วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือประเด็นการตัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยชี้ให้เห็นว่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือประเด็นการตัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยชี้ให้เห็นว่า สคร. ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของ อคส. ซึ่งขัดต่อหลักเกณฑ์และภารกิจสำคัญในการดูแลสินค้าเกษตร วรงค์ เดชกิจวิกรม วิจารณ์การแก้ไขเกณฑ์คุณสมบัติผู้อำนวยการอคส. โดยระบุว่ามีการเพิ่มเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นเพื่อเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามาบริหารโครงการนำข้าวมูลค่า 400,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดความล้มเหลวและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีประเด็น ที่จะตัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง และอยากจะกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อว่ามันมีหลายประเด็นมากที่ถ้าคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาแล้ว คณะกรรมาธิการก็คงจะพิจารณาตัดหรืออาจจะตัดมากกว่าที่ผมคิด เพราะว่าวันนี้ กระทรวงการคลัง โดยเฉพาะ สคร. คือสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานนี้มีหน้าที่ดูแลในเชิงนโยบายการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจในสังกัด ที่กระทรวงการคลังจะต้องดูแล แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่ารัฐวิสาหกิจหน่วยงานหนึ่ง ที่ชื่อว่า อคส. หรือชื่อว่าองค์การคลังสินค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลนโยบายใหญ่ ของรัฐบาล นั่นคือนโยบายโครงการจํานําข้าว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ๑๕,๐๐๐ บาท หรือข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น อคส. ที่ สคร. ของกระทรวงการคลังดูแล ท่านต้องดูแลหน่วยงานนี้เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะการแต่งตั้งตําแหน่งผู้บริหารระดับสูง ของ อคส. ท่านประธานทราบไหมว่ากลายเป็นว่าคนที่ดูแลสํานักงานคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในการแต่งตั้ง ผอ.อคส. เพราะว่าหลายคนแปลกใจว่าคนที่เกี่ยวข้องกับดาบยิ้ม ไอ้ปี๊ด ไอ้ปื๊ดอะไร ทําไมเข้ามาเกี่ยวข้อง ในตําแหน่ง ผอ.อคส. แล้วคนที่ดูแลสํานักงานนี้กลับให้สัมภาษณ์ว่าสังคมกังขาถึงความเหมาะสม ในการแต่งตั้งตําแหน่ง ผอ.อคส. แต่เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นต้นสังกัดจะต้อง แสดงความรับผิดชอบ เท่ากับว่าผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งหมดกลับปฏิเสธความรับผิดชอบ ผมจึงจําเป็นต้องตัดงบประมาณ อย่างน้อยสะท้อนให้เห็นว่าท่านต้องดูแลหน่วยงานพวกนี้อย่างดี ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเท้าความนิดหนึ่งจะได้เห็นภาพว่าตําแหน่ง ผอ.อคส. ที่ สคร. ของกระทรวงการคลัง ดูแลมันสําคัญอย่างไร อคส. จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยองค์การคลังสินค้าปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ภารกิจในการรับผิดชอบของ อคส. จะดูแล ๔ อย่าง อย่างที่ ๑ ดูแลสินค้าเกษตร อย่างที่ ๒ ดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างที่ ๓ ดูแลเรื่องคลังสินค้าและตอนหลังมีการพัฒนา เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ก็ให้ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ เป็นอย่างที่ ๔ ดังนั้นคนที่จะต้องมาเป็น ผอ.อคส. จะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงและจะต้องมีความรู้ความสามารถใน ๔ ประเด็น ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะยกตัวอย่างถึงความเข้มงวดในอดีตที่ผ่านมา ถ้าผมเท้าความไป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ สมัยนั้นกฎเกณฑ์ในการตั้งตําแหน่ง ผอ.อคส. วางกฎค่อนข้างจะเข้มงวด เช่นในปี ๒๕๔๔ เขียนไว้ว่าคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่งต้องมีความรู้และประสบการณ์ในธุรกิจ ที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภค บริโภคไม่น้อยกว่า ๕ ปี ย้ําเลยนะครับ ดังนั้นคนที่จะมา ดํารงตําแหน่ง ผอ. ระดับนี้ท่านจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ทําหน้าที่นี้ไม่น้อยกว่า ๕ ปี และประเด็นที่สําคัญในอดีตปี ๒๕๔๔ เขียนไว้ชัดเจนว่าคนที่จะสมัครเข้าสู่ตําแหน่ง ผอ.อคส. จะต้องอยู่ในตําแหน่งผู้บริหารด้วย เท่ากับบังคับมาเลยว่าตําแหน่งนี้สําคัญมากนอกจาก ๕ ปีแล้วยังต้องเป็นผู้บริหารด้วย ท่านประธานดูต่อนะครับ ผมขอก้าวกระโดดไปในปี ๒๕๕๓ จริงอยู่ในช่วงประมาณสัก ๙ ปีหรือ ๑๐ ปีที่ผ่านมาพัฒนาการของ อคส. ก็มีการเปลี่ยนแปลง การที่จะคัดสรรคนเข้าสู่ตําแหน่ง ผอ.อคส. นั้นกฎเกณฑ์ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาเพราะว่า สังคมเปลี่ยนไป ในปี ๒๕๕๓ คือเดือนมีนาคม เมื่อมีการสรรหาตําแหน่งผู้อํานวยการ องค์การคลังสินค้าได้กําหนดหลักเกณฑ์ดังนี้ กําหนดไว้ว่าคนที่จะสรรหาเข้าสู่ตําแหน่ง ผอ.อคส. ต้องมีความรู้ใน ๔ ประเด็นคือ ๑. มีความรู้เรื่องคลังสินค้า ๒.มีความรู้เรื่องโลจิสติกส์ ๓. มีความรู้เรื่องสินค้าเกษตร และ ๔. มีความรู้เรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค และยังกําหนดไว้ว่า จะต้องประกอบกิจการที่ต่อเนื่องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ไม่น้อยกว่า ๒ ปี ซึ่งลดความเข้มงวดจาก ๕ ปีเหลือ ๒ ปี อันนี้เราไม่ว่ากันและในเงื่อนไขย่อยที่กําหนดไว้ว่า

๑. ถ้าเป็นผู้บริหารองค์กรเอกชนจะต้องดํารงตําแหน่งระดับสูงไม่ต่ํากว่า รองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั้น ชัดเจนนะครับท่านประธานว่าเขาต้องการผู้บริหาร ถ้าคนคนนี้อยู่บริษัทเอกชนใหญ่ ๆ จะต้องดํารงตําแหน่งไม่น้อยกว่ารองผู้บริหารระดับสูง และบริหารองค์กรไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ล้านบาท อันนี้คือกรณีที่มาจากเอกชน

๒. กรณีที่มาจากส่วนราชการหรือรัฐกําหนดไว้ชัดเจนว่าต้องดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ํากว่าระดับ ๙ ไม่น้อยกว่า ๒ ปีก็คือรองอธิบดีหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด อันนี้ก็ชัดเจน ต้องเป็นผู้บริหาร

๓. กรณีที่เป็นพนักงานขององค์การคลังสินค้าเองหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจอื่น ต้องดํารงตําแหน่งไม่น้อยกว่ารองผู้บริหารสูงสุดและมีอายุงานไม่น้อยกว่า ๒ ปี เท่ากับว่า โดยหลักการคนที่จะมาดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการองค์การคลังสินค้า ถ้ามาจากเอกชน ก็ต้องเป็นเบอร์ ๒ มาจากราชการก็ต้องตําแหน่งรองอธิบดีขึ้นไป มาจากรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องดํารงตําแหน่งรองผู้บริหารระดับสูงก็คือเบอร์ ๒

และยังมีข้อ ๔ อีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน ข้อนี้เป็นข้อที่เปิดให้กับนักวิชาการ กําหนดไว้ว่าจะต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ด้านบริหารเกี่ยวกับ ๑. คลังสินค้า ๒. โลจิสติกส์ ๓. สินค้าเกษตร และ ๔. สินค้าอุปโภคและบริโภค และต้องมีผลงานวิชาการหรืองานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เท่ากับว่าข้อที่ ๔ เอาอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้ที่มีความรู้ ๔ เรื่องนี้และจะมีงาน วิชาการหรืองานวิจัย อันนี้คือเกณฑ์ของปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏเกณฑ์ของ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาล ผมเชื่อว่าท่าน ผอ.อคส. คนเก่าก็คงลาออกไปเพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แล้วย้ํากับท่านประธานนะครับว่า อคส. เป็นองค์กรหลักดูแลโครงการจํานําข้าว งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่น้อยครับท่านประธาน ดังนั้นคนที่มาอยู่ตําแหน่งนี้ ถ้าท่านใช้เกณฑ์เดิมเราก็จะเฉย ๆ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาได้เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ ได้เพิ่มเกณฑ์ข้อที่ ๕ ขึ้นมา คุณสมบัติเฉพาะตัว ๔ ข้อเหมือนเดิมครับ ๑. บอกว่ามีความรู้ เกี่ยวกับคลังสินค้า ๒. มีความรู้เกี่ยวกับโลจิสติกส์ ๓. มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตร ๔. มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค อันนี้โอเค แต่เพิ่มข้อที่ ๕ มีความรู้เกี่ยวกับ เครื่องมือเครื่องจักรกลการเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ คําถามถามว่าเครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รถไถนา รถแทรกเตอร์ มันเป็นปัญหาของเกษตรกรคําถาม ถามว่าวันนี้เรื่องเครื่องมือเครื่องจักรกลการเกษตรมันเป็นวิกฤติของประเทศหรือที่จะต้อง กําหนดให้คนบริหารองค์กรภายใต้วงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะต้องมีความรู้เรื่องเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตร อยากจะย้ํากับท่านประธานครับ คุณสมบัติข้อนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะต้องรู้ ๔ เรื่องแรก ก็เท่ากับว่าคนคนนี้เข้ามาไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ได้ พอรู้จักรถไถนา สักหน่อยหนึ่งเพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเครื่องจักรกลทางการเกษตร รู้จักรถอีแต๋นก็ได้ครับ เพราะเกี่ยวข้องกับการบรรทุกสินค้าทางการเกษตร คล้าย ๆ กับว่าเติมคําว่า เกษตร เข้าไป แล้วจะมาหลอกลวงตบตาประชาชนได้ แค่นั้นยังไม่พอนะครับ นอกจากขยายเงื่อนไขต่าง ๆ ให้กว้างขึ้นแล้ว ยังขยายรายละเอียดปลีกย่อยเข้าไปอีก เมื่อสักครู่ผมเรียนกับท่านประธานว่า โดยหลักการของ ผอ.อคส. นอกจากว่าจะต้องเป็นภาคเอกชนต้องเป็นเบอร์ ๒ ราชการ จะต้องเป็นรองอธิบดี ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจก็ต้องเป็นเบอร์ ๒ ถ้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต้อง มีผลงานวิจัยหรืองานวิชาการ แต่ปรากฏว่าการแก้ไขในกรณีของภาคเอกชนแทนที่จะเขียนว่า จะต้องดํารงตําแหน่งผู้บริหารระดับสูงไม่ต่ํากว่ารองผู้บริหารระดับสูง เติมคําว่า หรือ ฟังนะครับท่านประธาน เติมคําว่า หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นที่ปรึกษาองค์กรนั้น ผมถามท่านประธานฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ตําแหน่งบริหารกับตําแหน่งกรรมการ หรือตําแหน่งที่ปรึกษาองค์กร มันคนละเรื่องครับ คนที่เป็นที่ปรึกษาองค์กร อย่างผมอาจจะ เป็นที่ปรึกษาองค์กรปีหนึ่งเขาอาจจะนัดประชุม ๑ ครั้งหรือ ๒ ครั้ง คนเป็นคณะกรรมการบริษัท ปีหนึ่งเขาอาจจะประชุมสัก ๖ ครั้ง เท่ากับว่าขณะนี้ อคส. เองกําลังมีการขยายเงื่อนไข คือผมเชื่อว่าเขารู้แล้วว่าเขาจะเอาใคร นอกจากล็อกตัวบุคคลไว้แล้ว ขณะนี้เกณฑ์เดิมที่มีอยู่ ทําให้คนคนนี้เข้าไม่ได้ ก็ต้องมีการขยายเงื่อนไขเข้าไปอีก ๒ ข้อเพื่อให้คนคนนี้เข้ามาได้ เงื่อนไขที่มีการขยายข้อแรกเนื่องจากว่าคนคนนี้ไม่รู้เรื่องคลังสินค้า รู้แต่เรื่องดาบยิ้ม ไม่รู้เรื่องโลจิสติกส์ ไม่รู้เรื่องสินค้าเกษตร ไม่รู้เรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค แต่พอรู้เรื่องรถไถนาครับ ก็คือเพิ่มเติมคําว่าเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตรเข้ามา เพื่อให้คนคนนี้เข้าได้ นอกจากนั้นแล้วบังเอิญคนคนนี้ไม่ใช่นักบริหารครับ ไม่ใช่เบอร์ ๒ ขององค์กรของเอกชน ไม่ใช่รองอธิบดี ไม่ใช่เบอร์ ๒ ของรัฐวิสาหกิจ และบังเอิญก็ไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีผลงานวิจัยออกมาด้วย ทําอย่างไรได้ท่านประธาน ก็ต้องขยายกฎเกณฑ์ว่าเป็นกรรมการ หรือเป็นที่ปรึกษา ผมจึงอยากจะย้ํากับท่านประธานนะครับว่าการสร้างเงื่อนไข หรือการสร้างกฎเกณฑ์อย่างนี้มันเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบบสินค้าเกษตรของประเทศ ขณะนี้รัฐบาลกําลังประกาศนโยบายจํานําข้าวภายใต้โครงการ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และขณะนี้ อคส. เป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องเข้ามาดูแลในโครงการจํานําข้าว มันถึงไม่แปลกครับท่านประธานว่าโครงการจํานําข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ๓ เดือนผ่านไป ถึงล้มเหลวอย่างสิ้นดี ผมอยากจะเรียกร้องเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าเท่าที่ได้มีการตรวจสอบ คร่าว ๆ อยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการและจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการตรวจสอบ คนที่มาดํารงตําแหน่งนี้ ลําพังผมเองตรวจสอบนอกจากประเด็นต่าง ๆ ที่ผมกล่าวแล้ว เอาแค่การเป็นกรรมการหรือการเป็นที่ปรึกษา จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท และการยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าญาติของคนคนนี้ ที่คนคนนี้อ้างว่าเป็นกรรมการก็ตรวจสอบไม่มีรายชื่อ ๓ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ ผอ. ท่านนี้ อย่างเช่น บริษัทถาวรยนต์ ปี ๒๕๕๓ มีรายได้แค่ ๔๐๐,๐๐๐ บาท บริษัท หจก. หนองคายเจริญยนต์ ปี ๒๕๕๓ มีรายได้ ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท หจก. เล้งมอเตอร์ ปี ๒๕๕๓ มีรายได้ ๒๓ ล้านบาท ซึ่งไม่ถึง ๒๐๐ ล้านบาท แล้วก็จากการตรวจสอบการจะไปอ้างอิงถึงบริษัทที่แตกลายสินค้า เป็นบริษัทพวกเครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งผมไม่มั่นใจว่าการเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นกรรมการ จะเป็นการอุปโลกน์ทําหนังสือรับรองขึ้นมาหรือไม่ อยากจะเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการ ให้ซักถาม สคร. ที่ต้องดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเพื่อให้เกิดความสูญเสีย โดยเฉพาะวงเงิน ก็ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้โครงการจํานําที่จะต้องดูแลเกษตรกร ขอบคุณครับ