สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการจัดสรรเงินงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพและตรงต่อความต้องการของประเทศและประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงว่าจะบริหารหนี้สาธารณะอย่างไร และจะจัดสรรเงินงบประมาณให้กับสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะอย่างไร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน บำนาญประชาชนที่ถูกเมินหน้าที่ และการจัดสรรงบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง รวมถึงบทบาทของกระทรวงการคลังในการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม และเรียกร้องการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ บทบาทหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า มีบทบาทที่สําคัญมากที่สุดกระทรวงหนึ่ง ในการที่จะดูแลเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าผมจะ แยกส่วนบทบาทหน้าที่ของกระทรวงการคลัง คิดว่าผมคงจะแยกออกมาเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศ ในระดับมหภาค การดูแลให้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่พอเหมาะ แล้วก็ การดูแลให้เศรษฐกิจประเทศของเรามีความมั่นคง นั่นเป็นภาระหน้าที่ที่พี่น้องประชาชน โดยทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็นบทบาทหน้าที่หลักของทางกระทรวงการคลัง แต่บทบาทหน้าที่ของ กระทรวงการคลังอีกบทบาทหนึ่ง ซึ่งนับวันก็จะมีความสําคัญมากยิ่งขึ้น ก็คือการใช้เครื่องมือ และเครื่องไม้ของกระทรวงการคลังเองนั้นในการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเอง กระทรวงการคลังมีเครื่องมือมากมายที่สามารถที่จะใช้ในการเข้าไปช่วยเรื่องของการดูแล ค่าครองชีพ เรื่องของการเสริมรายได้ เรื่องของการดูแลความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงิน ของพี่น้องประชาชนลงไปถึงระดับรากหญ้านะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของงบประมาณ ของกระทรวงการคลัง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ทางรัฐบาลได้ขอมาในปีนี้ ผมได้ขอเสนอตัดลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เป็นเพราะผมคิดว่ากระทรวงการคลังควรที่ได้รับการจัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณน้อยลง ตรงกันข้ามครับ ผมสนับสนุนให้มีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ให้เพียงพอ เพื่อกระทรวงการคลังจะได้ไปปฏิบัติหน้าที่และภารกิจสําคัญในทั้ง ๒ หมวด แต่การจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงการคลังในครั้งนี้ ไม่ได้มีการจัดสรรที่มีประสิทธิภาพ และตรงต่อความต้องการของประเทศและพี่น้องประชาชน ผมก็จะพูดโดยสังเขป แต่จะหยิบยก ประเด็น ๖ ประเด็นที่ผมคิดว่าควรที่จะมีการปรับปรุงโดยคณะกรรมาธิการเพื่อให้การจัดสรร เม็ดเงินงบประมาณที่จํากัดอยู่แล้วส่งประสิทธิผลมากขึ้นต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบัน

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงก็คือการจัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณก้อนใหญ่ในส่วนของ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาทของกระทรวงการคลังโดยรวม ในการบริหารหนี้ เรื่องนี้ผมได้พูดถึงไปแล้วในวันแรกของการอภิปรายในระดับหนึ่งนะครับ แต่วันนี้ผมอยากที่จะมีคําถามอีกครั้งหนึ่งต่อคณะกรรมาธิการ เพราะยังไม่ได้มีคําตอบ ที่ชัดเจนต่อคําถามที่ตั้งไว้ว่าด้วยเหตุผลใดการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณในการบริหาร หนี้สาธารณะของรัฐบาลจึงได้มีการจํากัดส่วนที่จัดสรรงบไว้เพื่อชําระเงินต้นไว้น้อยมาก ถึงเกือบที่จะไม่ได้จัดเลย โดยปกติในอดีตที่ผ่านมาเราจะมีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ เพื่อการบริหารหนี้ในจํานวนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเพื่อที่จะส่งผลต่อการลดปริมาณ หนี้สาธารณะลง เมื่อปี ๒๕๕๔ เราได้จัดเม็ดเงินงบประมาณในการบริหารหนี้โดยรวม ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประจําปีบวกกับงบกลาง ซึ่งมีส่วนในการนําไปชําระดอกเบี้ย ๑๗๘,๐๐๐ ล้านบาท และที่สําคัญมีส่วนในการชําระเงินต้น ก็คือคืนเงินต้นนั่นเองของรัฐบาล ๕๒,๔๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ก็ไม่แตกต่างกันมากครับ มีการจัดงบประมาณเพื่อชําระ ดอกเบี้ยประมาณ ๑๕๘,๐๐๐ ล้านบาท และจัดสรรเม็ดเงินเพื่อชําระเงินต้นอีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นงบประมาณที่พรรคของท่านได้เป็นผู้จัดทํา ต่อมา พรรคของผมมาเป็นผู้บริหาร ก็ได้มีการจัดตั้งงบเพื่อชําระเงินต้นถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาปีนี้ปี ๒๕๕๕ หลังจากที่ผมก็ได้อภิปรายไปว่าพรรคแกนนํารัฐบาลคือพรรคเพื่อไทย ได้เคยทักท้วงว่าทําไมเราถึงไม่ได้ให้ความสําคัญกับการชําระหนี้ ได้พูดด้วยความภาคภูมิใจ ทุกครั้งที่มีโอกาสว่าตนเองเคยชําระหนี้ไอเอ็มเอฟ ก่อนกําหนดต่าง ๆ นานา แต่พอมาถึงวันนี้ มีอํานาจในฐานะฝ่ายบริหาร กลับจัดตั้งเม็ดเงินงบประมาณเพียง ๑,๐๐๐ ล้านบาทครับ เทียบกับ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาทปีที่แล้ว จัดตั้งเพียงแค่ ๑,๔๐๐ ล้านบาท เพื่อชําระเงินต้น ที่เป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน ตรงนี้ก็เป็นคําถามนะครับที่ผมคิดว่าควรจะต้องมีคําตอบ และคําอธิบายที่ชัดเจน แล้วก็โดยเฉพาะถ้าท่านรองประธานคณะกรรมาธิการที่สวมหมวกอีกใบหนึ่งในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะกรุณามารับฟังแล้วก็มาชี้แจงผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนที่จะทําความเข้าใจกับแนวความคิดของกรรมาธิการ แนวความคิด ของทางรัฐบาลในเรื่องนี้ และโดยเฉพาะนะครับท่านประธานใครเปิดหน้าหนังสือพิมพ์มา หลาย ๆ วันที่ผ่านมาก็จะเห็นข่าวเรื่องเดียวครับ ก็คือเรื่องของการพยายามที่จะกู้เงินเพิ่มเติม โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยการออก พ.ร.ก. ๓ ฉบับ ๔ ฉบับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นว่าถ้าหนี้ ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อแบกรับภาระหนี้ หรือชดใช้หนี้ได้ แล้วท่านยังคิดจะเพิ่มหนี้สาธารณะอีกนับล้านล้านบาท ท่านจะเอาเงินที่ไหน มาชําระเงินที่จะเป็นหนี้ของพี่น้องประชาชนต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอให้ มีความชัดเจนครับ เดินต่อไปข้างหน้าประชาชนจะได้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าท่านจะ บริหารความเสี่ยงของพี่น้องประชาชน บริหารความเสี่ยงของประเทศชาติอย่างไร นั่นก็คือ ในส่วนของงบประมาณที่ได้จัดสรรให้กับสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะซึ่งเป็นหน่วยงาน สําคัญหน่วยหนึ่งของทางกระทรวงการคลัง

ประเด็นที่ ๒ ยังเรื่องหนี้อยู่ครับ แต่คราวนี้เป็นเรื่องของหนี้ภาคครัวเรือน หนี้ของประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนเอง ณ วันนี้แนวโน้มโอกาสของชาวรากหญ้าที่จะ เข้าถึงการบริการของธนาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ธนาคารที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงการคลัง ก็ยังเข้าถึงด้วยความยากลําบาก ดังนั้นก็ยังปฏิเสธไม่ได้ครับว่าความจําเป็นในการพึ่งพา นายทุน การกู้ยืมหนี้นอกระบบยังมีอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะหลังจากเกิดมหาอุทกภัย ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนมีความต้องการเร่งด่วนในการเข้าถึงแหล่งเงินก็ไม่มีที่พึ่งครับ สุดท้ายก็ต้องไปหานายทุน ต้องไปกู้ยืมเสียอัตราดอกเบี้ยเดือนละ ๑๐ บาท เดือนละ ๒๐ บาท ก็ต้องยอม เพราะรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ได้ ที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังก็ได้ มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชนระดับครัวเรือนโดยเฉพาะ ในสมัยรัฐบาลที่แล้วได้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ที่เราเรียกว่า สถาบันพัฒนาระบบ การเงินภาคประชาชน เป้าหมายวัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินให้พี่น้อง ประชาชนทุกระดับ ยากจนแค่ไหนยิ่งต้องช่วย สามารถที่จะกู้ยืมเงินจากธนาคารที่เป็น ธนาคารของรัฐได้ด้วยเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้อง ขออนุญาตถามทางกรรมาธิการว่าท่านได้มีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้หน่วยงานนี้ และให้ภารกิจนี้ของกระทรวงการคลังอย่างไร ท่านได้ถามทางรัฐบาลและท่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังหรือไม่ว่าท่านมีนโยบายอย่างไรในการที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน เพราะประชาชนรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในเรื่องนี้ พรรคของท่านได้เคยหาเสียงไว้ว่า ถ้าชนะเลือกตั้งจะพักหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้กับประชาชนทุกคน จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เกิดขึ้น นโยบายของท่านในเรื่องนี้ที่ผ่านมาที่ประกาศมาให้ประชาชนได้รับทราบก็มีเพียงแค่ การพักหนี้ให้กับลูกค้าของ ธ.ก.ส. ซึ่งก็เป็นลูกค้าที่มีหนี้เสียแล้วเท่านั้น ส่วนพี่น้องประชาชน อีกจํานวนนับล้านคนที่มีหนี้มูลค่ามากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้รับฟังนโยบายของท่าน ในช่วงหาเสียงว่าท่านจะพักหนี้ให้กับเขา ณ วันนี้ยังไม่มีความชัดเจน สุดท้ายแล้วท่านได้ จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณในการที่จะช่วยเหลือลดภาระหนี้นอกระบบ หนี้ภาคครัวเรือน หนี้ของพี่น้องประชาชนอย่างไร หรือไม่

ประเด็นที่ ๓ ก็ยังเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนอยู่ครับ ท่านประธาน เรื่องของอนาคตของประชาชนระดับรากหญ้าอีกครั้งหนึ่งต้องขออภัยนะครับ ๓ เรื่องที่พูดมานี่อย่างน้อย ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพี่น้องประชาชน ระดับรากหญ้า ซึ่งอาจจะมีคําถามว่าทําไมถึงเป็นภารกิจของกระทรวงการคลัง แต่เราก็ได้ แสดงให้เห็นแล้วนะครับว่าผู้ที่มีอํานาจ ผู้ที่มีเครื่องมือในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างจริงจังและโดยตรงก็คือกระทรวงการคลังนั่นเอง แต่ดูเหมือนว่ากระทรวงการคลังในยุคนี้ รัฐบาลชุดนี้กลับเมินหน้าที่และโอกาสในการที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เรื่องของบํานาญประชาชนครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่แล้วก็ได้ให้ความสําคัญ แล้วผมไม่อยาก ที่จะพูดถึงรัฐบาลที่แล้วเท่านั้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราได้ร่วมมือกันในสภาแห่งนี้ออกพระราชบัญญัติ ออกกฎหมายมา เพื่อคุ้มครองสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนประมาณ ๓๐ ล้านคน ที่เป็นผู้ใช้แรงงานอิสระ เป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนา เป็นพ่อค้าแม่ค้า แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้มีนายจ้าง ไม่ได้มีรัฐบาลคอยช่วยดูแลสมทบเบี้ยสมาชิกประกันสังคม ไม่มีหลักประกันในชีวิต เจ็บไข้ก็ไม่มีใครมาช่วย ในวัยชราคิดจะพักจากการทํางานเหมือนกับพวกเราข้าราชการ หรือลูกจ้างบริษัทก็ไม่สามารถทําได้ เพราะไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม ไม่มีหลักประกัน ในชีวิตในวัยชรา เราจึงได้ช่วยกันออกแบบกองทุนขึ้นมาที่เราเรียกว่า กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนออมเงินโดยที่มีรัฐบาลคอยสมทบเงินออมให้ สุดท้ายเงินในกองทุนนี้ก็จะแปรกลับมาเป็นบําเหน็จบํานาญให้กับพี่น้องประชาชนตลอดจน ถึงเขาสิ้นชีวิต เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นผลงานไม่ใช่ของรัฐบาลที่แล้วเพียง เท่านั้น แต่เป็นผลงานของสภาแห่งนี้ ผมจําได้ดีครับวันที่เราได้ลงมติทั้งในวาระแรก วาระที่สองและวาระที่สามในส่วนของพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาตินั้นเป็นหนึ่ง ในการลงคะแนนเสียงในรัฐบาลที่แล้ว ในสภาที่แล้วที่เพื่อนสมาชิกจากทุกพรรคลงคะแนนF ตรงกันก็คือเห็นชอบทั้งในหลักการและในรายละเอียด แต่พอมาเอาเข้าจริงรัฐบาลชุดนี้กลับ ถ้าผมขออนุญาตพูดตามตรง คือไม่แสดงความจริงใจต่อการนําภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ฉบับนี้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ๓๐ กว่าล้านคนที่เป็นผู้ยากผู้จน เพราะรัฐบาลเดิมทีไม่ได้ตั้งงบประมาณให้กับกองทุนการออมแห่งชาติเลยทั้ง ๆ ที่ร่าง งบประมาณนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งกองทุนนี้รอรับการเปิดบริการให้กับพี่น้อง ประชาชนในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ นี้ถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถูกตัดออกหมดเป็น ๐ จนกระทั่งมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในการประชุมคณะกรรมาธิการ งบประมาณ ขอให้ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภาระหน้าที่ตามกฎหมายนะครับ จัดสรรเม็ดเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทให้เพียงพอต่อการเตรียมการให้กองทุนสามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนได้ และสุดท้ายท่านก็ได้จัดสรรงบประมาณ ๒๒๕ ล้านบาท ซึ่งเพื่อนสมาชิกผมได้อภิปรายไปแล้ว ตั้งแต่วันแรก เราเชื่อว่าการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ๒๒๕ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่กฎหมายระบุไว้ ชัดเจนว่าจะต้องจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับกองทุนนี้เป็นเงินประเดิมถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นการทําที่ผิดกฎหมาย ผมอยากให้ทางกรรมาธิการ ยังมีเวลาครับที่จะทบทวนในประเด็นนี้ ผมไม่อยากให้ท่านเดินไปสู่อนาคตข้างหน้า มีพี่น้องประชาชนที่ยากจนเลือกท่านมา เลือกผมมา กล่าวหารัฐบาลว่าไม่มีความจริงใจในการที่จะดูแลทุกข์สุขและสวัสดิการของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ทําไมเรื่องนี้ที่เป็นประโยชน์ของประชาชนล้วน ๆ ท่านกลับไม่ให้ความสําคัญ ไม่จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ อันนี้ยังนอกเหนือจากการกระทําที่เรามั่นใจว่าขัดต่อกฎหมาย อีกต่างหาก มาตรา ๖๖ ของบทเฉพาะกาลพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนครับว่า ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีกองกลางตามมาตรา ๔๖ (๓) เป็นจํานวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของกองทุน ในขณะที่ในมาตรา ๖๗ ก็ใช้คําเดียวกันนะครับว่า ในวาระเริ่มแรกให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประกอบด้วย ตําแหน่งผู้ใหญ่ในระบบราชการต่าง ๆ นานา ซึ่งได้มีการจัดตั้งแล้ว เพราะคําว่า ในวาระเริ่มแรก ก็คือในจุดเริ่มต้นที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ เขียนไว้ด้วยครับท้ายมาตรา ๖๗ ว่าให้ดําเนินการ ภายใน ๙๐ วัน หลังจากพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ นี่คือสาเหตุที่กระทรวงการคลัง เขาก็เร่งที่จะจัดตั้งคณะกรรมการ ตอนนี้รออย่างเดียว คือรอการแต่งตั้งผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่ง เลขาธิการของกองทุน ซึ่งทางคณะกรรมการชุดนี้ก็ได้เสนอชื่อให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังแล้ว แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในการแต่งตั้งเลขาธิการ นี่เหลืออีกเพียง ๕ เดือนครับท่านประธานก่อนที่ประชาชนจะต้อง มีสิทธิในการที่จะเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก เริ่มที่จะออมเงินผ่านกองทุนในบัญชีของตนเอง และรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องเริ่มสมทบเงินออมของพี่น้องประชาชน วันนี้ยังไม่มีเลขาธิการกองทุนเลย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทําอะไรอยู่ครับ ทําไมเรื่องนี้ถึงไม่ให้ความสําคัญ ทางคณะกรรมาธิการได้ตั้งคําถามนี้กับท่านแล้วหรือไม่ ได้ตั้งคําถามกับท่านแล้วหรือไม่ว่าทําไมเม็ดเงินงบประมาณถึงจัดสรรให้ต่ํากว่าที่กฎหมายกําหนด ทําไมจัดสรรให้เพียงแค่ ๒๒๕ ล้านบาท ผมขอเปรียบเทียบกับงานของกระทรวงการคลังเอง มีนโยบายรัฐบาลเรื่องของรถคันแรก ซึ่งก็เป็นนโยบายที่เอาละครับ มีผู้ได้รับประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่คนยากคนจนแน่นอน ถามว่ารัฐบาลจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อดําเนินโครงการ ทํางานประชาสัมพันธ์ให้กับโครงการนี้โครงการเดียวเท่าไร ๑๐๐ ล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่ง ของงบประมาณทั้งหมดที่จัดให้กับการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งต้องรวมการลงทุน ในระบบไอทีน่าจะมีมูลค่าเกือบพันล้านบาท การจัดสํานักงาน การว่าจ้างผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ให้รับรู้ถึงสิทธิของการเข้ามาเป็นสมาชิกของกองทุนนี้ เรื่องรถคันแรกต้องประชาสัมพันธ์ ให้คนรู้กี่คนครับ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คนอย่างมาก เรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องชาวรากหญ้าได้รับรู้ถึงสิทธิของตนเองถึง ๓๐ ล้านคน จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณแค่ ๒๒๕ ล้านบาท ตรงนี้คณะกรรมาธิการต้องชี้แจงว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังได้ชี้แจงให้คําตอบกับท่านไว้อย่างไรท่านถึงได้ยินยอม ที่จะนําเสนอการขอจัดสรรงบประมาณเพียงเท่านี้

ประเด็นที่ ๔ ที่เป็นเรื่องของการจัดสรรงบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง ที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาถามคณะกรรมาธิการก็คือในส่วนของกรมธนารักษ์ คืออย่างนี้ครับ เดิมทีเราก็อยากที่จะเห็นกรมธนารักษ์ได้รับการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพียงพอ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่มีความสําคัญสําคัญมากต่ออนาคตของประเทศหน้าที่หนึ่ง หน้าที่นั้นก็คือการรวบรวมรายละเอียดโฉนดที่ดินทั่วประเทศลงในระบบดิจิตอล (Digital) เพื่อที่จะนํามาใช้เป็นข้อมูลในการที่จะประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ และคาดว่าถึงแม้มีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพียงพอกรมธนารักษ์ก็คงจะต้องใช้เวลา อย่างน้อย ๒-๓ ปี ในการปฏิบัติหน้าที่นี้เพื่อให้มีความพร้อมในการที่จะเดินหน้าไปสู่ การที่ประเทศเราจะมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่ควรจะมี รัฐบาลที่แล้วก็ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นําเข้ามาบรรจุเป็นวาระในสภา ที่น่าเสียก็คือรัฐบาลพรรคเพื่อไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ปฏิเสธที่จะสานต่อการขับเคลื่อนให้พี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะ คนยากคนจนที่ไม่มีที่ทํากินของตนเองได้มีโอกาสในการที่จะมีระบบการจัดเก็บภาษี และโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเป็นธรรม ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนต้องแบกรับภาระ การเสียภาษี แต่เศรษฐีนักตุนที่ดินกลับไม่มีภาระหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีในส่วนที่ดินของตนเอง หรือทรัพย์สินของตนเองแต่อย่างใด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราได้หวังว่าเราจะทํางานร่วมกัน ในสภาแห่งนี้ในการที่จะแก้ไขปรับโครงสร้างให้สังคมไทยมีความเสมอภาค มีมาตรฐานเดียว ตามที่ทุกคนต้องการที่จะเห็น แต่ปรากฏว่าได้รับการปฏิเสธ ตรงนี้ผมก็ยังหวังว่าสุดท้ายแล้ว รัฐบาลจะนําเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมก็อยากที่จะมีคําถามต่อคณะกรรมาธิการว่า ท่านได้มีคําถามกับรัฐบาลแล้วหรือยังว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในการสร้างความเสมอภาค ทางสังคมด้วยการสนับสนุนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ และถ้าคิดจะทําทําไมไม่จัดสรร เม็ดเงินงบประมาณให้กรมธนารักษ์เริ่มทําการบ้านที่จะต้องทําเลย เมื่อเรามีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้จะได้เดินหน้าสู่การจัดเก็บจริง ไม่ต้องรอให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ มาเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้ผมมั่นใจว่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็น หน้าที่โดยตรงของกระทรวงการคลังจะส่งผลต่อความแตกต่างการพัฒนาความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนที่ยากไร้พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าได้อย่างมาก

อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ผมจะไม่รบกวนเวลาของสภาอีกมากเกินเรื่อง ที่กระทรวงการคลังมีบทบาทหน้าที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าตามนโยบายของทางรัฐบาล ที่ดีนะครับ มีมาตรการและมีนโยบายมากมายออกมาช่วยเหลือทั้งพี่น้องประชาชน แล้วก็ผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ําท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิกของผม หลายท่านก็ได้ทวงเรื่องของเบี้ยต่าง ๆ ที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่า จะเป็น ๒๐,๐๐๐ บาทจะเป็น ๕,๐๐๐ บาท ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อน และติดตาม

แต่นโยบายเพื่อช่วยผู้ประกอบการทางด้านภาษี รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี ก็ได้ออกมามากมาย กรรมาธิการได้ตั้งคําถามกับทางรัฐบาลหรือไม่ว่ารัฐบาลได้ติดตาม ให้นโยบายเหล่านั้นมีการนําไปสู่การปฏิบัติหรือไม่ ที่ผ่านมาก็มีข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าเดิมทีก็เกรงใจทางรัฐบาล ตอนนี้เริ่มอึดอัดเริ่มที่จะแสดงความอึดอัด ออกผ่านสื่อมาร้องเรียนกับทางพวกเราที่เป็นฝ่ายค้าน ก็มีผ่านกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็มีว่า ที่ผ่านมารัฐบาล ถ้าขอใช้คําพูดนี้นะครับ ก็คือดีแต่พูดตามนโยบายบอกว่าจะมีสิทธิพิเศษทางภาษี การนําเข้าสินค้าทุน สามารถที่จะนํารถบางประเภทเข้ามาขายโดยปลอดภาษีได้ สามารถที่จะ นํามูลค่าความเสียหายเครื่องจักรไปหักลดหย่อนภาษีได้ แต่เอาเข้าจริงจนถึงวันนี้ทําไม่ได้ สักเรื่องครับ ท่านก็คงจะทราบดีว่านโยบายเหล่านี้นอกจากเป็นมติคณะรัฐมนตรีแล้ว ต้องมีประกาศกระทรวงจากกรมต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้ ประสาน ไม่ได้ปรึกษากับกรมเหล่านี้ว่านโยบายของรัฐบาลนั้นอาจจะขัดต่อหลักกฎหมาย ของแต่ละกรมหรือไม่ แต่จนถึงทุกวันนี้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถที่จะได้ประโยชน์ จากนโยบายต่าง ๆ ทางภาษีเหล่านี้เลย ท่านได้ตั้งคําถามกับกรมสรรพากรไหมครับ กรมศุลกากรไหมครับ แม้แต่กรมสรรพสามิตไหมครับว่าปัญหาคืออะไร มีปัญหาทางด้าน การจัดสรรงบประมาณหรือไม่ ทําให้เขาไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลได้ ผู้ประกอบการเขาเดือดร้อน และเขารออยู่นอกจากนั้นรัฐบาลก็ได้มีนโยบายว่าให้ธนาคาร ในสังกัดของกระทรวงการคลังนั้นปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่เดือดร้อนเพิ่มเติม ขอให้ไปดู ท่านกรรมาธิการว่าสุดท้ายแล้วนี่ ผู้ที่เขาต้องการเงินเขาสามารถกู้ยืมเงินผ่านธนาคาร ของรัฐตามนโยบายของรัฐบาลได้หรือไม่ ผมบอกได้เลยว่าถ้าได้ ก็คือเพียงแค่บริษัทใหญ่ ๆ ที่ยังพอมีหลักประกัน แต่บริษัทห้างร้านขนาดเล็ก ขนาดกลางที่ได้รับความเดือดร้อนหลายกรณี มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ด้วยซ้ําไปไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินตามนโยบายของรัฐบาลได้ สาเหตุหลักก็เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณครับ ท่านทราบดีอยู่แล้ว ท่านที่เป็นกรรมาธิการว่านโยบายจะเดินไปได้ต้องมีเงินสนับสนุน ประเด็นปัญหาก็คือว่า รัฐบาลมีนโยบายให้กับธนาคารปล่อยกู้ แต่สุดท้ายแล้วตามประเพณีพึงปฏิบัติ รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับธนาคารของรัฐเหล่านี้ด้วย หรือที่เรียกว่าบัญชีพีเอสเอ (PSA) Public Service Account แต่ที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้แต่พูด บอกว่ามีนโยบายไปปล่อยกู้ให้หน่อย แต่สุดท้ายไม่ได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้ธนาคาร เขาสามารถไปปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้าเสียหายขึ้นมาผู้บริหารก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงแค่ ต่อรัฐบาลครับ ต่อ สตง. ต่อ ป.ป.ช. อีกมากมายประสบการณ์เขามี เขาไม่กล้าทําครับ ถ้าไม่มี มติ ครม. สนับสนุนด้วยเม็ดเงินงบประมาณที่ชัดเจน ก็เป็นคําถามอีกให้กับกรรมาธิการว่า ท่านได้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คิดจะจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อที่จะทําให้นโยบายเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร

ส่วนประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๖ ก็คือบทบาทของทางกระทรวงการคลัง ในการดูแลเรื่องของค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานที่สําคัญ อีกหน่วยงานหนึ่งคือ สคร. สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้เริ่มที่จะปรับลดสิทธิของพี่น้องประชาชนตามนโยบายที่หลายรัฐบาลทํากันมา ต่อเนื่องในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน เรื่องของค่าไฟ รัฐบาลก็อ้างผิด อ้างว่าจะลดสิทธิ การใช้ไฟฟรีลงมาจาก ๙๐ หน่วยต่อครัวเรือนต่อเดือน ลงมาเหลือ ๕๐ หน่วยต่อครัวเรือน ต่อเดือน เพราะต้องการที่จะประหยัดงบประมาณ รู้ทั้งรู้หรือไม่รู้ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลที่แล้ว ได้จัดสรรใหม่แล้วว่าการให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนมีโอกาสได้ใช้ไฟฟรีนั้นไม่ได้เป็นภาระ ต่องบประมาณแต่อย่างใด แต่เราเพียงไปเพิ่มค่าไฟให้กับผู้ใช้ไฟรายใหญ่เพียงเล็กน้อย ก็สามารถที่จะนําเม็ดเงินที่ประหยัดส่วนนั้นมาใช้ในการที่จะจัดให้กับพี่น้องประชาชน ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนมีโอกาสได้ใช้ไฟฟรีได้ แต่ท่านอุ้มนายทุนขนาดใหญ่ด้วยการลดค่าไฟ เพียงเล็กน้อยให้กับเขา ทําให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ต้องเสียสิทธิในการที่ใช้ไฟฟรี ท่านได้ถามคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ได้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคลังหรือไม่ว่าถ้าอย่างนั้นทําไมไม่คิดที่จะจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อรัฐบาล จะสามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้ ถ้าท่านอ้างว่าเศรษฐกิจดีแล้วพี่น้องประชาชน ไม่เดือดร้อนแล้ว ผมก็ถามครับว่าท่านได้ไปลงพื้นที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผมจะอภิปรายในหมวดของกระทรวงพาณิชย์พูดเรื่องของค่าครองชีพ ชัดเจนครับว่า ณ วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ถ้าถามเขาว่าเขาเดือดร้อนเรื่องอะไรมากที่สุด เรื่องของแพงครับ เหมือนเดิมครับ ผมกล้าพูดว่าค่าครองชีพวันนี้ของพี่น้องประชาชนสูงกว่า เมื่อวันที่เราออกนโยบายร่วมกันมาในการที่ลดค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วยซ้ําไป แต่ท่านไม่ให้ความสําคัญ กลางเดือนนี้ท่านคิดจะยกเลิกเรื่องของรถเมล์ฟรีอีก ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เคยเปรียบเทียบไว้นะครับว่า นโยบายรถยนต์ฟรี รถคันแรกฟรีของท่านนั้น ถ้าท่านกรุณายกเลิกเอาเม็ดเงินส่วนนั้นมาใช้ ทําอย่างอื่นเพื่อช่วยพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจริง ท่านสามารถที่จะนําเม็ดเงินงบประมาณ เดียวกันมารองรับนโยบายรถเมล์และรถไฟฟรีให้กับพี่น้องประชาชนที่ยากจนนับล้านคน ได้ถึง ๗ ปีเต็ม ๆ ท่านกรรมาธิการได้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไหมครับว่า การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณของกระทรวงการคลังในลักษณะนี้เป็นธรรมแล้วหรือยัง ผมก็มีเพียงแค่ ๖ ประเด็นนี้นะครับ

ผมมีข้อสังเกตข้อหนึ่งจากการติดตามการทํางานของกระทรวงการคลัง แล้วก็การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณโดยรวม ซึ่งผมหวังว่าท่านกรรมาธิการก็จะสื่อ และช่วยให้กับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบทั้ง ๒ ท่านในการปฏิบัติหน้าที่ คือท่านรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมกังวลว่าท่านอาจจะคิดในเชิงหลักการ ในเชิงทฤษฎี ในเชิงวิชาการ ไม่ได้ลงไปสัมผัสถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยตรง แต่เพื่อนสมาชิกในพรรคของท่านและโดยเฉพาะกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่ทุก ๆ ท่าน เป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมทราบดีว่าทุก ๆ ท่านรับรู้ถึงความเดือดร้อนและความต้องการ ของพี่น้องประชาชนโดยตรง ผมก็หวังว่าท่านจะใช้ความรู้และประสบการณ์ของท่าน ในการที่จะเอาความจริงไปรายงานกับท่านผู้เป็นท่านรองนายกรัฐมนตรีดูแลเศรษฐกิจ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อที่ท่านจะได้ปรับนโยบายการบริหาร งบประมาณเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นกว่าที่ได้จัดทํามา ขอบคุณครับท่านประธาน