สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๙ · ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

วรชัย เหมะ หารือเรื่องยางพารา โดยกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดยางพารา ตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวสวนยางพาราที่กำลังเผชิญกับปัญหาความเดือดร้อนจากการลดราคายางพารา

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานสภาครับ ยางพารานั้นเป็นพืชเศรษฐกิจ ในยุคก่อนปี ๒๕๔๐ มีไม่ถึง ๑๐ ล้านไร่ มีเฉพาะจังหวัดภาคใต้ครับ แล้วก็ต่อมาหลังจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีความเห็นว่า ยางพารานั้นน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ น่าจะเป็นพืชที่ปลูกได้ภายในประเทศทุกจังหวัด ก็ให้มีการส่งเสริมปลูกยางพาราทั่วทุกภาคในประเทศไทย จนยางพาราในประเทศไทยวันนี้ มีทั้งหมด ๑๘ ล้านกว่าไร่ เพราะฉะนั้นจากการที่มียางพาราเพิ่มขึ้นปริมาณที่ปลูกทั้งหมด ๑๘ ล้านกว่าไร่ ภาคอีสานมี ๓,๓๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ รองลงมาเป็นอันดับ ๒ ภาคใต้มีมากที่สุด ๑๑,๗๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสามารถนํายางพาราเข้ามาในการ นําเงินตราต่างประเทศเข้ามา ท่านประธานทราบไหมครับว่าตลาดยางพารานั้น ตัวกําหนดราคาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย วันนี้เราต้องยอมรับว่าปัจจัยภายนอกเป็นตัวกําหนด ราคายางพารา เราจะเห็นว่าวันนี้มีตลาดกลางที่ซื้อขายล่วงหน้าในประเทศญี่ปุ่นที่เขาเรียกว่า ทีอาร์อี (TRE) และในตลาดเซี่ยงไฮ้มีการปั่นราคายางพาราขึ้นลง อยู่ที่ตลาดกลางซื้อขาย ล่วงหน้า เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะเห็นว่าการส่งออกยางพาราของประเทศไทยนั้น มีหลายประเทศ ประเทศที่รับซื้อยางพารามากที่สุด ในสมัยปี ๒๕๓๖ คือประเทศญี่ปุ่น ที่ ๒ ประเทศจีน ประเทศที่ ๓ คือประเทศสหรัฐอเมริกา พอมาปี ๒๕๕๐ ประเทศจีน สามารถนําเข้ามากกว่าเพื่อน จนถึงปี ๒๕๕๔ ประเทศจีนนําเข้ายางพาราถึง ๑,๒๗๔,๐๐๐ กว่าตัน นําเข้ามากกว่าประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นนําเข้าแค่ ๓๓๓,๖๖๙ ตัน เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะเห็นว่าการนําเข้าของประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่ง เราจะเห็นว่า ในขณะที่เศรษฐกิจของโลกวันนี้เราก็เป็นที่ทราบครับว่า วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปมีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นความเชื่อมั่นในการผลิตสินค้าที่นําวัตถุดิบคือยางพารามาผลิตนั้น ราคาจึงไม่สามารถที่จะขึ้นได้ครับ วันนี้ตลาดกลางที่ประเทศญี่ปุ่นราคาอยู่ที่ ๑๐๓ บาท นี่คือตลาดกลางของโลกในวันนี้ ท่านคงเห็นว่าในยุคก่อนปี ๒๕๔๐ นั้น ยางพาราในประเทศไทย กิโลกรัมหนึ่งเท่าไร ท่านทราบไหมครับ ๒๐ บาทในสมัยนั้น เพราะอะไรครับ ราคายางพารา ในสมัยนั้นราคาที่ถูกเพราะอะไรครับ เพราะมีบริษัทผูกขาดซื้อแค่ ๓-๔ บริษัทครับ เพราะฉะนั้นจึงมีฮั้วราคากัน ฮั้วซื้อครับ ทําให้ยางพาราราคาถูกกดราคาเกษตรกรอยู่ที่ ๒๐ บาท และรัฐบาลในยุคนั้นวิธีแก้ปัญหาก็คือการแทรกแซงราคายางพารา โดยรัฐบาล ลงไปซื้อเองครับ แล้วเกษตรกรเอาไปขายในราคาที่แทรกแซง ในราคากิโลกรัมละ ๒๐ บาท ปัญหาตามมาก็คือว่าพ่อค้าเอาเปรียบ องค์กรสวนยางตอนนั้นเอาเปรียบครับ เกษตรกร เอามาขายท่านประธานครับ มีปัญหาเรื่องเชื้อรา ความชื้น มีการตุกติกในการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรของ กองทุนสวนยางในยุคนั้น ทําให้เกษตรกรลําบากครับ ต้องไปขายพ่อค้าที่รับซื้อในราคาถูก ในราคาที่ ๔๘ บาท ผลที่สุดพ่อค้าเหล่านั้นก็เอาไปขายกับกองทุนสวนยางในราคาที่ ๒๐ บาทครับ ผลที่สุดคนที่เสียโอกาสคือเกษตรกร หลังจากนั้นท่านทราบไหมครับว่า เขาเอาไปทําอะไร ก็เอาไปเข้าโรงรมในราคาต้นทุน ๓ บาท ผลที่สุดต้นทุนยางพาราในยุคนั้น เท่าไร ท่านทราบไหมครับ ๒๓ บาท แล้วผลที่สุดพ่อค้ายักษ์ใหญ่ ๓-๔ บริษัท ท่านทราบ ไหมครับว่าสบายเลยครับ ไปซื้อจากกองทุนสวนยางหรือรัฐบาลในสมัยนั้นในราคา ๑๙ บาท ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนทั้งหมดของรัฐบาลในยุคนั้น ๒๓ บาท ไปขายในราคา ๑๙ บาท รวยเละเลย นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นจากสภาพในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ เหตุการณ์อย่างนั้นผมอยู่ในยุคนั้น ผมรู้ดีครับ นี่คือเรื่องจริงผมไม่ได้เอาเรื่องเท็จมาพูดเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ราคายางอยู่ที่ตลาดผู้รับซื้อในประเทศไทย พ่อค้าซื้อในราคาที่ ๙๐ บาท ในขณะนี้ ตอนนี้ด้วยครับ ตอนนี้มีคนซื้ออยู่ที่ราคา ๙๐ บาท แล้วท่านทราบไหมครับว่า มีพ่อค้าซื้อยางพาราซื้อแค่ไม่กี่ร้านเองในปักษ์ใต้ครับ ผมได้ข่าวว่ามีการสั่งให้ปิด ขอร้องกัน บอกว่าให้หยุดรับซื้อยางพาราในวันนี้ทั่วปักษ์ใต้ครับ มีการออกหนังสือเวียนไปที่พ่อค้า เกือบทุกร้าน ขอร้องว่าหยุดซื้อครับ แล้วในวันที่ ๑๙ จะมีการชุมนุมของชาวสวนยางพารา ที่โคออฟจังหวัดสุราษฎร์ธานีเรื่องราคายางพาราครับ ยุให้ชาวสวนยางพาราออกมาประท้วง เรื่องนี้ครับ อาจจะมีการปิดถนนในวันที่ ๑๙ ก็ขอร้องกันเถอะครับว่าสถานการณ์วันนี้ มันเป็นเรื่องของความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ เพราะว่า ๙๐ บาท ชาวสวนยางพารา อยู่ได้อย่างแน่นอนครับท่านประธาน