สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอการปรับลดงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พร้อมหารือเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรและเครื่องมือของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของงานข่าวกรองแห่งชาติในการป้องกันภัยคุกคามต่อประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบงานสารสนเทศด้านการข่าวกรอง

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมจะอภิปรายตามกติกาของท่านประธานคนที่แล้วที่ว่าต้องการ จะให้พูดในประเด็นของการปรับลดงบประมาณอย่างเคร่งครัด แล้วก็ต้องการจะสอบถาม ไปถึงคณะกรรมาธิการถึงเหตุผลของการปรับลด และไม่ปรับลด ตามที่ผมได้สงวน คำแปรญัตติไว้ ในสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีงบประมาณอยู่ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ ผมได้เสนอขอปรับลดไป ๑ เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมาธิการไปปรับลด ๓๖๑ ล้านบาท เทียบเปอร์เซ็นต์เท่าไรผมยังคิดไม่ทัน แต่มีหลายประเด็นที่ผมคิดว่าการปรับลดงบประมาณ ในส่วนสำนักนายกรัฐมนตรียังไม่ตรงกับความจำเป็นของสถานการณ์บ้านเมือง ผมจะขอ อภิปรายใน ๓ หน่วยงาน คือ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และสภา ความมั่นคงแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้มีการพูดถึงกรมประชาสัมพันธ์ค่อนข้าง กว้างขวาง และดูเหมือนว่ากรมประชาสัมพันธ์จะตกเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนจำนวนมาก ที่เห็นว่าการทำหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์นั้นไม่ถูกใจตัวเอง สื่อในกรมประชาสัมพันธ์ ไม่สนองตอบกับความคิด กับความรู้สึกของตัวเอง ท่านประธานครับ ในการอภิปราย ในวาระที่หนึ่งเรื่องงบประมาณ เรื่องกรมประชาสัมพันธ์นั้น ผมเองก็มีความเห็นเหมือนกับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เห็นว่าบทบาทของกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะผู้กำกับควบคุมดูแล สื่อของรัฐยังไม่ทำหน้าที่ได้อย่างชัดเจนและเหมาะสมกับสถานการณ์ เมื่อผมมาเห็น ในคำรายงานการตั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ยิ่งต้องขอเรียนเป็นเบื้องต้นว่าชื่นชม ที่ท่านได้หยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา นั่นก็คือเห็นว่ากรมประชาสัมพันธ์ควรมีมาตรการ ตรวจสอบดูแล โดยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ ทั้งทางสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ให้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอย่างเที่ยงตรง มีการจัดสรรเวลาอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมีหน่วยเฝ้าระวังการใช้สื่อที่สร้าง ความแตกแยก นี่เป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งมีนัยที่สำคัญมาก ผมเห็นด้วย ร้อยเปอร์เซ็นต์ และยังมีความเห็นอีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งผมได้สงวน คำแปรญัตติปรับลดงบประมาณไป ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยความไม่สบายใจ นอกเหนือจากที่ คณะกรรมาธิการได้สรุปในข้อสังเกตแล้วก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้พัฒนาบุคลากรของ ตัวเองให้ทันกับการแข่งขันในตลาดข่าวสารเสรีที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี มีการพัฒนา ทางด้านทุนอย่างกว้างขวาง กรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้เป็นแบบอย่างในการดำรงไว้ ซึ่งมาตรฐานทางวิชาชีพและมาตรฐานทางจริยธรรมให้เป็นที่ปรากฏในวงการสื่อสารมวลชน ซ้ำร้ายกรมประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะสื่อมวลชนในสังกัดไม่มีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ ตามมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญ ผมตั้งประเด็นเหล่านี้ไว้เพื่อที่จะมาอภิปราย แล้วก็ คำขอแปรญัตติเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้ต้องการที่จะไปทำร้ายกรมประชาสัมพันธ์ เพราะทราบดีนะครับ กรมประชาสัมพันธ์นั้นได้งบประมาณเพิ่มขึ้น คำของบประมาณ ของกรมประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้นปีละ ๒๐๐ ล้านบาท ล่าสุดคำของบประมาณ ของกรมประชาสัมพันธ์ก็คือ ๑,๖๐๘ ล้านบาท เพิ่มจากปี ๒๕๕๔ ๑,๔๓๗ ล้านบาท เขาเอาไปทำอะไรครับ ต้องเรียนกับท่านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับหน่วยงานอย่างนี้ ในคำของบประมาณเขาเป็นองค์กรหลักด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เพื่อพัฒนาประเทศ การรักษาความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ มีพันธกิจ หลายด้าน โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์นโยบายและการดำเนินงานของรัฐสู่กลุ่มเป้าหมาย ทั้งในและต่างประเทศ และสะท้อนปัญหาของประชาชนสู่รัฐบาล นี่คือบทบาทที่มี ความสำคัญอย่างมาก ผมไม่แน่ใจว่าในการพิจารณาปรับลดงบประมาณของ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้หรือไม่ เพราะว่ากรมประชาสัมพันธ์ ถูกปรับลดงบประมาณไปในหลายรายการ ซึ่งผมคิดว่ามีความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น การไป ปรับลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ตั้งไว้ ๑๗,๙๐๐,๐๐๐ บาท ไปปรับลด ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าการปรับลด ด้วยตัวเลขกลม ๆ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้นจะเป็นการปรับลดอย่างมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป นี่ก็เป็นคำถามที่คณะกรรมาธิการจะต้องชี้แจงกับสภาแห่งนี้ด้วย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ มีความสำคัญมาก ปัจจุบันนี้ความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่ออกไปจากประเทศของเรา มีความน่าเชื่อที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าจะรับข่าวสารจากไหน แต่สำนักข่าวกลางของชาติเรา ไม่ได้มีการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างแท้จริง บทบาทของสำนักข่าวกรองแห่งชาติในอนาคต หากได้รับการสนับสนุนอย่างแท้จริงแล้วผมเชื่อมั่นว่าประเทศของเราจะมีภาพลักษณ์ที่ดี ในสายตาของต่างประเทศ ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการ ไปปรับลด ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไร คณะกรรมาธิการไปปรับลด ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาประสิทธิภาพสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งไว้ ๕๓ ล้านบาท ปรับลดไป ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท งบก้อนนี้ผมเข้าใจว่าเอาไปใช้ในการปรับปรุงสถานีโทรทัศน์ ที่ถูกเผา ถามว่าถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ไปใช้ ศูนย์ประชาสัมพันธ์เขต ๕ จังหวัดขอนแก่น ที่ถูกทำลายไปจะเอาเงินที่ไหน ไปตัดทำไมครับ ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์นโยบาย เร่งด่วนและภาวะวิกฤติ ตั้งไว้ ๒๐ ล้านบาท ซึ่งผมเองก็สงสัยเหมือนกัน สงสัย ในประสิทธิภาพในตอนต้นว่าเมื่อประเทศเผชิญกับปัญหาภาวะวิกฤติทั้งการเมือง ล่าสุด ก็ภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรมประชาสัมพันธ์ได้แสดงบทบาทในการประชาสัมพันธ์ในภาวะ วิกฤติเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลแค่ไหน เราก็เห็นชัดว่ามีความล้มเหลวอย่างมากในช่วงที่เกิด อุทกภัย ข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์แทบจะไม่ได้รับความเชื่อถือจากพี่น้องประชาชนเลย ยิ่งกรมประชาสัมพันธ์ถูกบังคับให้ต้องถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารจาก ศปภ. แต่เพียงด้านเดียวด้วยซ้ำ แล้วยิ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้พี่น้องประชาชนยิ่งเพิ่มความไม่เชื่อมั่นมากขึ้นเท่านั้น ในภาวะวิกฤติจำเป็นที่จะต้องมีสื่อสารมวลชนของรัฐที่ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมาและเป็นเอกภาพ การตั้งงบประมาณในเรื่องของการประชาสัมพันธ์นโยบายเร่งด่วนและภาวะวิกฤตินี้ จึงมีความจำเป็น ตั้งไว้ ๒๐ ล้านบาท คณะกรรมาธิการไปปรับลด ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท กลม ๆ เลย เหมือนกับมีการต่อรองว่าคุณขอ ๒๐ ล้านบาท เอา ๑๕ ล้านบาทแล้วกัน ถามว่าตัด ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตัดของเขาทำไม การประชาสัมพันธ์ ในภาวะเร่งด่วน ในภาวะวิกฤติไม่มีความจำเป็นใช่ไหมสำหรับประเทศนี้ คณะกรรมาธิการ ต้องตอบคำถามกระผมในเรื่องนี้ด้วย ที่ผ่านมาเราพยายามที่จะกล่าวโทษกรมประชาสัมพันธ์ ตลอดละครับ ทุกยุคทุกสมัยถ้าข้อมูลข่าวสารออกไปจากกรมประชาสัมพันธ์ไม่ถูกใจนิดเดียว ท่านก็ไม่พอใจ แต่ลองย้อนกลับไปดูเถอะครับในยุคที่ท่านเองเป็นรัฐบาลข้อมูลข่าวสาร ด้านเดียว รายการโทรทัศน์ที่กล่าวหาฝ่ายอื่น คนอื่นอยู่ตลอดเวลาท่านก็พอใจ นี่คือ ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งคณะกรรมาธิการควรจะตอบคำถามอันนี้

ส่วนที่ ๒ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในคำของบประมาณก็พูดไว้ชัดว่าพันธกิจ ของเขาก็คือการพัฒนาบุคลากรการข่าวให้เป็นมาตรฐานและเป็นมืออาชีพ เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตจะด้วยความรู้หรือไม่รู้ หรือไม่ถูกใจนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่งาน ของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อภัยคุกคามของประเทศมีความ สลับซับซ้อนมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพ งานของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติเขาไม่ได้จำกัด อยู่เพียงแค่การเป็นหน่วยข่าวมารายงานรัฐบาลเหมือนกับงานที่สันติบาลทำ รายงาน ผู้บังคับบัญชา แต่ความครอบคลุมรอบด้านของงานข่าวกรองแห่งชาติในฐานะที่เป็น หน่วยงานหลัก หน่วยงานสำคัญที่สุดของประเทศจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากร ใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีการสื่อสารที่กว้างขวางขึ้น ภัยคุกคามที่เกิดกับประเทศของเราไม่ได้เพียงแต่ เรื่องของภัยคุกคามทางด้านการทหารเท่านั้น ภัยคุกคามทางด้านการก่อการร้ายข้ามชาติ ภัยคุกคามทางด้านพลังงาน ภัยคุกคามทางด้านยาเสพติดต่าง ๆ มากมายจำเป็นที่จะต้อง ใช้คน ใช้เครื่องมือจำนวนมาก ในคำขอของสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้ขอในงบรายจ่ายอื่น เรื่องค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบงานสารสนเทศด้านการข่าวกรอง ขอไป ๙,๘๑๑,๐๐๐ บาท ซึ่งผมก็คิดว่าน้อยไปด้วยซ้ำ กรรมาธิการไปตัดลดเสียอีก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มันรายการ อะไร ไปตัดลดเขาทำไมต้องชี้แจงด้วย งานสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติต้องเรียน กับท่านประธานนะครับ ทุกเรื่องควรจะอยู่ในสายตาของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สามารถ วิเคราะห์ สามารถนำเสนอกับรัฐบาลได้ เป็นประโยชน์กับรัฐบาลโดยตรง นายกรัฐมนตรี จะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทของข้าราชการประจำ อย่างสำนักข่าวกรองแห่งชาติต้องให้บทบาทเขา