ผ่องศรี ธาราภูมิ เสนอปรับลดลดงบประมาณ 2% และชี้แจงถึงบทบาทของสำนักนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการงบประมาณ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและประเมินผลกระทบของโครงการต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ และการประหยัดงบประมาณ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายในงบประมาณ และเรียกร้องให้สำนักงบประมาณดูแลเร่งด่วน เนื่องจากปีนี้เป็นงบประมาณปีผิดปกติ และต้องดูฤดูกาลในการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อไม่ให้มีผลต่อการลงทุนในโครงการต่าง ๆ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านยังท่านสมาชิกหลังจากที่ได้ฟังท่านสมาชิกได้ถามคำถามมายังกรรมาธิการหลายเรื่อง ดิฉันจะยังไม่ตอบนะคะ เพราะดิฉันเองก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่มีคำถามอยู่มากมาย เช่นกัน แล้วก็ยังไม่ได้รับคำตอบในขณะที่ทำหน้าที่กรรมาธิการนะคะ ดิฉันได้สงวนความเห็น ปรับลดงบประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันก็เห็นว่าจากที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้เสนอ งบประมาณเข้ามาในงบประมาณรายจ่ายปีนี้ทั้งหมด ๒๒,๔๘๕ ล้านบาท กรรมาธิการก็ได้ ทำงานแล้วก็พิจารณาปรับลดในเสียงส่วนใหญ่ ปรับลดไปแล้ว ๓๖๑ ล้านบาท ก็เหลือ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรก็คือ ๒๒,๑๒๓ ล้านบาท ดิฉันเองเห็นว่ายังมีงบประมาณ บางส่วนแล้วก็ในเรื่องของประเด็นการบริหารจัดการที่น่าจะสามารถปรับลดงบประมาณ ลงได้อีก จึงได้สงวนความเห็นไว้ ดิฉันขออนุญาตชี้แจงในเวลาอันจำกัดนะคะ เนื่องจากว่า สำนักนายกรัฐมนตรี พอพูดถึงสำนักนายกรัฐมนตรีดิฉันเชื่อว่าคนทุกคนต้องมีความรู้สึก ตรงกันว่าที่นี่คือคำตอบสุดท้ายของการแก้ไขปัญหาของประเทศนี้ ถ้ารถตราสำนัก นายกรัฐมนตรีเดินทางไปที่ไหน หรือว่าใครมีปัญหาอะไร เดือดเนื้อร้อนใจทุกคนก็คิดว่า สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่พึ่งน่าจะคลี่คลายปัญหาทุกอย่างได้ เพราะนี่คือศูนย์รวมอำนาจ ของประเทศ ก็สอดคล้องกับวิสัยทัศน์แล้วก็พันธกิจของสำนักนายกรัฐมนตรีที่บอกไว้ว่า เป็นศูนย์กลางการติดตามแล้วก็การขับเคลื่อน การบริหารราชการแผ่นดินแบบมีส่วนร่วม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ดิฉันก็ยืนยันว่ากลไกของสำนักนายกรัฐมนตรี คือ การขับเคลื่อนประเทศนี้อย่างแท้จริง เพราะว่าประเทศเราจะสามารถเดินหน้าบริหาร ราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคแล้วก็ส่วนท้องถิ่น แล้วก็ทุกองค์กรจะต้อง ขับเคลื่อนเป็นหนึ่งเดียวกันมันถึงจะมีพลัง เพราะฉะนั้นสำนักนายกรัฐมนตรีจึงเป็นต้นแบบ ที่จะต้องทำให้ประเทศนี้เคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็น รัฐบาลสำนักนายกรัฐมนตรีก็จะต้องทำหน้าที่อันนั้นอย่างมีธรรมาภิบาลด้วย เพราะท่าน เขียนไว้ในพันธกิจเลยนะคะว่าจะเป็นศูนย์กลางในการกำกับ ติดตาม ประสานงาน เร่งรัด ตรวจสอบการปฏิบัติราชการหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล นั่นหมายถึงว่า ทุก ๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นการดูแลองค์กร คน แล้วก็งานแล้วก็งบประมาณ เนื่องจากว่า ในหน่วยงานของสำนักนายกรัฐมนตรีมีทั้งหมด ๒๑ หน่วยงาน ที่เป็นทั้งส่วนราชการ องค์การมหาชน แล้วก็เป็นหน่วยงานในกำกับ ดิฉันคงไม่มีเวลาลงไปในรายละเอียด เพราะว่า ท่านสมาชิกหลายคนก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว ดิฉันขออนุญาตไปที่หัวใจสำคัญเลยนะคะ เพราะว่าวันนี้เราพิจารณาร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ แล้วก็คนที่เป็นกลไกหลักหน่วยงานหลักในการทำงบประมาณก็คือสำนัก งบประมาณ สำนักงบประมาณเรียกว่าเป็นต้นทางเลยนะคะ กว่าจะได้งบประมาณ ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมา สำนักงบประมาณคงไม่ใช่มาทำงานแค่ช่วงนี้ช่วงเดียว หลังจากจบงบประมาณในการพิจารณาวาระที่สองวาระที่สามแล้วท่านก็ต้องเริ่มเดินหน้า สำหรับงบประมาณปีต่อไปนะคะ ดิฉันด้วยความเคารพบุคลากรแล้วก็ศักยภาพของสำนัก งบประมาณ แต่ว่าถ้าหากว่าสำนักงบประมาณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็นำเอา ข้อสังเกตของสมาชิก นำเอาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการทุก ๆ ปีไปใช้ในการพิจารณา จัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะทำให้เม็ดเงินงบประมาณได้ถูกใช้ไป อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะคะว่าปีนี้คณะอนุกรรมาธิการจัดทำข้อสังเกตได้ให้ ข้อสังเกตในเรื่องของการบริหารงบประมาณไว้มากมายนะคะ ไม่มีเวลาที่จะไล่ให้ฟัง แต่จะ ให้เห็นว่าถ้าสำนักงบประมาณได้ยึดแนวทางนี้เราจะได้ลดการใช้จ่ายงบประมาณลงไปได้อีกด้วย
อันที่หนึ่งขอฝากไว้เป็นบางเรื่อง ก็คือเรื่องของการโอนเปลี่ยนแปลงรายจ่าย งบประมาณหลังจากที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว วันนี้หลังจากที่ทุกคนได้ให้ความ คิดเห็น เห็นชอบจะมีปรากฏรายการหรือไม่ก็ตาม ก็จะพบว่าจะมีหลายหน่วยงานที่มีการโยก เปลี่ยนแปลงงบประมาณ บางแห่ง บางหน่วยงานก็เปลี่ยนด้วยความจำเป็นนะคะ แต่ว่า บางหน่วยงานนั้นก็ไปเปลี่ยน เหมือนกับรู้ว่าขอแบบนี้มาไม่ได้ ก็ตั้งขอมาแบบหนึ่ง แต่พอถึง เมื่อผ่านไปแล้วก็ไปเปลี่ยนเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะคะ เราจะพบมากเลยว่าของบประมาณไปทำ โครงการเรื่องของ บางคนก็ฝึกอบรมสัมมนาหรือว่าเปลี่ยนไปเป็นซื้อรถอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งเป็นคนละวัตถุประสงค์ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ดิฉันก็เน้นย้ำข้อสังเกตว่า เหล่านี้ ต้องเอามาใช้ในการตรวจสอบ นอกจากนั้นข้อสังเกตที่อยากจะฝากไว้เลยโดยเฉพาะประเทศเรา ประสบเผชิญหน้ากับอุทกภัยมาหลายปีติดต่อกัน ปัญหาหนึ่งก็คือหลังจากปีงบประมาณ ได้ผ่านสภาไปแล้วก็คือ ปกติก็จะต้องเป็นเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนนะคะที่เริ่มใช้ งบประมาณ ก็ยังเป็นช่วงของปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว แต่ปีนี้งบประมาณ ๒๕๕๕ ขอให้ สำนักงบประมาณได้ช่วยดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่างบประมาณจะผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก็คือ เดือนมกราคมนี้ แล้วก็ส่งไปที่สมาชิกวุฒิสภา กว่าจะมีผลบังคับใช้ ก็คือประมาณเดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม เม็ดเงินงบประมาณออกพอดี ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนเข้ามาพอดีนะคะ จะเห็น ว่างบประมาณทั้งหลายทั้งปวงของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กรมชลประทานหรืออะไรก็แล้วแต่ กระทรวงมหาดไทย ที่ต้องใช้งบในการลงทุนก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะเป็นปัญหาอุปสรรคอีกนะคะว่า ฝนตกอีกแล้วทำงานไม่ได้ เดี๋ยวน้ำมาอีกแล้ว เพราะฉะนั้นก็ฝากสำนักงบประมาณนะคะว่า ปีนี้ก็คงจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่าเราเป็น งบประมาณปีผิดปกติ แล้วก็ต้องดูฤดูกาลด้วย ถ้าเป็นรอบฤดูอื่น ก็ขอฝากไว้ว่าทำอย่างไร ให้งบประมาณได้ถูกนำไปใช้ในช่วงที่งบก่อสร้างลงทุนให้ตรงกับช่วงฤดูแล้งเพื่อไม่ให้มีผล ต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ
นอกจากนั้นแล้วก็อยากจะฝากไว้อีก ๒-๓ ประเด็นสำหรับเรื่องงบประมาณ เรื่องของเงินนอกงบประมาณค่ะ เราพบว่ามีหลายหน่วยงานที่มีเม็ดเงินนอกงบประมาณ แล้วก็ใช้จ่ายอยู่ แล้วก็ไม่ได้มีการรายงานหรือว่ามีการแสดงแหล่งที่มาของรายรับต่าง ๆ นะคะ ทำให้บางครั้งงบประมาณของหน่วยงานนั้น ๆ ก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้เอง แต่ว่าไม่ได้ ถูกนำมาใช้ เหล่านี้ก็ขอให้ทางสำนักงบประมาณได้ดูแลเป็นพิเศษ
นอกจากนั้นแล้วเราพบว่าหลาย ๆ โครงการ ถ้าสำนักงบประมาณดูแลให้ดี ก็จะสามารถประหยัดงบประมาณลงได้อีก บางโครงการเสนอขอมาแล้วทำไม่ได้ค่ะ เพราะว่า ยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือว่าท้องถิ่นยังไม่ได้ผ่านการประชาคม ก็ตั้งงบไป ก็เบิกจ่ายไม่ได้ เหล่านี้ก็ขอฝากให้ช่วยดูแลด้วยในส่วนของสำนักงบประมาณ
อีกอันหนึ่งเลยที่คิดว่าถ้าสำนักงบประมาณทำได้ดีก็จะประหยัดงบประมาณได้ ก็คือเราจะพบว่าส่วนราชการบางแห่งขณะนี้ก็พยายามจะไปตั้งหน่วยงานในส่วนภูมิภาค ไปมีองค์กรในระดับจังหวัด ต้องไปตั้งสำนักงาน ไปใช้เงินลงทุนนะคะ ทั้ง ๆ ที่ความจำเป็น อาจจะไม่เพียงพอ มีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะคะ ชัดเจนว่าให้ทบทวนตรวจสอบ ความจำเป็น แล้วก็ความคุ้มค่าในการจัดตั้งหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค แล้วก็ขอให้ใช้ พื้นที่ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า
นอกจากนั้นแล้วข้อห่วงใยมากที่สุดเลยว่า ถ้าเราได้ดูเม็ดเงินงบประมาณค่ะว่า แนวทางในการควบคุมรายจ่ายประจำของส่วนราชการเพิ่มมากขึ้นทุกปี ๆ นะคะ ถ้าสำนัก งบประมาณไม่ดูแลเรื่องนี้ให้ดีต่อไปเราจะไม่มีงบลงทุน งบดำเนินงานที่จะไปสร้างสรรค์ พัฒนาประเทศนี้ได้ ดิฉันก็นั่งคุยกับท่านกรรมาธิการอยู่ข้าง ๆ บอกว่า ประเทศอื่น ๆ งบรายจ่ายประจำเขาต้องคุมไว้ให้ได้ แม้แต่ท้องถิ่นเขายังต้องมีเลยว่า ห้ามมีรายจ่ายประจำ เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นี่ถ้าเราลงไปดูนะคะว่างบรายจ่ายประจำมากเลยนะคะ เป็นงบเงินเดือน บุคลากร แล้วก็ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันนี้ก็ขอฝากไว้ สำหรับตัวเม็ดเงิน งบประมาณของสำนักงบประมาณเอง ท่านขอไม่มาก ท่านขอมาแค่ ๕๔๖ ล้านบาท ๕๔๖ ล้านบาท ท่านมีแผนงานชัดเจนในการติดตามประเมินผล แล้วก็สะท้อนว่านโยบายของรัฐบาล ได้สัมฤทธิผลหรือไม่ ในตัวเม็ดเงินคิดว่าถ้าสำนักงบประมาณใช้เงินนิดเดียว แล้วทำงานได้จริง บรรลุเป้าหมายก็จะไม่ติดใจนะคะ แต่ก็ยังเห็นว่ายังมีจุดอ่อนที่สำนักงบประมาณจะต้องเอาไป ปรับปรุงนะคะ ในส่วนเรื่องของหน่วยงานอื่นของสำนักนายกรัฐมนตรี ดิฉันขออนุญาต กราบเรียนว่ายังมีบางหน่วยงาน อยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยตอบสอบเพิ่มเติม ก็คือสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารเช่นกันนะคะ เพราะถ้าพูดถึง นายกรัฐมนตรี เลขานายกรัฐมนตรีก็จะเป็นหน่วยงานเดียวกันนะคะ หน่วยงานนี้มียอดเงิน ๒ รายการที่ฝากให้สมาชิกได้ช่วยกันดูแลตรวจสอบก็จะมียอดเงินราชการลับ ๓๗๗ ล้านบาท ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงจะบอกว่าอาจจะตั้งเป็นธรรมเนียมประเพณีอะไรก็แล้วแต่ กรรมาธิการ ได้ตรวจสอบถามในที่ประชุมว่างบราชการลับ ๓๗๗ ล้านบาท ถ้าแตกยอดออกไปก็คือ ไปเป็น ๑๓ รายการ เป็นงบราชการลับของหน่วยงานต่าง ๆ อันนี้ก็ฝากไว้ ท่านประธานขอนิดหนึ่ง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะคะ เพื่อน ๆ สมาชิกจะได้ช่วยกันไปดูในรายละเอียดด้วยว่า พวกเราทำหน้าที่แล้ว แต่ว่าเสียงข้างน้อยก็ไม่สามารถทัดทานได้ มีโครงการพัฒนาเมือง ๙๐๐ ล้านบาทนะคะ โครงการพัฒนาเมือง ๙๐๐ ล้านบาท ตั้งอยู่ที่สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี อันนี้ดูในรายละเอียดโครงการก็มีอยู่ ๔-๕ แผ่น ๙๐๐ ล้านบาท บอกว่า จะเป็นโครงการปีนี้รัฐบาลยกเลิกชุมชนพอเพียงนะคะ ก็หันมาทำเอสเอ็มแอลก็คือหมู่บ้านที่จัดสรร งบประมาณให้ แล้วก็ย้ายไปอยู่ที่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งก็เป็นเหตุผล ในเชิงบริหาร ดิฉันก็ไม่ได้ติดใจในประเด็นนั้น แต่ก็จะมีอีกชุมชนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง ทั้งในเมือง แล้วก็เขตภูมิภาคที่ทางรัฐบาลเห็นว่าไม่เข้าลักษณะที่จะไปใช้เงินเอสเอ็มแอล ก็มาตั้งไว้ เป็นโครงการพัฒนาเมือง ๙๐๐ ล้านบาท รายละเอียดก็ยังไม่ชัดว่าจะเป็นหมู่บ้านลักษณะใด เพราะพูดดูเหมือนว่าจะมุ่งเน้นไปหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แต่ก็พูด ยังไม่ชัดนะคะ อันนี้ก็ฝากให้ทุกคนได้ช่วยตรวจสอบ ดิฉันคิดว่าประเด็นนี้ถ้าช่วยกันดูแล ก็จะทำให้ประหยัดงบประมาณลงไปได้อีก นอกจากนั้นแล้วอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือสำนักงาน พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดิฉันไม่เห็นว่าตอนนี้ขึ้นแผน ๑๑ นะคะ แผน ๑๑ ก็คือเราใช้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้ว ปีนี้ขึ้นแผนที่ ๑๑ ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ ถามกับท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกด้วยนะคะ มีท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรคนใดได้รับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ อยู่ในมือ แล้วหรือไม่ เคยดูหรือไม่ว่าเข็มทิศประเทศไทยจะไปทิศทางใด เราเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เราอย่าไปหวังว่าประชาชนจะรู้ถ้าผู้แทนราษฎรไม่รู้ ก็ขอฝากเอาไว้ด้วยว่าท่านจะต้องเร่งเอา แผน ๑๑ มามอบให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนโครงการ แล้วก็งบประมาณให้รู้ว่าทิศทางของประเทศจะไปทางไหน เพราะงบประมาณจะได้ สอดคล้อง อีกย่อ ๆ อีก ๒ รายการ ก็คือเรื่องของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชนที่เป็นหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาในสมัยของรัฐบาล ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะเดินหน้านโยบายเรื่องของการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน