สุนัย จุลพงศธร หารือเรื่องงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศ และเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลคนไทยในต่างประเทศที่มีปัญหา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดูแลคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ และการสร้างความเสียหายต่อประเทศไทยหากทูตไทยไปสร้างการทะเลาะเบาะแว้งในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์มาตรา 112 โดยมองเป็นผลมาจากการบริหารของรัฐบาลที่แล้วที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และใช้กฎหมายมาตรา 112 เป็นเครื่องมือ และหารือเรื่องพาสปอร์ตของทักษิณ ชี้ว่าหากมีการยึดพาสปอร์ต ก็ควรจะทำกับทุกนายกรัฐมนตรี ไม่เฉพาะทักษิณ
อีกนิดเดียวท่านครับ มันหมายถึง มติมหาชนเขามีแล้ว ดังนั้นวันนี้เมื่อกระบวนการจัดงบประมาณอย่างนี้เกิดขึ้นมานี่ เราก็ควร จะต้องเข้าตามทํานองครองธรรมแห่งกฎระเบียบของสภา ท่านประธานครับ ตามกฎระเบียบ ก็แปลก ถ้าแปรญัตติไม่ตัดงบประมาณไม่ได้ จะขอเพิ่มงบประมาณห้ามแปรญัตติ ผมก็ต้องตัด แต่กราบเรียนท่านประธานว่ากระทรวงการต่างประเทศที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งท่านบอกว่า กระทรวงการต่างประเทศนี้ดีเหลือเกิน เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๖ เดือนที่แล้วนี่ ท่านครับ ผมได้เดินทางไปพบกับท่านทูตหลายประเทศ นั่งประชุมปรึกษาหารือกันร่วมกับประชาชน ถึงปัญหาต่าง ๆ วันนี้ถ้าว่ากันจริง ๆ แล้วต้องเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงการต่างประเทศ ด้วยซ้ําไป แต่จะเพิ่มอย่างไรละครับ ก็จะขอตัดส่วนหนึ่งแล้วเอาไปให้อีกส่วนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อ คนไทยในต่างประเทศลงทะเบียนอยู่ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ไม่ลงทะเบียนออกไป โดยผิดกฎหมายบ้าง ออกไปทํางานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย แต่ส่งเงินเข้ามา โดยชอบด้วยกฎหมาย คือเงินนี่ชอบด้วยกฎหมายครับ เราก็ต้องดูแลเขา วันนี้จริง ๆ ผมเชื่อว่า คนไทยในต่างประเทศที่อยู่กันจริง ๆ มากกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนครับ แต่ท่านรู้ไหมครับ เวลามีปัญหาต่าง ๆ ในกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลประชาชนที่เกิดปัญหาต่าง ๆ ทั่วโลกนี่นะครับ มีงบประมาณดูแลปัญหาของประชาชน ๒๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ ๒๐ ล้านบาทนี่ไม่ใช่ประเทศเดียวนะ เอาทั้งโลกเลยครับ ทั้งปีนี่ ดังนั้นผมก็เชื่อมั่นว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ในสถานทูตหลายแห่งก็ไม่พอ ดังนั้นการที่จะขอตัดงบประมาณเพื่อจะไปเพิ่ม ส่วนนั้นไปช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ เขายากจนจากประเทศไทย ไม่มีทางออกจึงดิ้นรนไปอยู่ต่างประเทศ พออยู่ต่างประเทศปรากฏว่าเกิดปัญหางบไม่พอ ดังนั้นที่ผ่านมาการต่างประเทศที่ดีนี้ เราสร้างทูตซีอีโอ (CEO) ไปดูแลเรื่องการค้า การขาย ได้สะตุ้งสตางค์มาก็ไปเป็นงบประมาณได้เยอะขึ้น แต่ ๒ ปีที่ผ่านมาเขาบอกว่าทูตซีอีโอไม่ได้ ทําทูตการค้า แต่กลายเป็นทูตซีอีโอเป็นทูตตามล่าครับ ข้อเท็จจริงจริง ๆ เป็นอย่างนี้ครับ ทูตเขาก็เล่าให้ฟัง เขาก็อึดอัดใจครับ ตามล่าแต่คนคนเดียว ดังนั้นผมว่าวันนี้ถ้าเราจะทะเลาะ ก็ทะเลาะเสียในบ้านเถอะครับ อย่าให้ทูตเขาไปสร้างการทะเลาะเบาะแว้งในต่างประเทศ ทําให้เสียหาย ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนเข้าใจดีแล้ว ถึงเกิดผลการเลือกตั้งอย่างนี้ครับ
ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนอีกอันหนึ่งว่าที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง พยายามที่จะกล่าวหาว่าในเรื่องขององค์กรระหว่างประเทศทําการวิพากษ์วิจารณ์ มาตรา ๑๑๒ แล้วเจ้าหน้าที่ไปอยู่ไหน ฟังสักนิดเถอะครับ เราลองใช้ทัศนะการมองแบบ ๒ ด้านดู วันนี้เราต้องอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง เรามองหน่อยไหมครับว่าในสมัยท่านทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีใครละเมิด มาตรา ๑๑๒ ไหม มาตรา ๑๑๒ เคยเป็นประเด็นไหม มาตรา ๑๑๒ ยืนยันว่ามีคดีสูงขึ้นมาก เป็นผลมาจาก การบริหารของรัฐบาลที่แล้วที่ทําให้เกิดภาวะการแตกแยกและมีการใช้อํานาจโดยไม่ชอบ โดยใช้กฎหมาย มาตรา ๑๑๒ เป็นเครื่องมือ มันจะเกิดภาวะระส่ําระสาย ผมอยากจะ กราบเรียนเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการ ผมเชื่อมั่นว่าท่านกรรมาธิการ ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างดีแล้วว่ามันเป็นผลมาจากการกระทําอย่างนี้ จึงมีการเพิ่มงบประมาณ ให้แก่กระทรวงการต่างประเทศเขา
อีกอันหนึ่งที่เราถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาครับ เรื่องพาสปอร์ต ท่านครับ กรรมาธิการการต่างประเทศจะตอบอย่างไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าท่านต้องรู้ เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ที่ผมจะกราบเรียนท่านผ่านทางท่านประธานสภา ท่านครับ เราคนไทยด้วยกัน เหตุการณ์ ที่เป็นอยู่นี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด ท่านพันตํารวจโท ทักษิณมีความผิดที่ถูกกล่าวหาตลอดเวลา พูดกันให้ชัด ๆ สิครับ เซ็นรับรองสําเนาถูกต้องบัตรประชาชนให้ภรรยาไปซื้อที่ดินเท่านั้น ลองเปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีคนอื่นไหมครับ จอมพล ถนอม สมัยรัฐบาล ๑๔ ตุลา ฆ่าประชาชน หลังจากนั้นใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีครับ พรรคประชาธิปัตย์ ไปยึด พาสปอร์ตเขาไหม ไม่มี ตามล่า จอมพล ถนอมไหม จอมพล ประภาสไหม ไม่มี พฤษภาทมิฬ หลังจากนั้นใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์อีก ยึดพาสปอร์ต พลเอก สุจินดา คราประยูรไหม ไม่มี อะไรกับทักษิณหนักหนาละครับ ดังนั้นอันนี้เป็น ๒ ทัศนะครับ ท่านประธานระหว่างทัศนะที่เราจะมองผลประโยชน์แห่งรัฐเป็นสําคัญ หรือจะใช้ผลประโยชน์ ทําลายคู่แข่งเป็นสําคัญ ท่านครับ อะไรที่จะปรองดองกันได้เราก็ควรจะเริ่มต้นกันเสียทีเถิด ไม่อย่างนั้นอยู่อย่างนี้ไปไม่ได้หรอกครับ เช่นเดียวกันครับ ทักษิณไปพม่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไปอีก ความเป็นจริงในเรื่องนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะมองผลประโยชน์แห่งรัฐ เป็นที่ตั้งหรือผลประโยชน์แห่งการทําลายคู่แข่ง