วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องการบริหารประเทศและเรียกร้องให้หน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบวิธีการที่ปฏิบัติกันอยู่ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตอบ และเสนอแนะให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามนโยบายที่เคยทําไว้ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการจัดตั้งกองทุนเงินออม และการยกเลิกนโยบายรถเมล์ฟรี และรถไฟฟรี โดยอ้างว่านโยบายนี้เป็นแนวทางที่ใช้ในการหาเสียง และไม่ควรยกเลิก เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ มีสมาชิกที่ยังติดใจสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งผมเองจะตอบในส่วนหนึ่ง แล้วเดี๋ยวท่านกรรมาธิการท่านอื่นจะขึ้นมาตอบในส่วนต่อไป แต่ถ้ายังติดใจหรือสงสัย ก็สามารถที่จะสอบถามเพิ่มเติมได้
ท่านแรกนะครับ ท่านณัฏฐพลนี่ได้บอกกล่าวว่าได้มีการขอปรับลด เนื่องจากว่าในส่วนของกระทรวงการคลังที่กํากับการดูแลในรัฐวิสาหกิจ แล้วก็มีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้ง แล้วลงไปลึกในรายละเอียดของคุณสมบัติต่าง ๆ ของผู้ที่จะเข้ามา ดํารงตําแหน่งในหน่วยงานต่าง ๆ เช่นท่านยกตัวอย่างในส่วนของการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทย หรือในส่วนของการพูดว่าบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าไปทํางานแล้วมีการเข้าไปข้องเกี่ยว ยุ่งเกี่ยวกับการคุกคามสื่อนะครับ
ประการแรก ผมเรียนว่ากรรมาธิการเองก็ให้หน่วยงาน อย่างการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทยก็มีการเชิญเขามา เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับเงินในการอุดหนุนเงิน แล้วก็มีการพูดคุยกันครับว่าในส่วนนี้มีหน้าที่ มีการดูแลในเรื่องของหน่วยงานท่านอย่างไร ส่วนเรื่องของตัวองค์กรที่เกี่ยวกับบุคคล หรือการสรรหาตัวบุคคลนั้นเป็นเรื่องของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการที่ปฏิบัติกันอยู่ ส่วนในเนื้อหาที่ท่านบอกว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร กรรมาธิการเองคงไม่ได้ไปก้าวล่วงหรอกครับ เพราะเป็นอํานาจหน้าที่ของหน่วยงาน การเข้าไปก้าวล่วงนี่ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แล้วในลักษณะของ การที่จะเข้าไปพาดพิงว่าบุคคลดังกล่าวนั้นมีข้อมูลอะไรยิ่งไม่ได้ เพียงแต่อาจจะมีใครติดใจ แต่วันนั้นก็ไม่ได้ติดใจถึงตัวบุคคลแต่อย่างไร ก็ไม่ได้มีประเด็นที่กรรมาธิการจะซักถาม เพียงแต่ถามในรายละเอียดของการทํางานของหน่วยงานของท่านเท่านั้นเอง
ส่วนการตั้งตัวแทนบริหาร ๕ ท่านที่เกี่ยวกับเรื่องของธนาคารกรุงไทยนะครับ ผมเรียนตรง ๆ ว่าธนาคารกรุงไทยนั้นเป็นธนาคารของกระทรวงการคลังที่กระทรวงการคลัง กํากับการดูแลก็จริง แต่หน่วยงานของกระทรวงการคลังนั้นก็เป็นหน่วยงานหนึ่งซึ่งมีอิสระ ในตัวเองในการบริหาร ดังนั้นในเรื่องของการที่จะไปสอบถามในรายละเอียดนะครับ กรรมาธิการไม่ได้เรียกเขามาชี้แจง เพราะว่ามีหน่วยงานหลายหน่วยงานเองที่ไม่ได้รับ เงินอุดหนุน แต่รับแนวทางนโยบาย ถ้ารัฐบาลเองมีนโยบายอะไรที่จะต้องใช้ธนาคารในการ ปล่อยสินเชื่อ ในการระดมเงินฝาก เงินออม หรือในส่วนต่าง ๆ ที่จะเป็นการสนับสนุน โครงการต่าง ๆ รัฐบาลเองก็จะดําเนินการในเรื่องของวิธีการ แล้วก็เป็นไปตามระบบ และระเบียบต่าง ๆ นะครับ ผมเรียนชี้แจงท่านสมาชิกว่าที่ท่านกล่าวถึงเรื่องความเหมาะสม ในตัวบุคคล เรื่องการพิจารณาต่าง ๆ เหล่านี้ คณะกรรมาธิการเองไม่ได้สอบลึกลงไป เพราะไม่มีหน้าที่ไปสอบถามในตัวบุคคล แต่บางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณนั้น เราสอบถาม เพราะว่าเป็นประเด็นในการพิจารณาเรื่องงบประมาณนะครับ ที่ท่านมาอ่านถึง ตัวบุคคลจะต้องมีคุณสมบัติในการดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ผมเข้าใจครับ แต่ถ้ามีปัญหา ท่านสมาชิกเองก็สามารถที่จะร้องเรียน หรือส่งเรื่องต่าง ๆ นั้นให้กับหน่วยงานหรือองค์กร หรือรัฐมนตรีที่กํากับการดูแลในส่วนนั้นได้พิจารณา ในประการแรกนะครับ
ท่านต่อไปนะครับ ท่านชุมพล ท่านชุมพลบอกว่าคล้าย ๆ กันละครับ ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่กํากับการดูแล ท่านยกตัวอย่างในการตั้งเอ็กซิมแบงก์ว่า เป็นธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้า ส่งเสริมในส่วนนี้ ถามว่าทําไมหาคนที่เหมือนกับว่า ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดําเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้วก็อาจจะเกิดในเรื่องของปัญหา ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งผมก็เรียนว่าในเรื่องของการกําหนดอย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องของวิธีการ การสรรหาตัวบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดํารงตําแหน่งในการทําหน้าที่ กลุ่มเหล่านี้ เป็นการเสนอตัว จะเป็นผู้บริหารต่าง ๆ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงานอิสระ แล้วก็ เป็นหน่วยงานที่กํากับการดูแล ผมคิดว่าถ้าเขาไม่สามารถที่จะดําเนินการหรือทํางานได้ มันก็มีการประเมิน นอกจากมีการประเมินแล้วยังมีรายงานต่าง ๆ แต่ละปีที่นําเสนอเข้าสู่ สภานะครับ ท่านเองอาจจะต้องเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เรื่องปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านก็สามารถ ที่จะสอบถาม ซักถามถึงรายงานต่าง ๆ ที่เป็นรายงานที่เข้าประจําทุกปี อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งผมเองนั้นในฐานะกรรมาธิการคงไม่ได้ไปล้วงลึกในรายละเอียดว่าเขาทําอะไรบ้าง มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ทําไมไม่ตั้งคนโน้นคนนี้ แล้วก็ยังบอกว่ารู้ไหมว่าเป็น ส.ส. สอบตก ผมก็ยังไม่ทราบครับ เพิ่งทราบจากท่านว่าเป็น ส.ส. สอบตกแล้วก็เอาเข้ามาดํารงตําแหน่ง ในส่วนของการทําหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ ครับ เพราะว่า กรรมาธิการเองก็คงไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปสอบถามในเรื่องประเด็นดังกล่าว แล้วก็ หน่วยงานนี้ เอ็กซิมแบงก์ ในวันที่มีการพิจารณาในส่วนของคณะกรรมาธิการเองก็ไม่ได้ มีการถูกนําเสนอเข้ามาเพื่อที่จะสอบถามในเรื่องของประเด็นเรื่องของคุณสมบัตินะครับ เพียงแต่สอบถามในเรื่องของรายละเอียดเท่านั้นเองครับ ก็เรียนชี้แจงให้ท่านทราบครับ ส่วนท่านอภิปรายในสภา สภาก็มีการบันทึกแล้วก็คงจะได้ยินไปถึงท่านรัฐมนตรี ซึ่งผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีเองไม่ได้อยู่ตรงนี้นะครับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ท่านเองก็รับทราบในเรื่องของประเด็นปัญหาตรงนี้ ก็ไปดําเนินการตามที่ท่านได้มีการ อภิปรายไปนะครับ
ท่านที่ ๓ นะครับ ผมคงตอบในส่วนหนึ่ง ท่านกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านมองภาพรวมของประเทศ คือทุกคนเอง อาจจะมีมุมมองในเรื่องของการบริหารประเทศ ส่วนกรรมาธิการเองก็เป็นเพียงแต่ ไปสอบถามเรื่องของการใช้จ่ายเงิน เรื่องของการคืนเงินคงคลังที่ท่านถามว่าทําไมคืนเงินแค่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าเดี๋ยวในส่วนหนึ่งท่านรัฐมนตรีเองก็คงจะตอบว่าเงินทั้งหมดที่เป็นหนี้ทําไมไม่รีบเร่ง ในการชําระ แล้วทําไมใช้จ่ายเงินแค่นี้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งจะต้องไปดูในรายละเอียด แต่ผมเองก็คงจะขออนุญาตที่จะตอบในส่วนที่น่าจะซักถาม ตอบได้
ประการที่ ๓ คือในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเงินออม ซึ่งท่านบอกว่า เป็นกองทุนซึ่งเกิดมาแล้วแล้วได้มีการดําเนินการ แต่เงินที่ประเดิม ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมให้แค่ ๒๒๕ ล้านบาท แล้วเป็นเสียงข้างน้อยที่เป็นผู้เสนอ ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่เสียงข้างน้อย ข้างมาก ผมเมื่อวานนี้วันแรกก็มีการชี้แจงไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้ผิดข้อกฎหมาย แต่เรียนว่า ในการที่จะนําเข้าเสนองบประมาณส่วนหนึ่งมันต้องผ่านในเรื่องของงบประมาณแล้วรัฐบาล ก็เป็นคนตั้ง ช่วงเทอมที่ตั้งในสมัยรัฐบาลท่านเองเป็นคนพิจารณาเข้ามาก่อน แต่ในส่วนต้น ไม่ได้มีการตั้ง เพราะว่าคณะกรรมการที่เกิดจากเงินกองทุนดังกล่าวมันยังไม่สมบูรณ์ เพราะต้องไปตรวจเช็กคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เสนอเข้ามา พอตรวจเช็กเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไปตั้งดําเนินการผู้อํานวยการ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นขั้นตอน ก็ได้นําเรียนไปแล้ว เบื้องต้น ทีนี้ประการสําคัญก็คือว่าหน่วยงานดังกล่าวเมื่อมีการเกิด เงินประเดิมมันอยู่ในส่วน ของ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันก็มีเงินที่จะต้องใช้ไปก่อนซึ่งมีการตั้งขอเข้ามาโดยหน่วยงาน ๒๕๐ ล้านบาท เขาก็ไม่ได้ติดใจครับในเรื่องประการดังกล่าว เรื่องข้อกฎหมายก็มีการชี้แจงไป เมื่อวานนี้แล้ว ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้ก็คงไม่ได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่า ตรงนี้มันติดขัดหรือเปล่า มันอาจจะเกิดปัญหาหรือเปล่า แต่ถ้ามันไม่พอจริง ๆ เงินที่จะขอ ให้กับองค์กรก็ขอเข้ามาในส่วนของงบกลางซึ่งก็ถือปฏิบัติได้ เพราะว่าในรายละเอียดของ ข้อกฎหมายเองนั้นก็ไม่ได้ระบุว่าจะต้องให้เต็มตามจํานวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เรียนชี้แจง ท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะเป็นห่วงวิตกเหมือนกัน เพราะว่าสภาแห่งนี้เมื่อผ่านกฎหมายแล้ว ทุกคนเองก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน จะส่งไปตีความหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่เราก็ได้ พยายามที่จะซักถาม สอบถามหน่วยงานที่มาชี้แจง รวมถึงถามข้อระเบียบต่าง ๆ ในส่วนของ คณะกรรมการกฤษฎีกาให้เรียบร้อยแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพที่ท่านอ้างและกล่าวถึงว่า ในเรื่องของรถเมล์ฟรีและท่านก็ไปเทียบกับนโยบายในเรื่องของรถคันแรก จริง ๆ เรื่องรถคันแรก มันเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่จะต้องทํา เพราะว่าเป็นแนวทางที่หาเสียงไป แต่ถ้าบอกว่า ไปเปรียบเทียบบอกว่ายกเลิกรถคันแรก แล้วก็บอกว่าเอาไปคงไว้ใช้จ่ายเงินเรื่องรถเมล์ฟรี หรือว่ารถไฟฟรีถึง ๗ ปี นั่นก็เป็นมุมมองความคิดเห็นของท่านอดีตรัฐมนตรีนะครับ คงไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ท่าน แต่รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะมองในเรื่องนโยบายเป็นหลักเหมือนกัน ส่วนที่กรรมาธิการเองไม่ได้ซักถามโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องทําไมต้องยกเลิกรถเมล์ฟรี เพียงแต่ ถามว่ามีอะไรที่ช่วยเหลือประชาชนในกระทรวงการคลัง มีอะไรที่เป็นเรื่องนโยบายเท่านั้นเอง ก็มีการตอบกันครับว่ามีอะไรที่จะต้องทํา แต่การทํานั้นมันขึ้นอยู่กับเทอมของรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลเองในส่วนของกระทรวงการคลังเขาก็ต้องดูนโยบาย เข้ามาถึงบางนโยบาย ทําเลยครับ เช่น ลดในเรื่องของภาษีน้ํามันเห็นไหมครับ อันนี้ลดทันทีเลย ในเรื่องของการ จํานําข้าว ตอนนี้ก็เริ่มทําแล้วครับการจํานําข้าว หรือเรื่องของการดูเรื่องการปล่อยเงินกู้ เรื่องของกองทุนต่าง ๆ ที่ทําได้ แต่ส่วนนี้มันก็คงไม่ได้มีการพูดถึงในเนื้อหาสาระรายละเอียด แต่ผมในฐานะที่เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่ในส่วนของรัฐบาล ชุดที่มีการดําเนินการนโยบายเรื่อง ๖ เดือน ๖ มาตรการ สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านกําหนดเรื่องการช่วยเหลือ ไม่ว่ามาตรการเรื่องไฟ เรื่องน้ํา เรื่องรถเมล์ฟรี หรือรถไฟฟรี ผมเรียนว่าตรงนี้มันไม่ใช่ในส่วนของการดําเนินการในเรื่องของนโยบายแต่เป็นนโยบาย ที่ต่อเนื่อง รัฐบาลท่านเองก็ยังใช้อยู่ในเรื่องของนโยบายตรงนี้ในขณะที่ท่านบริหารประเทศ แต่วันนี้เมื่องบประมาณมันหมด มันจบลง ผมก็คิดว่าในส่วนของการดําเนินการตามวิธีการ งบประมาณหน่วยงานหมดแล้ว เขาไม่ได้ทํารายละเอียดส่งหรือเสนอเพิ่มเติมเข้ามา ในส่วนของหน่วยงาน ก็ยังไม่ได้มีการดําเนินการอย่างไร แต่ถ้ามีความจําเป็นเห็นว่า ประชาชนในยามนี้ยังมีความเดือดร้อนจําเป็น ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็คงจะเอามาตรการต่าง ๆ ที่เคยทํามาเอามาทบทวนแล้วก็จัดสรรงบประมาณลงไป ก็เป็นไปได้ครับ เพราะขณะนี้ ในบางส่วนบางสิ่งที่เคยทําให้มันก็เป็นแนวทางนโยบายตามสภาพความเป็นจริงของแต่ละสภาพ ที่เกิดขึ้น แล้วก็แต่ละรัฐบาลที่มีแนวทางนโยบายก็คงไม่มีผลกระทบใด ๆ ก็ต้องขออนุญาต ตอบในส่วนต่าง ๆ
ส่วนหมอวรงค์พูดเรื่องผู้อํานวยการ อคส. ผมก็เรียนว่าเรื่องคุณสมบัติต่าง ๆ ท่านบอกว่าจะต้องมีคุณสมบัติในเรื่องของการดู การบริหารจัดการในเรื่องของอํานาจหน้าที่ว่า ไปดูแลอุปโภคบริโภค เรื่องคุมคลังสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ แล้วก็ถามบอกว่าคนที่มีความรู้ ความสามารถจะต้องมีความรู้หลากหลาย แล้วก็รวมถึงท่านบอกว่าแม้กระทั่งเรื่องเครื่องจักรกล ทางการเกษตร ผมคิดว่าเป็นเรื่องของคุณสมบัติต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของตัวบุคคล ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้กรรมาธิการเองคงไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงกับทางสมาชิก ที่ติดใจนะครับ
ขอเรียนว่าที่เมื่อกี้นี้ผมอ้างกฎหมายนิดหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีกรณ์ ในมาตรา ๖๖ ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีเงินกองกลาง มาตรา ๔๖ (๓) เป็นจํานวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของกองทุนเขาเขียนระบุไว้เท่านั้นเอง แต่บอกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่จําเป็นที่จะต้องให้ทั้งก้อน เพราะว่าขณะเดียวกัน หน่วยงานองค์กรเองที่เขาประสงค์ที่อยากจะจัดตั้งเพราะเป็นหน่วยงานใหม่ตาม พ.ร.บ. ที่ท่านบอกแล้ว เพราะรัฐบาลตอนนั้นท่านเป็นคนเสนอเข้ามาเราก็จัดทําให้ แต่ส่วนที่ยังขาด หรืออย่างไรไม่มีผลกระทบเพราะสอบถาม แต่เรื่องข้อกฎหมายก็ได้มีการสอบถามไป ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ไม่ได้มีความผิดหรือในส่วนต่าง ๆ แต่ถ้ามีความจําเป็นที่จะเป็น การดําเนินการเบื้องต้นถ้าไม่พอก็ร้องขอเข้ามา ให้มันมีจํานวนที่เพิ่มมากขึ้นได้ โดยองค์กร ร้องผ่านเข้ามาทาง ครม. เองก็อาจจะพิจารณาโดยเอางบกลางเข้าไปดูสนับสนุน ขอบคุณครับ