สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

จตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายเรื่องการถอนงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ เนื่องจากมีการต่อสัญญากับบริษัทเอกชนในเวลาที่ไม่เหมาะสม และมีการใช้โทรทัศน์ช่อง 11 ในการปลุกระดมใส่ความคนกัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ ต้องรายงานข่าวกรองอย่างตรงไปตรงมา และไม่สอพลอรัฐบาล

นายจตุพร พรหมพันธุ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กระผม ขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายในมาตรา ๕ เพื่อจะตัดงบประมาณรายจ่ายของสำนัก นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ หน่วยงานแรกที่ผมจะได้แสดง ความเห็นตามแนวทางที่ท่านประธานเริ่มต้นมอบหมาย โดยเริ่มต้นผมเป็นตัวอย่างคนแรกว่า ทำไมจะต้องตัดงบของกรมประชาสัมพันธ์ ความจริงกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กับรัฐ มีศักยภาพโยงใยดีกว่าโทรทัศน์แทบทุกช่อง ก็ว่าได้ มีจุดออกอากาศในต่างจังหวัดในแต่ละภูมิภาคหลายจุด มีวิทยุหลายคลื่น หน้าที่ ของกรมประชาสัมพันธ์นั้นคือการทำหน้าที่ในการบอกกล่าวประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาล แต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการปกป้องรัฐบาลโดยการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม ผมได้ฟัง จากเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายถึงกรมประชาสัมพันธ์ว่าการทำหน้าที่ของโทรทัศน์ที่พวกเรา เรียกติดปากว่าช่องหอยม่วง เรียกติดปากกรมประชาสัมพันธ์ว่ากรมกร๊วกบ้าง มีการบอกว่า เวลาทีมข่าวของฝ่ายรัฐบาลมีการออกข่าวโดยรายละเอียด ทีข่าวของพรรคฝ่ายค้าน แทบจะไม่ให้ออก แทบจะปิดให้เห็นภาพ แล้วทำปากพะงาบ ๆ ผมเองนะครับท่านประธาน ที่เคารพ ผมก็มีความสงสัยว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งก็จะต้องมี หน้าที่ในการอธิบายความ ปรากฏว่ากรมประชาสัมพันธ์เองรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลนั้นไม่ได้อธิบายความว่ารายการข่าวของช่อง ๑๑ ในขณะนี้นั้นเป็นการทำข่าวของเอกชน ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีการต่อสัญญา ๒ ปีกัน ในวันไหน เราลงเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม มีการยุบสภาในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แต่ปรากฏว่ากรมประชาสัมพันธ์ไปต่อสัญญาให้กับบริษัทเอกชนในวันที่ ๓ พฤษภาคม ก่อนที่มีการยุบสภาเพียงแค่ ๖ วันเท่านั้น และสัญญานี้มีอายุถึง ๒ ปี ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าบริษัทที่ได้รับการสัมปทานไปนั้น เป็นบริษัทอะไร ไม่มีความลับอะไรครับ ชื่อบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ชื่อ นายศุภกร เวชชาชีวะ ผมเรียนกับท่านประธานและบอกกล่าวไปยังรัฐมนตรีโดยคณะกรรมาธิการ ที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ว่าให้ทำหน้าที่ในการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่นี่ มันสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ ถ้าจะบริหารประเทศและกำลังจะยุบสภา อย่าไปปฏิบัติหรือประพฤติตนเช่นนี้ นี่รัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีไม่มีอำนาจอะไรเลยนะครับ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่เขาทำอะไรได้ล่ะครับ ก่อนยุบสภา ๖ วัน ต่อสัมปทานให้เลย และข่าวเวลานี้ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับรัฐบาลเลย แต่เวลาที่เพื่อนสมาชิก พรรคฝ่ายค้านมาลุกขึ้นอภิปราย ดูเหมือนว่าช่อง ๑๑ ซึ่งทำหน้าที่ข่าว รายงานข่าว เป็นข่าว ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่แท้จริงเป็นของเอกชนและรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นคนอนุมัติ อย่าว่าแต่ทิ้งทวนเลยครับ อ้ายนี่โยนทวนใส่เลยท่านประธาน อ้ายนี่เอาไว้ไม่ได้ต้องตัด งบประมาณครับท่านประธานที่เคารพ ทำอย่างนี้ได้อย่างไรครับ กรมประชาสัมพันธ์ เกิดมีความเสียหาย แล้วผมบอกไปยังอธิบดีคนปัจจุบันว่า บอกผ่านท่านประธานว่าลองไปดู สัญญาสิครับว่ากรมประชาสัมพันธ์ยังมีสิทธิที่จะดำเนินการอะไรได้หรือไม่ การรายงานข่าว เป็นอย่างไร ตรงไปตรงมาหรือไม่ ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพครับ มีการบอกว่า บางรายการว่าทำไมต้องมีการถอนกันออกไป ผมเรียนกับท่านประธานว่าโทรทัศน์ช่องนี้ ถูกใช้ในการปลุกระดมใส่ความคนกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ปรากฏว่ามันไม่มีผล เพราะใส่กันจนเสียชนิดที่คนเขาไม่เชื่อ แต่กรณีรายการดังกล่าวนั้น สัญญามันไปหมด แล้วผมเชื่อว่าก็มีอธิบดีคนใหม่มาไม่มีใครมีสติปัญญาโง่ ปัญญาอ่อนถึงขนาดว่าจะต้อง ไปต่ออายุสัมปทานให้กับรายการที่ปลุกระดมสร้างความเข้าใจผิด สร้างความแตกแยกให้กับ คนในชาติโดยเฉพาะเรื่องความจงรักภักดี ผมเรียนกับท่านประธานว่าช่อง ๑๑ จะต้อง ทำหน้าที่ในการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประชาชน ๖๔ ล้านคน ไม่ใช่พิทักษ์ สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อรัฐบาล แล้วไว้เพื่อทำลายบุคคลอื่นที่เป็นปฏิปักษ์ รัฐบาลชุดนี้ จะต้องไม่ปฏิบัติอย่างนั้น จะต้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของพสกนิกรทุกคน ถ้าเป็น บรรยากาศอย่างนี้ ปัญหาเรื่องความแตกแยกภายในชาติจะลดลง ผมเองเห็นบรรยากาศมา ๓ ปี เปิดโทรทัศน์วันจันทร์ วันอังคาร เอาอีกแล้วเรื่องขบวนการล้มเจ้า ขบวนการล้มเจ้า โหมโดยผ่านทางโทรทัศน์ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่าท่านประธาน จำได้ไหมครับว่าในปีหนึ่งปี ๒๕๔๘ วันที่ ๔ ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัส และประชาชนดูการถ่ายทอดทั้งประเทศ บอกกับนายกรัฐมนตรีเวลานั้นว่าอย่าไปดำเนินคดี ดำเนินการอะไรกับคนที่มาหมิ่นพระองค์เพราะจะสร้างความเดือดร้อน ทรงแผ่ความเมตตา กันไป วันนี้มันไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายครับ แต่มันอยู่ที่การใช้กฎหมาย มันอยู่ที่จะดำเนินการ มองศัตรูเมื่อตัวเองสู้กับศัตรูไม่ได้ก็ยัดเยียดข้อกล่าวหาดังเช่นที่ผ่านมาโดยอาศัย โทรทัศน์ช่องนี้ วันนี้รัฐบาลเปลี่ยน ผมเรียนกับท่านประธานว่าโทรทัศน์ช่องนี้ต้องไม่มีพฤติกรรมเหมือนกับ ๓ ปีที่ผ่านมา ถ้าเป็น อย่างนั้นยิ่งสร้างความเดือดร้อน ยิ่งสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเรียนกับท่านประธานต่อไปนะครับว่า ประเด็นที่มันเป็นสาระสำคัญในวันนี้ก็คือว่า โทรทัศน์ของช่อง ๑๑ จะต้องทำหน้าที่ในการอธิบายความจริง นอกจากพัฒนาหน้าจอให้มัน มีความทันสมัยกันแล้ว แต่ต้องมีความเท่าทันในทุก ๆ ด้าน เพราะประชาชนเขาจะได้รู้เลยว่า ถ้าจะดูเนื้อหาที่แน่ชัดต้องไปเปิดที่ช่อง ๑๑ ไม่ใช่ว่ามีโทรทัศน์ช่องนี้เอาไว้กดรีโมท (Remote) ข้ามเหมือนกับช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา

ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่า หน่วยงานต่อไปของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ผมบอกว่าต้องตัดงบไปนั้นคือสำนักข่าวกรอง แห่งชาติ ผมเรียนไปยังผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ข้าราชการสำนัก ข่าวกรองแห่งชาติ ท่านต้องไม่ทำข่าวกรองเพื่อเข้าข้างรัฐบาล ท่านต้องทำข่าวกรอง อย่างตรงไปตรงมา ท่านต้องทำข่าวกรองว่าเวลาทำข่าวกรองกับคนที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ท่านต้องรายงานความจริงอย่างตรงไปตรงมา เหมือนเวลานี้นะครับ มีการกล่าวหากันอย่างนี้ว่า มีการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงเป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า ข่าวกรองแห่งชาติลงไป แล้วรายงาน ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แถลงกันอย่างตรงไปตรงมา ประชาชนก็จะได้ประโยชน์ แต่ถ้า สำนักข่าวกรองแห่งชาติมีหน้าที่ในการสอพลอรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดจะต้องมี อันพินาศย่อยยับเพราะเอาการข่าวที่ผิดมาจัดการและกระทำในสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นสำนัก ข่าวกรองแห่งชาติภายใต้รัฐบาลนี้จะต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่าคุณต้องเริ่มต้นใหม่แล้ว ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ต่อไปประเทศชาติไปไม่ได้ แล้วรัฐบาลนี้ก็ไปไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า คนที่เป็นรัฐบาลต้องทนที่จะฟังข่าวที่เป็นข่าวไม่ดีได้ คนเวลามีอำนาจ ถ้าสำนัก ข่าวกรองแห่งชาติทำหน้าที่สอพลอก็รายงานข่าวที่เป็นเท็จขึ้นมา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รองนายกรัฐมนตรีกำกับรับผิดชอบฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดกันนะครับ หน่วยงานต่อไปครับท่านประธานครับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าท่านประธานอย่าซีเรียส (Serious) เรื่องเวลากับผมเล็กน้อยครับสั้น ๆ แต่ละหน่วยงาน