สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

บุญเลิศ ไพรินทร์ แปรญัตติเรื่องงบประมาณสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยชี้ว่าการแยกสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการออกจากสำนักงาน ก.พ. นั้นไม่ควรจะทำ และให้กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๕ (๑๐) และ (๑๒) ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ผมจะขอ กราบเรียนเสียทีเดียวเลยเพื่อให้ไม่ต้องพูดหลายครั้ง คือว่ามันต่อเนื่องกัน คือขอตัด งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ จริง ๆ แล้วผมเติบโตสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมา ๓๒ ปี เป็นข้าราชการระดับสูงที่นั่น ลาออกไปสมัคร ส.ว. เป็นสมาชิกวุฒิสภารุ่นแรก อยู่มา ๖ ปีครึ่ง เกินไป ๖ เดือน จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะไปแตะต้องสำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือนซึ่งเป็นที่เจริญเติบโตก้าวหน้าของผม แต่ว่าสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนนี้ทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่ แล้วอยากจะกราบเรียนย้อนไปนิดหนึ่งว่าเมื่อการปฏิรูประบบราชการปี พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้น จริง ๆ แล้วไม่ควรจะแยกสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาระบบราชการออกมาจาก สำนักงาน ก.พ. เลย แต่เนื่องจากอดีตเลขาธิการ ก.พ. คนหนึ่งต้องการจะใช้งบประมาณ งบเงินกู้ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท จากต่างประเทศเพื่อจะใช้ให้หมด ก็พยายามที่จะ แบ่งแยกหน่วยงานนี้ออกมา เพราะตัวเองเป็นเลขาธิการ ก.พ. มา ๖ ปีแล้ว อยู่ไม่ได้แล้วที่นั่น จะต้องไปหารังใหม่อยู่ ไปเป็นปลัดกระทรวงที่อื่นก็ได้ แต่ว่าอยากจะใช้งบปฏิรูประบบ ราชการที่เป็นเงินกู้ สามารถใช้อีลุ่ยฉุยแฉกได้ สามารถจะทุจริตคอร์รัปชันได้ เพราะฉะนั้น ก็สร้างรังใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นทำให้เกิดปัญหายุ่งยากอย่างมากในระบบราชการพลเรือน ของประเทศไทย ทุกกระทรวง ทบวง กรมในฝ่ายพลเรือน ยกเว้นกระทรวงกลาโหม ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนดูแลอยู่ แต่ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ เขาบอกให้ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้น เขาให้มีหน้าที่ปรับโครงสร้างและระบบ แต่ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการก็ไปทำหน้าที่พัฒนาข้าราชการด้วย ไปสร้างระบบฟาสท์แทรค (Fast track) คือ ทางก้าวหน้าของช้างเผือกนอกระบบ ซึ่งเป็นการสร้างให้ระบบการพัฒนาข้าราชการที่วิปริต เกิดขึ้นในระบบราชการพลเรือนไทย การร่างฟาสท์แทรค หรือระบบช้างเผือกนั้นเขาต้อง สร้างจากข้าราชการที่เป็นอยู่ แล้วดูว่าคนไหนเก่ง คนไหนดี มีแววว่าจะเติบโตได้เร็ว สามารถ ที่จะเป็นที่พึ่งที่หวังของระบบราชการพลเรือนได้ เขาก็พยายามที่จะประเมินความสามารถ ศักยภาพ หรือสมรรถนะของข้าราชการเหล่านั้น แล้วพยายามผลักดันพัฒนาเขาให้เขา เจริญเติบโตก้าวหน้าตามศักยภาพของเขาและโตขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการนี้กลับไปรับคนใหม่เลยครับ ท่านประธานครับ แล้วทีนี้พอพัฒนาเสร็จกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เขาไม่รับนะครับ เขาบอกว่าอ้ายข้าวนอกนาจะมาอยู่ได้อย่างไร มาอยู่เพราะจบปริญญาโทมา กระโดดข้ามหัวไปอยู่ คนเขาจบปริญญาโทนี่ แต่เขาไม่ใช่พวกช้างเผือก แล้วพวกนี้จะเข้าไปแล้วเป็นนายพวกที่อยู่เดิมอยู่เลย ซึ่งมาทีหลัง นี่คือความผิดพลาดของการปฏิรูประบบราชการในปี ๒๕๔๕ ผมเอง ผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปครั้งนั้น ผมพูดกับนายกรัฐมนตรีในสภาแห่งนี้ว่าผมไม่เห็นด้วย การปฏิรูปมันต้องเล็กลง จาก ๑๓ กระทรวง ๑ ทบวง ไปเป็น ๒๐ กระทรวง มันใหญ่เกินไป ผมชี้ให้เห็นว่าเมื่อปี ๒๕๔๔ ญี่ปุ่นเขาเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เขาปฏิรูประบบราชการ เขามี ๒๒ กระทรวง เขาลดเหลือ ๑๒ กระทรวง เขารวมงานเข้าไป เพราะว่าส่วนกลางนั้นจะต้อง เล็กลงอย่างมีคุณภาพ หมายความว่าให้ทำหน้าที่อยู่ในเรื่องของการกำหนดนโยบายและแผน การบริการทางวิชาการ บริการทรัพยากร การบริหารคือแมน (Man) มันนี่ (Money) แมททีเรียล (Material) แมทชีนเนอรี่ (Machinery) เทคโนโลยีทั้งหลาย และกำหนดกลไก ในการควบคุมติดตามประเมินผลให้เป็นไปตามนโยบาย ส่วนการอิมพลีเมนท์ (Implement) แผนและนโยบายนั้นให้เป็นจังหวัด ให้เป็นอำเภอ ให้เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การ บริหารส่วนจังหวัด เทศบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยาไป อย่าไปทำเอง ส่วนกลาง ไม่ควรจะทำเอง แต่ว่าประเทศไทยนั้นกลับหัวกลับหางครับ ทำทุกอย่างเลยในส่วนกลางนี้ เพราะฉะนั้นประชาชนจึงหมดที่พึ่งที่หวังครับ เรากระจายอำนาจก็กระจายไม่จริง องค์การ บริหารทั้งหลายที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ยังมีนายอำเภอ ไปคุม อบต. มีผู้ว่าราชการจังหวัดไปคุมเทศบาล อบจ. คือส่วนกลางแบ่งอำนาจไปให้จังหวัด และอำเภอ จังหวัดและอำเภอก็ไปคุมท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง มันไม่ได้กระจายครับท่านประธาน คือประเทศไทย มันเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศไทยที่เรารู้แต่ไม่ทำ เพราะว่าผลประโยชน์ มันมากครับท่าน เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่า คือเราไม่เห็นด้วยกับการที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมาพัฒนาคนด้วย พระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เขาบอกให้ ก.พ. ทำเรื่องตำแหน่ง ให้ ก.พ. ทำเรื่องพัฒนาคน แต่ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเขาไม่ได้บอกให้ทำเกี่ยวกับเรื่องคนเลย แต่อยากทำใครจะทำไม แล้วผมก็โทษรัฐมนตรีที่คุมสำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการด้วยว่าไม่ได้ดูแลอะไรเลย ทำไมให้สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการทำงานซ้ำซ้อนกับ ก.พ. อยู่ ไม่ได้ดูเลยว่าอำนาจหน้าที่ ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการมันมีอะไรบ้าง และควรจะแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างไร ความจริงก็ไม่อยากจะตัด สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรอก เพราะเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้วที่จะต้อง พัฒนาคน แต่ที่ต้องตัดเพราะว่าไม่ยืนยัน ไม่ยืนหยัดที่จะบอกกับรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีที่คุม ก.พ. คุม ก.พ.ร. ว่าอย่าทำงานซ้ำซ้อนกัน อย่าเอางบประมาณไปอีลุ่ยฉุยแฉกพัฒนาคนซ้ำซ้อนกัน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าสำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือนกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผมฝากท่านประธาน ไปด้วยว่า จะฝากไปยังรัฐบาลว่า ถ้าเป็นไปได้ก็รวมกันเสียดีกว่า จริง ๆ สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเป็นสำนักเดียว กองใหญ่ ๆ กองเดียวก็พอแล้ว นี่มันมีฐานะเป็นกรม เป็นนิติบุคคล มันใหญ่เกินความจำเป็น ไม่มีงานจะทำ ก็เลยมาแย่งงาน กันทำอย่างไรละ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลด้วยว่า ทำอย่างไรถึงจะให้เกิดความซ้ำซ้อนกันน้อยที่สุด อย่างกรมป่าไม้ กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตอนนี้ร้องกันระงมเลยครับ ทำงานลำบากครับ มันซ้ำซ้อน มันต้องพึ่งกันครับ พึ่งทั้งพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พึ่งทั้งกระบวนการ นำพระราชบัญญัติไปปฏิบัติ ผมคุมดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีเด็กคนหนึ่งทำเรื่องป่าไม้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะรวมกันดี หรือไม่รวมกันดี ผมก็บอกว่ามันควรจะรวม ถ้าไม่รวมผมจะไม่เซ็นให้ ถ้าคุณทำแบบกรมป่าไม้ ควรจะแยกกันอยู่ ผมไม่เซ็นหรอก ไม่จบหรอก ผมก็บอกไป ตอนนี้เซ็นให้ไปแล้ว เขาเสนอว่า ควรให้รวมกัน ทีนี้ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่า