วัชระ เพชรทอง หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์ เนื่องจากมีการเมืองเข้าแทรกแซง ไม่เป็นธรรม และไม่มีความเป็นกลางในการจัดรายการ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมได้อภิปรายปรับลดในมาตรานี้ไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าโดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ที่ซึ่ง เพื่อนสมาชิกบางท่านก็กล่าวหาสถานีโทรทัศน์ของทางราชการช่องนี้ว่าเป็นหอยม่วง เป็นช่องหอยม่วง แต่สถานีโทรทัศน์บางช่อง ชาวบ้านก็บอกว่าเป็นช่องคางคก ท่านประธานครับ มีการกล่าวหาเปรียบเทียบ เปรียบเปรยสถานีโทรทัศน์ไปต่าง ๆ นานา ในลักษณะของสัตว์ นั่นก็เป็นทัศนะของแต่ละบุคคล ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลที่ผมปรับลดนั้น เพราะว่าผมได้อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนของการอบรม สัมมนาประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม เป็นประธาน ท่านประธานครับ เราได้อภิปรายกันในอนุกรรมาธิการ ได้ถามตัวแทน จากกรมประชาสัมพันธ์ว่ากรมของท่านมีนโยบายอย่างไรในการที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ กรมของท่านมีนโยบายอย่างไรในเรื่องที่มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กรมของท่านจะให้เวลาฝ่ายค้านในสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร ทั้งหลายทั้งปวงได้ขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สามารถที่จะเป็นพยานได้ แต่บัดนี้ยังไม่มีคำตอบ ท่านประธานครับ เมื่อยังไม่มีคำตอบ ก็เป็นเหตุผลที่ผมต้องการที่จะปรับลดงบประมาณในกรมนี้ ทั้ง ๆ ที่ในการพิจารณา งบประมาณของกรม ๆ นี้ ผมได้เห็นถึงความสำคัญของกรมประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ ข่าวสารข้อมูลของรัฐบาล ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม และผมคนหนึ่งที่ได้อภิปราย ในอนุกรรมาธิการคืองบจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้กับกรมประชาสัมพันธ์อีกด้วย ท่านประธานครับ แต่ที่ผมขออนุญาตปรับลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เพราะผมต้องการ ให้กรม ๆ นี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำงานเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน อย่าเป็นกระบอกเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนกับที่ผ่านมา ท่านประธานครับ กรมประชาสัมพันธ์ได้ถอดรายการของท่านอาจารย์ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นี่ก็เป็น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า กรม ๆ นี้มีการเมืองเข้าไปแทรกแซงและไม่มีความเป็นธรรม ผมต้องการให้การจัดรายการของกรมประชาสัมพันธ์มีความเป็นธรรม มีความเป็นกลางมากขึ้น ท่านประธานครับ และเมื่อได้เห็นผังรายการในปัจจุบันก็ได้เห็นการที่มีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรครัฐบาลบางท่านไปจัดรายการ นั่นก็หมายความว่าไม่เป็นธรรม และเป็นการชี้นำ พ่อแม่พี่น้องประชาชน นอกจากกรมประชาสัมพันธ์ท่านประธานครับ อยากให้ท่านประธาน ไปดูที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนี้มีการตั้งงบประมาณที่จะรวมสุนทรพจน์ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยงบประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พิมพ์เป็นหนังสือ ประมาณ ๒,๐๐๐ ชุดเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ใช้งบจำนวนถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็ ท้วงติงว่ามากเกินไป และปรากฏว่าสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ยังได้แต่งตั้งบุคคล ที่เผาบ้านเผาเมืองมามีตำแหน่งทางการเมือง กินเงินเดือนภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการบางกระทรวง มีบุคคลที่โดนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นผู้ช่วย เลขานุการรัฐมนตรีบางกระทรวง โดยการแต่งตั้งของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับทั้ง ๆ ที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมืองได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนั้นต้องเลื่อมใสในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามรัฐธรรมนูญด้วยความสุจริตใจ และไม่เป็น ผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ทราบว่าการที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ลุกขึ้นยืนยันอย่างมั่นใจว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนดี แต่ที่ผมจะยกตัวอย่างนี้ท่านประธานครับ ท่านประธานไม่ต้องวิตกว่าผมจะกล่าวพาดพิงถึงบุคคลภายนอก เพราะผมจะไม่เอ่ยชื่อ แต่จะบอกว่าตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นมีเงินเดือนถึง ๒๕,๔๑๐ บาท และมีเงินประจำตำแหน่ง ๒,๘๕๐ บาท รวมตำแหน่งนี้เงินเดือนเดือนละ ๒๘,๒๖๐ บาท คิดเป็นค่าจ้างรายวันวันละ ๙๖๒ บาทต่อวัน มากกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลประกาศไว้ ๓๐๐ บาท ท่านประธานครับ มีคดีก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ได้เงินเดือนถึงเดือนละ ๒๘,๒๖๐ บาท และปรากฏว่าคนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ บางกระทรวงนั้นมีเงินเดือนรวมถึง ๕๗,๒๕๐ บาท หรือวันละ ๑,๙๐๘ บาท ท่านประธานครับ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังแต่งตั้งให้กินเงินเดือนวันละเกือบ ๒,๐๐๐ บาท มากกว่าค่าจ้าง แรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลประกาศไว้วันละ ๓๐๐ บาท ท่านประธานครับ นอกจากนี้ในคดีหมิ่น พระบรมเดชานุภาพในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ