สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของสำนักนายกรัฐมนตรี และเสนอแนวคิดการจัดหาที่ดินให้กับคนยากจน โดยเสนอแนวคิด 3 ประการ คือ การซื้อที่ดินจากเงินหลวงเพื่อจัดให้กับคนยากจน การเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้าเพื่อสร้างกองทุนธนาคารที่ดิน และการรวบรวมที่ดินว่างเปล่าเพื่อจัดให้กับคนยากจน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งธนาคารที่ดิน และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบประสิทธิภาพของโครงการที่ดินทำกินสำหรับคนยากจน
ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเสนอปรับลดงบประมาณของสำนัก นายกรัฐมนตรีไว้ ๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ ความจริงแล้วในสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นมีหน่วยงาน จำนวนมากครับ แล้วก็หลายหน่วยงานนั้นผมเองก็เคยทำงานร่วมกันกับบุคลากรหลายท่าน ซึ่งก็เห็นว่ามีความตั้งอกตั้งใจในการทำงาน แต่การเสนอปรับลดในครั้งนี้นั้น เป้าหมายจริง ๆ ก็เพื่อที่จะตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานในหลากหลายนโยบาย ผมเรียนท่านประธาน เบื้องต้นครับว่า สำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งรวมไปด้วยหน่วยงานระดับที่จะต้องทำงานหลัก ๆ ของประเทศหลายหน่วยงานนั้น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็ดี สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีก็ดี รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ นั้นล้วนแล้วแต่มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น งบประมาณที่ได้รับในปีนี้นั้นสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณทั้งสิ้นอยู่ที่ ๒๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งได้อยู่ ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าฟังเช่นนี้ ก็คงจะดูเหมือนว่าอาจจะต้องมีการปรับเพิ่มเติมขึ้นให้ แต่เหตุผลที่จำเป็นจะต้องมีการ ตรวจสอบประสิทธิภาพนั้นมี ๒ เหตุผลครับ ในเหตุผลประการที่ ๑ จากการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิกซึ่งเพิ่งนั่งลงไปสักครู่นี้ เราจะเห็นว่าบทบาทของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีการปรับเปลี่ยนบางเรื่อง บางประการไปทำงานทางด้านการเมือง ในสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีบุคคลที่เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมืองหลายคนด้วยกัน บางคนนั้น ไปมีบทบาทในช่วงของสถานการณ์มหาอุทกภัยที่ผ่านมา ใช้ตำแหน่งที่ได้จากประจำสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและไปดำเนินการทางด้านการเมือง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องไปตรวจสอบ ในเชิงประสิทธิภาพของหน่วยงาน ซึ่งรับงบประมาณไปแล้วด้วย ถ้าหากไม่เหมาะสม ก็ควรจะต้องมีการจัดการ ความจริงนั้นในอดีต สำนักนายกรัฐมนตรีในยุคของรัฐบาลที่ผ่านมา ตั้งใจให้ตัวสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะประชาชน ส่วนใหญ่เมื่อมีปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อนก็จะมุ่งมาที่สำนักนายกรัฐมนตรีครับ มีหน่วยงาน รับเรื่องราวร้องทุกข์อยู่ที่นั่น สายโทรศัพท์ ๑๑๑๑ ก็ดี เว็บไซต์ก็ดี ตู้ ปณ. ก็ดี ก็เป็นที่ แก้ปัญหา ปัญหาใหญ่ที่สุดประการหนึ่งซึ่งคนร้องเรียนเข้ามานั้น ก็คือปัญหาเรื่องของที่ดินทำกิน ในยุครัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งมีการดำเนินการในเรื่องของนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดิน ทำกิน และตั้งให้เป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี วันนี้มีการตั้งงบประมาณให้ ๒ หน่วยงานนี้ในสำนักนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาที่จำเป็นจะต้องเข้าไป ตรวจสอบประสิทธิภาพก็เพราะว่าในงบประมาณที่ตั้งไปนั้น ปรากฏว่าการทำงานที่ต่อเนื่อง จากรัฐบาลชุดที่แล้วไม่มีการดำเนินการ ไม่มีความก้าวหน้า และกำลังสงสัยว่ารัฐบาล กำลังที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนโยบายเหล่านั้นหรือไม่ รัฐบาลชุดที่แล้วเห็นว่า เรื่องปัญหาที่ดินทำกินเป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นหนึ่งในปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ของประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้วก็ยกร่างแนวนโยบาย เรื่องของโฉนดชุมชนครับ โฉนดชุมชนเป็นข้อเรียกร้องของภาคประชาชนในระยะเวลานาน หลายปีแล้วครับ รัฐบาลหลายชุดไม่เคยมีการดำเนินการให้พวกเขาเหล่านั้น โฉนดชุมชน เป็นการแก้ไขปัญหาคนซึ่งอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ และจัดสิทธิให้เขาเข้าไปทำกินได้ โดยรัฐเข้าไปรับรอง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปจับกุม ไปดำเนินคดีเป็นปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน ที่ดินยังคงเป็นของรัฐอยู่ และรัฐสามารถเข้าไปดำเนินการได้ ผมได้รับผิดชอบในขณะนั้นครับ ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีจัดตั้งเป็นสำนักงาน โฉนดชุมชนขึ้นในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผมเรียนท่านประธานครับ วันนี้ ท่านตั้งงบประมาณให้ในปี ๒๕๕๕ ๑๘ ล้านบาท แต่ที่กระผมสงสัยก็คือว่า ๔ เดือนที่ผ่านมา ที่เป็นรัฐบาล การดำเนินงานเรื่องโฉนดชุมชนมีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด เท่าที่ ผมทราบจากภาคประชาชนนั้นไม่มีความก้าวหน้าเลยครับ ถอยหน้าถอยหลังกันอยู่ ตลอดเวลา แล้วแถมการประชุมครั้งล่าสุดมีความคิดจะเปลี่ยนแปลงชื่อโฉนดชุมชนครับ จนคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนเขาไม่เห็นด้วย ในที่สุดก็ยอมถอยไปยังใช้ชื่อ โฉนดชุมชนเหมือนเดิม เงิน ๑๘ ล้านบาท ที่ตั้งดูเหมือนว่าน้อยนิดนะครับ แต่ถ้าหากรัฐบาล เอาจริงครับ มีประสิทธิภาพในการทำงาน แล้วไม่คำนึงถึงเรื่องทางการเมืองว่าชื่อโฉนดชุมชน รัฐบาลชุดที่แล้วตั้งจริง ๆ แล้วชื่อนั้นเป็นชื่อภาคประชาชนครับ วันนี้มีคนเสนอขอโฉนดชุมชน มาที่สำนักงานโฉนดชุมชนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น รวมทั้งสิ้น ๔๓๕ ชุมชน รวมเนื้อที่ ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ เป็นจำนวนครัวเรือนถึง ๖๒,๖๕๖ ครัวเรือน และประชากร ถึง ๒๔๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นชุมชนในภาคเหนือ ๒๙๓ ชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๕๗ ชุมชน ภาคใต้ ๖๓ ชุมชน ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ๒๒ ชุมชน รัฐบาลชุดที่แล้ว อนุมัติไปแล้ว ๒ ที่ คือที่ชุมชนบ้านคลองโยงกับที่ชุมชนบ้านแม่อาวที่จังหวัดลำพูน ๔ เดือน มานี้ครับ ไม่มีการอนุมัติให้โฉนดชุมชนเพิ่มเติมเลยแม้แต่ชุมชนเดียว ในทั้ง ๔๐๐ กว่าชุมชนนี้ อย่างนี้ประสิทธิภาพในการทำงานเราจะให้งบประมาณเต็มที่ไปทำงานหรือครับ นี่คือประเด็นที่ต้องการความจริงใจจากฝ่ายการเมือง แล้วหลายที่ที่ไม่ให้โฉนดชุมชน เขาก็ให้ เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการกับเขาด้วย เช่นเดียวกันกับอีกกรณีหนึ่ง คือเรื่องกรณีธนาคารที่ดิน รัฐบาลเขียนไว้ในโยบายจะสนับสนุนนโยบายธนาคารที่ดิน ธนาคารที่ดินพูดกันมานาน ในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคเมื่อปี ๒๕๒๐ กว่าครับ แต่ไม่มีใครทำให้เป็นจริงได้ จนรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ยุคคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอมาโดยท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย คุณถาวร เสนเนียม กับผมช่วยกันทำ ที่สุดแล้วมีการประกาศ เป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินเป็นองค์การมหาชน ประกาศ ในพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ ความจริงตั้งใจครับว่าธนาคารที่ดิน มีหน้าที่ ๓ อย่าง คือ
๑. จัดหาที่ดินโดยใช้เงินหลวงไปซื้อ แล้วก็เอาที่ดินเหล่านั้นมาจัดให้กับ คนยากจนได้อยู่อาศัยทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน หรือรูปแบบอื่น
ประการที่ ๒ ก็คือจะต้องมีกฎหมาย ๑ ฉบับ เรียกว่า กฎหมายภาษีทรัพย์สิน ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง เก็บเงินภาษีในอัตราก้าวหน้าจากเจ้าของที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วเอาเงินนั้นมาจัดตั้งเป็นกองทุนธนาคารที่ดิน เพื่อให้คนยากจนนั้นสามารถเข้าถึง แหล่งทุนได้ หรือเป็นเงินที่ไปซื้อที่ดินจัดให้กับคนยากคนจนได้ และ
อันที่ ๓ ก็มีหน้าที่รวบรวมที่ดินว่างเปล่าซึ่งหน่วยงานรัฐดูแลแล้วจัดให้กับ คนจน รัฐบาลชุดนี้ปฏิเสธทั้งหมดเลยครับ ไม่เดินหน้าเลยครับ ๑. ในแง่ของ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งธนาคารที่ดินมันมาประกาศเอาช่วงตอนที่รัฐบาลชุดที่แล้วพ้นจาก ตำแหน่งเพราะมีการยุบสภาพอดี เดินหน้าต่อไม่ได้ครับ ในพระราชกฤษฎีกานี้ระบุไว้ว่า จะทำงานต่อได้ต้องมีกรรมการชั่วคราว และกรรมการชั่วคราวจะต้องถูกตั้งขึ้นโดยรัฐมนตรี เสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ จากภาคประชาชน ๒ ครับ ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้เสนอตั้งหรือยังครับ ๔ เดือนแล้วนะครับ ผมทราบว่าเสนอไปแล้วถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอท่านนายกรัฐมนตรีแล้วไฉนไม่เซ็นครับ นอกจากนั้นรัฐบาลชุดที่แล้วอนุมัติเงินจากมติคณะรัฐมนตรี ๒ ครั้งครับ
ครั้งแรกเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๔ ๑๖๗ ล้านบาท ให้ธนาคารที่ดินไปจัดซื้อ ที่ดินที่จังหวัดลำพูน เพื่อจัดที่ดินนั้นเป็นโฉนดชุมชนให้กับคนที่จังหวัดลำพูนครับ วันนี้ ก็ไม่เคลื่อนครับธนาคารที่ดิน
๒. ให้งบประมาณ โดยอนุมัติ ครม. วันที่ ๓ พฤษภาคมเช่นเดียวกัน ๑,๓๐๐ ล้านบาท ให้ กอ.รมน. ร่วมกับสำนักงานโฉนดชุมชนสำนักปลัดและให้ ส.ป.ก. ไปจัดซื้อที่ดินจาก บสท. จำนวน ๒๕ แปลงด้วยกัน มาจัดสรรให้คนยากจนเข้าไปอยู่อาศัย ในที่ดินทำกิน พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๕ ผมทราบข่าวเป็นการภายในว่าสำนัก งบประมาณบอก ๑,๓๐๐ ล้านบาท ไม่มีเงินให้มาแค่ ๖๙๐ ล้านบาท วันนี้ท่านตั้งมา ๗๐๐ กว่าล้านบาท ๖๙๐ ล้านบาท คือครึ่งหนึ่งของ ๑,๓๐๐ ล้านบาท กับอีก ๔๐ กว่าล้านบาท ไปจัดตั้ง ประเด็นคืออย่างนี้ครับว่าถ้าไม่เซ็นตั้งคณะกรรมการจะค้างรออะไรตั้ง ๔ เดือน ธนาคารที่ดินคนยากคนจนรอกันอยู่ทั้งประเทศ เงินก็พร้อมรัฐบาลชุดที่แล้วอนุมัติมาให้ เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพที่ต้องตรวจสอบ ๒ เรื่องนี้เป็นการยืนยันเหมือนกันว่ารัฐบาลที่เคย ประกาศว่าจะดูแลเรื่องคนยากคนจน สร้างวาทกรรมไพร่ อำมาตย์ วันนี้ท่านได้เป็นรัฐบาล แล้วท่านจะดูแลคนยากจนเหล่านั้นอย่างไร ตัวนโยบาย ๒ ตัวนี้จะเป็นตัวที่อธิบายได้ เพราะกฎหมายภาษีทรัพย์สินที่ดินสิ่งปลูกสร้างท่านปฏิเสธไปแล้วครับ ท่านไม่เห็นด้วยกับ การเก็บภาษีก้าวหน้าให้กับเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผมจึงเสนอ ปรับลดงบประมาณในส่วนสำนักนายกรัฐมนตรีและอยากที่จะให้มีการทบทวนโครงการนี้ โดยรัฐบาลน่าที่จะยืนยันและเดินหน้าต่อครับ