องอาจ คล้ามไพบูลย์ อภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงการต่างประเทศ โดยเน้นถึงผลประโยชน์ทับซ้อนและผลกระทบต่ออธิปไตยของไทย และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการสอบถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น พร้อมทั้งหารือเรื่องการออกวีซ่าให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี และผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องการเดินทางของนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้คําแนะนําว่าผมต้องอภิปรายกับ ท่านกรรมาธิการนะครับ ผมคงไม่สามารถอภิปรายกับท่านรัฐมนตรีได้ เพราะท่านรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ที่นี่ ตอนนี้ก็มีเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ซึ่งตอนที่เขาพูดถึง กระทรวงการคลังท่านก็ไม่อยู่ แต่พอพูดถึงกระทรวงการต่างประเทศท่านก็เดินเข้ามา ไม่ทราบว่าท่านประสงค์จะไปอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศหรือเปล่านะครับ อย่างไรก็ดี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมได้ขอตัดงบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอาไว้ การตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงการต่างประเทศนั้นคงไม่ได้มีเหตุผลเพราะว่าข้าราชการ ที่ทํางานที่กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงการต่างประเทศมีปัญหาในการทํางาน ในทางตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าพวกเราทราบกันดีนะครับว่ากระทรวงการต่างประเทศนั้น เป็นสถานที่ราชการแห่งหนึ่งที่มีข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในการทํางาน มีคุณสมบัติ ที่เหมาะสมในการทํางานสูงแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นกระทรวงที่ข้าราชการมีวินัย ในการทํางาน มีกรอบการทํางานที่น่าชื่นชม มีวัตรปฏิบัติ ระเบียบวิธีทางการทูตที่เหมาะสม เป็นที่ชื่นชมของข้าราชการกระทรวงอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการของกระทรวง การต่างประเทศเท่านั้น แต่ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาประมาณ ๒ ไตรมาสที่ผ่านมา หรือประมาณครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว ท่านประธานคงจะเห็นว่าการทํางานที่กระทรวง การต่างประเทศนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงไปเพราะข้าราชการ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปเพราะว่ามีการนํานโยบายจากฝ่ายการเมืองเข้าไปก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงหลายด้านด้วยกัน วันนี้ผมมีความจําเป็นที่จะต้องสอบถามท่านกรรมาธิการ นะครับว่าได้มีการสอบถามกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องต่าง ๆ ที่ผมจะอภิปรายดังต่อไปนี้ หรือไม่ อย่างไร ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าใน ๒ ไตรมาสที่ผ่านมานั้นกระทรวงการต่างประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าฝ่ายการเมืองคือผู้ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างมาก โดยมีข้าราชการบางส่วนที่อาจจะพร้อมที่จะรับใช้ ฝ่ายการเมือง โดยสามารถทํางานที่อาจจะขัดต่อระเบียบ หรืองานในภาระหน้าที่ที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสมหลายประการ ท่านประธานครับ ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ผ่านมานั้น ผมมองเห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศพยายามที่จะทํางานอยู่ ๓ ประการ ด้วยกัน
ประการแรก ก็คือการทําเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียว
ประการที่ ๒ ก็คือมีการส่งสัญญาณว่าอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เกิดขึ้นจากผู้มีอํานาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเข้ามาเกี่ยวข้อง
ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องของการปกป้องรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย
ประการแรกในเรื่องของเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียวนั้น ท่านประธาน ก็คงทราบดีว่าทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานเรื่องของความพยายามในการที่จะผลักดัน ให้มีการออกวีซ่า (VISA) ให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยก็เกิดขึ้น และเริ่มเดิมทีนั้น มีความพยายามบอกว่าเป็นเรื่องของประเทศที่จะออกวีซ่าเองเป็นผู้กําหนด แต่เมื่อ เรื่องปรากฏขึ้นมาปรากฏว่าโฆษกของรัฐบาลของประเทศที่ออกวีซ่าเพื่ออนุญาตเข้าเมืองนั้น ก็ออกมายอมรับว่าเกิดขึ้นจากการขอร้องหรือผลักดันในส่วนของรัฐบาลไทย และผมอยากจะเรียนคณะกรรมาธิการว่าขณะนี้ภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนหนึ่งก็กําลังพยายามในการที่จะผลักดันให้มีการออกวีซ่าให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี ของไทยท่านนี้ ในการที่จะเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษอยู่ในขณะนี้ ผมไม่ทราบว่านี่คือภาระหน้าที่เพื่อคนคนเดียว หรือเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ พันธกิจที่ให้ไว้ในเอกสารงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ นอกเหนือจากเรื่องของการออกดวงตราหนังสือเดินทางเพื่อเข้าประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่เรียกว่า วีซ่า แล้วนี่ เรื่องหนังสือเดินทางครับท่านประธาน ผมเคยยื่นกระทู้ถามที่นี่ไปแล้ว ผมคงไม่พูดในรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่ผมเองอยากจะชี้ให้เห็นว่าการถกเถียงในเรื่องว่า ปฏิบัติตามระเบียบหรือไม่นั้นผมคิดว่าขณะนี้กระบวนการกําลังเดินไปสู่การยื่นถอดถอน ก็คงไปว่ากันตามกระบวนการนี้ครับ เพราะแน่นอนที่สุดครับ กระทรวงการต่างประเทศ โดยการผลักดันของฝ่ายการเมืองอาจจะบอกว่าสามารถดําเนินการได้ตามระเบียบ ของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ผมยังเรียนยืนยันพรรคประชาธิปัตย์และกระผมยังเรียน ยืนยันว่าไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะขัดต่อระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ เท่ากับ เป็นการทําลายนิติรัฐ นิติธรรมของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยิ่งครับ ผมคงไม่ต้องบอก ท่านประธานคงทราบดีครับว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นถูกศาลตัดสินให้จําคุกแล้วท่าน ก็ไม่ได้เข้ามาจองจําในคุกเหมือนกับผู้ถูกตัดสินคดีโดยทั่วไป ท่านใช้จังหวะที่จะเดินทาง ขออนุญาตศาลในการเดินทางออกไปนอกประเทศ และเมื่อศาลได้ตัดสินออกมาแล้ว ท่านก็ไม่เดินทางกลับเข้ามารับโทษนั้นเลย ขณะเดียวกันท่านก็มีคดีอีกหลายคดีที่รออยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราสามารถใช้วิธีการเช่นนี้ได้โดยไม่ต้องไป ดูระเบียบใด ๆ เลยก็ตาม ใครก็ตามที่มีคดีอยู่ในศาลแล้ววันหนึ่งรู้ว่าศาลกําลังจะตัดสินคดี ก็ไปขออนุญาตต่อศาลบอกว่าขอเดินทางออกไปนอกประเทศ ศาลท่านอาจจะเห็นว่า บุคคลคนนั้นไม่น่าที่จะหลบหนีคําตัดสินแล้วก็เดินทางออกไปนอกประเทศ ท่านอนุญาตให้ไป ท่านหวังว่าวันหนึ่งจะกลับมาแล้วบุคคลคนนั้นไม่กลับมา แน่นอนที่สุดครับหนังสือเดินทาง ที่เขามีอยู่นั้นเขาก็ใช้อยู่ในต่างประเทศจนกระทั่งหมดอายุหนังสือเดินทางในประเทศที่เขา หลบหนีไปอยู่ แต่วันหนึ่งเมื่อหนังสือเดินทางนั้นหมดอายุลงไม่สามารถใช้ต่อไปได้ ถ้าเขายัง อยู่ในประเทศนั้นอยู่เขาก็จะอยู่ในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมืองเพราะไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง ที่จะแสดงว่าเขาสามารถอยู่ในประเทศนั้นได้ แล้วถ้านักโทษในลักษณะนี้สามารถทํา เหมือนอย่างที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทําได้ นักโทษในลักษณะนี้ก็ไปขอหนังสือเดินทาง จากสถานทูตไปประเทศต่าง ๆ หรือประเทศที่เขาไปพํานักอยู่ในขณะนั้นได้เขาก็จะสามารถ ไม่ใช่เฉพาะอยู่ในประเทศนั้นเท่านั้น เขาก็สามารถเดินทางไปประเทศอื่น ๆ ได้ตามปกติ แล้วก็อาจจะอยู่ไปจนกระทั่งหมดอายุความแล้วก็ค่อยเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย ผมว่าถ้าสามารถทําเช่นนี้ได้มันถูกต้องตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ ผมคิดว่าแค่เฉพาะ สามัญสํานึกตรงนี้ก็มองเห็นอยู่แล้วว่าไม่น่าจะถูกต้องเหมาะสม แต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้ ก็เกิดขึ้นในกระทรวงการต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา ผมจึงอยากเรียนถามท่านกรรมาธิการว่า ท่านได้สอบถามเรื่องนี้หรือไม่ในช่วงของการพิจารณางบประมาณในครั้งนี้
ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน มีความข้องใจสงสัยกัน พอสมควรในเรื่องนี้ เพราะอะไรครับ เพราะเกือบทุกครั้งก่อนหน้าที่ท่านนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปในหลาย ๆ ประเทศในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้เดินทางไปในประเทศเหล่านั้นเกือบทุกประเทศ แน่นอนครับมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ท่านทําไมต้องเดินทางไปก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีจะไป บางครั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไปพบปะกันหรือเปล่าระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่ผู้คนก็ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากไปกว่านั้น จนกระทั่งการเดินทางล่าสุด ของท่านนายกรัฐมนตรีในการเดินทางไปประเทศพม่า ปรากฏว่าอดีตนายกรัฐมนตรีออกมา ให้สัมภาษณ์ชัดเจนครับว่าได้ไปดําเนินการจัดการให้ได้มีการพบปะกับผู้นําระดับสูง ของประเทศพม่า มีโอกาสพบปะกับผู้นําฝ่ายค้านของประเทศพม่า ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นผมอยากจะกราบเรียนว่าทําให้ผู้คนมีความสงสัยว่า เริ่มที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาในประเทศนี้และอีกหลาย ๆ ประเทศก่อนหน้านี้หรือไม่ เพราะในประเทศพม่าเอง ท่านประธานคงทราบดีว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความสัมพันธ์ ฉันท์พี่น้องกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้นมีคดีค้างอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในขณะนี้ก็คือเรื่องการอนุมัติเงินกู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย หรือเรียกว่า เอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่าเพื่อนําไปซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากบริษัทในเครือ ของตนเอง แล้วก็ทําให้มีปัญหาทั้งในประเทศพม่าและในประเทศไทยก็คือท่านถูกคดีความ อย่างที่ผมกําลังบอก ผมถามว่าท่านกรรมาธิการได้สอบถามเรื่องนี้หรือไม่ จึงไม่แปลกใจครับ ว่าผู้คนอาจจะมีความสงสัยในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่กําลังจะเกิดขึ้นที่ประเทศ เพื่อนบ้านของเราและอีกหลาย ๆ ประเทศที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไป นี่คือสิ่งที่เป็น ประการที่ ๒ เท่าที่ผมอยากจะสอบถามว่ากรรมาธิการดําเนินการอย่างไรบ้างในเรื่องเหล่านี้
ประการที่ ๓ เรื่องการปกป้องรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย คือเรื่องสุดท้ายที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติในวันนี้ ก็คือกรณีทหารกัมพูชายิงเฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ ๒๑๒ ของกองกําลังจันทบุรี-ตราด กองทัพเรือบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจันทบุรี-ตราด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการปกป้องรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย อย่างไร หลังจากเกิดเหตุกระทรวงการต่างประเทศบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมสรุปสั้น ๆ หลังจากนั้นทหารของทั้ง ๒ ประเทศที่อยู่แนวชายแดนได้มีการประชุมกัน ผมมีชื่อว่า ใครประชุมกับใคร อย่างไร รายละเอียดมีพอสมควร ผู้เข้าร่วมประชุมมีใครบ้าง อย่างไร แต่ผมคงไม่ต้องบอก ณ ที่นี้ แต่ผลการประชุมออกมาไม่มีอะไรชัดเจน แต่ฝ่ายไทยได้ออกมา ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโดยทั่วไปว่าฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับและขอโทษที่กองกําลังทหาร ของฝ่ายกัมพูชาประมาทจนทําให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ขอโทษที่ทําเกินกว่าเหตุ นี่คือคํากล่าวอ้างของทางฝ่ายไทยที่ไปเข้าร่วมประชุมว่าฝ่ายกัมพูชายอมรับและขอโทษ ที่กองกําลังทหารฝ่ายกัมพูชาประมาทจนทําให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและขอโทษ ที่ทําเกินกว่าเหตุ ผ่านการประชุมมาเพียงไม่กี่วันครับ ตอนออกมาบอกนั้นประชาชนคนไทย ก็รับฟังแล้วก็คิดว่านั่นคือการยอมรับของทางฝ่ายกัมพูชา ท่านประธานครับ ผ่านมาไม่กี่วัน อะไรเกิดขึ้นครับ นายฮอ นําฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนเป็นลักษณะการแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการท่านนี้บอกว่า ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ ๒๑๒ ของกองทัพเรือไทย บริเวณกองกําลังจันทบุรี-ตราด ที่ผ่านมาว่าเป็นเพราะเฮลิคอปเตอร์ของ กองทัพเรือไทยบินรุกล้ําดินแดนกัมพูชาจึงจําเป็นต้องยิงเพื่อเตือน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่าที่ผ่านมาเราก็เฝ้าติดตามดูว่ากระทรวงการต่างประเทศ นอกเหนือจาก จะออกมาบอกว่าเป็นเรื่องของการเข้าใจผิดแล้วได้มีการดําเนินการอย่างไรหรือไม่ ปรากฏว่าไม่ได้มีการดําเนินการอะไรครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนสอบถามก็คือว่า ทางกรรมาธิการได้มีการสอบถามกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ว่าได้มีการ ดําเนินการอะไร เพราะเราจะเห็นชัดเจนว่า ๓ ประการที่ผมบอกเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ พิจารณางบประมาณควรจะได้มีการดําเนินการสอบถามเพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติให้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์พันธกิจและปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาลจึงเขียนไว้ ชัดเจนในเรื่องของการปฏิบัติให้เป็นไปตามภารกิจและนโยบายสําคัญดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ในกรอบทวิภาคี ความร่วมมือ ระหว่างประเทศไทยในกรอบพหุภาคี การบริการด้านการต่างประเทศ รวมถึงการบริการ ด้านการกงสุลและการสร้างความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าการดําเนินการต่าง ๆ อย่างที่ผม ได้หยิบยกมานี้ ผมคิดว่าทางกรรมาธิการพิจารณางบประมาณควรจะได้มีการดําเนินการ และผมเชื่อมั่นว่าหลังจากการดําเนินการพิจารณางบประมาณนี้ผ่านไปแล้ว พฤติกรรม หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เข้าข่ายลักษณะ ๓ ประการที่ผมได้บอกไปแล้ว ก็คือ ๑. การทํา เพื่อคนคนเดียว ๒. เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน และ ๓. เรื่องของการปกป้องรักษา อธิปไตยเหนือดินแดนของไทยนั้นน่าจะสามารถปฏิบัติได้ดีกว่าเดิม ก็ฝากท่านประธานไว้ ในครั้งนี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ