่าง ก็จะจบ และผมว่าทุกอย่างมันราบรื่นดี แต่มันเกิดกระแสบ่างช่างยุขึ้นมาทําให้เรากับกัมพูชา กัมพูชาก็เหิมเกริมครับ เพราะเขาไม่ได้ดั่งใจครับ เราก็ไม่ตามใจเขา เนื่องจากว่าท่านอภิสิทธิ์ ปกป้องประโยชน์ของประเทศ จุดนี้เองมันจึงเป็นที่มาถึงความขัดแย้งชายแดนมาตลอด แล้วก็เมื่อสักครู่ได้มีการพาดพิงไปแล้วว่าสุดท้ายเขมรเขาก็ยกเรื่องไปร้องที่ศาลโลก รัฐบาล ของท่านอภิสิทธิ์ท่านมีการย้ําชัดเจนเลยว่าต้องการทวิภาคี ทวิ แปลว่า ๒ คือ ๒ ประเทศคุยกัน ไม่ต้องการให้ที่อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านย้ํานักย้ําหนา ผมจําได้เนื่องจากผมเป็นคณะกรรมาธิการ เจบีซี เรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาหลายครั้ง แล้วมีปัญหาหลายครั้ง และท่านอภิสิทธิ์เอง ก็พยายามบอกอยู่เสมอว่าเจบีซีน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เราไม่ต้องการให้ประเทศที่ ๓ ระบบอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเกี่ยวข้องขึ้นมาแล้วมีปัญหาทีหลังจะมาโทษรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ไม่ได้ สุดท้ายเขมรก็ฟ้องศาลโลกเราก็ต้องต่อสู้ตามกระบวนการ เพราะท่านรัฐมนตรีกษิต ก็บอกแล้วว่าเขามีสิทธิที่จะฟ้อง เมื่อเขาฟ้องไปแล้วเราก็ต้องไปเจรจา แต่ดีใจท่านประธานครับ ที่คณะกรรมการที่ทางรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ตั้งขึ้นมาทําให้ประเทศเราไม่ได้สูญเสีย เรามีกําไร ตามที่ผมกราบเรียนไว้แล้วนะครับ ผมต้องย้ําว่าพ้นคําพิพากษาในขั้นต้นก็คือ การคุ้มครองชั่วคราวเรามีกําไร ย้ําตรงประเด็นที่ว่าเขมรต้องการให้เราถอนทหารออก แต่ศาลโลกบอกเอ็งต้องถอนทั้ง ๒ ฝ่าย ถือว่าเรามีกําไรเกินเป้าหมาย และหลังจากนั้นไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ต้องทําหน้าที่ตรงนี้ต่อไปเพื่อชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ในประเด็นเหล่านี้ แต่จุดที่ผมกังวลครับท่านประธาน คํากล่าวของเพื่อนสมาชิกบางท่าน ผมนึกถึงเรื่องน้ําท่วม ขนาดที่ท่านอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นรัฐบาลมา ๕ เดือน ยังมีการกล่าวย้อนไป ในอดีตว่าปัญหาน้ําท่วมนี้เกิดจากอดีตที่ผ่านมา ผมก็กังวลว่าเดี๋ยวเกิดถ้าคําพิพากษาออกมา สาธุ อย่าให้เป็นอย่างนี้นะครับ ถ้าเราไม่เสียดินแดนก็ดีใจด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าเราเสียดินแดน ผมกลัวว่าจะมีการกล่าวหาย้อนไปที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เพราะเมื่อสักครู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านก็พูด ท่านบอกท่านเข้ามาท่านทําหน้าที่รับไม้ต่อ ท่านก็ใช้ทนายชุดเดิม ทีมงานชุดเดิม อะไรชุดเดิม อย่างนี้เป็นการปัดความรับผิดชอบครับ ก็เท่ากับว่าผมเรียนตรง ๆ นะรัฐมนตรีทุกคน ข้าราชการก็เหมือนเดิมทุกอย่าง ถ้ามีปัญหา อะไรเกิดขึ้นก็โทษท่านอภิสิทธิ์คนเดียวสิครับ ดังนั้นภาวะผู้นําที่เกิดขึ้นของรัฐมนตรีท่านนี้ สมควรต้องตัดงบประมาณทั้งกระทรวงนะครับ ท่านต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ ท่านลงนามรับหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าโยนความผิด ไปที่รัฐบาลชุดอื่น และจุดที่ผมกังวลท่านประธานครับ แล้วต้องตําหนิรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศอย่างรุนแรงที่ต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพราะว่า สังคมไทยเป็นสังคมข่าวลือ คนบางคนจงใจจุดประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้คนสามารถ เข้าใจผิดได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอดีตที่ผ่านมา แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ มันเกิดจาก ฝีมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนี้ที่มือไม่ถึงครับ จึงกราบเรียนกับ ท่านประธาน ผมจึงจําเป็นต้องตัดลดงบประมาณตามที่ผมกราบเรียนไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ