บุญทรง เตริยาภิรมย์ ระบุประเด็นที่ต้องการพูดคุยในฐานะกรรมาธิการ และหารือเกี่ยวกับงบประมาณรถยนต์คันแรกของรัฐบาล การช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้นอกระบบ การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาลูกหนี้นอกระบบ และมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะเรื่องการหักลดหย่อนภาษีและโครงการรถยนต์คันแรก
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานสั้น ๆ สัก ๒-๓ ประเด็น กรณีที่จะไม่ให้ซ้ําซ้อนกับท่านกรรมาธิการท่านอื่นที่ได้ตอบไปแล้วตั้งแต่ เมื่อวานแล้วก็เมื่อสักครู่นี้ ต่อประเด็นที่ท่านกรรมาธิการได้มีการอภิปรายไปเมื่อสักครู่ โดยเฉพาะในเรื่องของกระทรวงการคลัง
ประเด็นแรก อยากจะขออนุญาตเรียนข้อมูลเพิ่มเติมในกรณีที่ท่านสมาชิก ได้มีการอภิปรายไปถึงเรื่องของโครงการตามนโยบายของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของรถยนต์คันแรกที่ได้มีมติโดย ครม. ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๔ ต่อประเด็นนี้กระผมได้เคยมาเรียนชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งว่าการตั้ง งบประมาณในปี ๒๕๕๕ นั้น ทางกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้ขอตั้งงบประมาณสําหรับโครงการรถยนต์คันแรก เอาไว้เพียง ๑๐๐ ล้านบาทเท่านั้น กรณีที่มีการออกไปพูดในทํานองที่ว่าทําไมไม่เอาเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภาวะเดือดร้อนทั้งจากกรณี น้ําท่วมหรือกรณีมีการยกเลิกเรื่องรถเมล์ฟรี ซึ่งอาจจะใช้ได้เป็นจํานวนหลาย ๆ ปี ก็ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงว่าการตั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๕ สําหรับโครงการรถยนต์ คันแรกนั้นตั้งไว้เพียง ๑๐๐ ล้านบาท และในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมีการพิจารณา ปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงไป ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นงบประมาณสําหรับโครงการนี้ ที่ได้รับมอบแล้วก็ได้รับจัดสรรจะเหลือเพียง ๙๕ ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการปรับปรุง ระบบไอทีของหน่วยงานของรัฐ ๓ หน่วยงานด้วยกัน กล่าวคือกรมการขนส่งทางบก กรมสรรพสามิตและกรมบัญชีกลางเพื่อที่จะพัฒนาระบบไอทีของทั้ง ๓ กรมนั้นให้มีการ เชื่อมโยงกัน ให้เป็นมาตรฐานแล้วก็ให้มีแบบฟอร์มเดียวกัน เพื่อที่การดําเนินการตรวจสอบ ข้อมูลสําหรับผู้ที่จะมาแจ้งความจํานงเข้าโครงการซื้อรถยนต์คันแรกนั้นจะได้มีความถูกต้อง ตรงกัน ไม่มีความคลาดเคลื่อน นั่นประเด็นที่ ๑ ส่วนงบประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะมีการไปขอตั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาในเวลานี้ และการขอ ตั้งงบประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป้าหมายก็เพื่อที่จะรองรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ในโครงการ รถยนต์คันแรกของรัฐบาลจํานวนถึง ๕๐๐,๐๐๐ คันด้วยกัน
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการจัดการเรื่องหนี้นอกระบบหรือการออกมาตรการ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้มีรายได้น้อย แล้วก็เป็นลูกหนี้รายย่อยที่มีอยู่ในสถาบัน การเงินของรัฐทั้ง ๖ แห่งด้วยกัน กล่าวคือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลาม รวมไปถึงหน่วยงานที่เป็น สถาบันการเงินของรัฐอีก ๒ แห่ง โครงการนี้รัฐบาลได้มีการนําเรื่องเสนอต่อ ครม. แล้วก็ ได้รับการอนุมัติให้เริ่มโครงการมาแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ซึ่งก็บังเอิญว่า เป็นการอนุมัติโครงการในช่วงที่ประเทศกําลังประสบภาวะมหาอุทกภัยจากน้ําท่วม ดังนั้น ประชาชนที่เป็นผู้กู้รายย่อยแล้วก็มีปัญหาในการชําระหนี้คืนกับสถาบันการเงินของรัฐนั้น จึงอาจจะยังไม่มีความสะดวกที่จะไปติดต่อสถาบันการเงินต่าง ๆ ดังนั้นโครงการนี้จึงอาจจะ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่กระผมเชื่อมั่นว่าจากนี้เป็นต้นไปหลังจากที่สภาวะประเทศ เข้าสู่ปกติแล้วพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกหนี้รายย่อยกับสถาบันการเงินที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คงจะได้มีการติดต่อกับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อทําการขอพักหนี้จํานวนไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่มีการประกาศเป็นนโยบายต่อไป
ส่วนกรณีการดูแลเรื่องหนี้นอกระบบนั้น ในขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการ งบประมาณได้มีการจัดสรรงบประมาณอนุมัติไป ๑๘ ล้านบาท สําหรับการจัดตั้งสํานักงาน นโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงและสอดคล้องต่อเนื่อง กับโครงการที่รัฐบาลของท่านได้ประกาศออกไปแล้ว กรณีที่ลูกหนี้ที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ ของสถาบันการเงิน นั่นหมายถึงลูกหนี้นอกระบบ กรณีนี้คณะกรรมาธิการได้แปรญัตติเพิ่ม งบประมาณให้กับโครงการเอสเอ็มแอลของรัฐบาล โดยโครงการนี้จะมีคณะกรรมการ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเป็นผู้ดูแลและบริหาร จากเดิมที่ได้มีการอนุมัติกรอบวงเงินไว้ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้เพิ่มวงเงินให้อีก ๔,๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเป็น เงินทั้งสิ้น ๑๐,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจะได้นําวงเงินดังกล่าวหลังจากผ่านวาระที่สอง วาระที่สาม และผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาเรียบร้อยแล้วเพื่อจะไปดําเนินการส่งเข้าสู่ ระบบต่อไปในอนาคตให้ลงถึงหมู่บ้านต่าง ๆ และผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบสามารถที่จะเข้าไป ขอกู้ยืมเงินได้
ประเด็นเรื่องของการใช้มาตรการทางภาษีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากน้ําท่วมนั้น หน่วยงานของกระทรวงการคลังทั้ง ๓ หน่วยงาน กล่าวคือกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ซึ่งในประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาสอบถามกรรมาธิการไป เมื่อสักพักหนึ่ง คือเรื่องของมาตรการของกรมศุลกากรที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทําการค้า ผู้ที่ทําการอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่น้ําท่วม กรณีที่จะได้รับ การยกเว้นอากรขาเข้าในด้านของชิ้นส่วนหรืออะไหล่ยานยนต์ หรือรถประกอบสําเร็จรูป หรือรวมไปถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้รับผลกระทบ จะกราบเรียนว่าในเรื่องนี้ทางกรมศุลกากรได้ออกมาตรการและนําเสนอ ครม. เพื่อให้ได้รับ การอนุมัติ แต่เนื่องจากว่ารัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูเยียวยาขึ้นมาคณะหนึ่งเรียกว่า กฟย. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่บูรณาการการแก้ไขและมาตรการต่าง ๆ ไว้ในแหล่งเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อน ดังนั้นเรื่องที่กรมศุลกากรได้นําเสนอในมาตรการดังกล่าว จึงต้องไปผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฟื้นฟูและเยียวยา ซึ่งขอกราบเรียนว่า ได้มีการพิจารณาและผ่านกระบวนการทั้งหมดครบถ้วนสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว และเมื่อวันพุธที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีก็ได้นําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาและได้อนุมัติในหลักการ ของมาตรการดังกล่าว เมื่อวานนี้เรื่องดังกล่าวก็ได้นําเสนอผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อลงนาม และจะนําไปประกาศลงไปราชกิจจานุเบกษาต่อไปในบ่ายวันนี้ ซึ่งก็จะทําให้ มีผลย้อนหลังไปตามประกาศก็คือตั้งแต่วันที่มีน้ําท่วมเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ดังนั้น ผู้ประกอบการก็มั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะดูแลเรื่องนี้ให้สมบูรณ์เสร็จสิ้นโดยไม่ให้มีปัญหาต่อไป
ในส่วนของกรมสรรพากรนั้นก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้มีการเสนอ เรื่องผ่านคณะกรรมการฟื้นฟูและเยียวยา แล้วก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แล้วก็ได้รับการอนุมัติแล้ว กรณีที่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วม ทั้งเรื่องของบ้าน อสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ ให้สามารถนําค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านหรือรถยนต์ไปหัก ลดหย่อนในการคืนภาษีบุคคลธรรมดาได้ ซึ่งสําหรับค่าซ่อมบ้านนั้นสามารถนําไปหัก ลดหย่อนได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท สําหรับรถยนต์สามารถนําไปหักลดหย่อนได้ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ส่วนกรณีที่รถยนต์ได้รับความเสียหายทั้งคัน ค่าซ่อมแซมอาจจะมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของตัวรถ เพราะเนื่องจากว่ารถยนต์อาจจะเก่า ทางกรมสรรพสามิตก็ได้นําเสนอโครงการซึ่งก็ได้รับ การอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไปแล้วเช่นเดียวกัน โดยได้เพิ่มเติมเงื่อนไขให้ครอบคลุมไปถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ที่เสียหายจากน้ําท่วมให้ได้เข้าโครงการรถยนต์คันแรก แต่มีเงื่อนไขว่า รถยนต์ที่เสียหายนั้นจะต้องนําไปทําลายหรือทิ้ง แล้วก็มีการยกเลิกการใช้กับกรมการขนส่งทางบก กรณีนี้จะไม่มีส่วนกระทบกับเรื่องของงบประมาณแต่อย่างใด ก็ขออนุญาตกราบเรียน ๓-๔ ประเด็นย่อ ๆ เพื่อให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อประกอบการพิจารณาของท่านต่อไป ขอขอบคุณครับ