อิสสระ สมชัย หารือเรื่องการสนับสนุนคนพิการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เบี้ยความพิการที่ทั่วถึง และการสนับสนุนคนพิการที่มีความต้องการและความจำเป็น อิสสระ สมชัย เสนอการยกฐานะสํานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการบริหารงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิของคนพิการ รวมถึงการเพิ่มเงินงบประมาณให้กับกองทุนสงเคราะห์คนพิการ
ความจริงน่าจะเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิก แต่ละคนนะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับนามสกุลเดียวกันต้องพูด ๑ คน ไม่ใช่นะครับท่านประธาน มุมมองอาจจะแตกต่างกัน เลยอยากจะฝากท่านว่า คงใช้เวลาไม่นานท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
อันดับแรกผมต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ท่านได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับคนพิการ โดยเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เข้ามาสู่ที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ อยากจะกราบเรียนว่า ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเริ่มต้นในรัฐบาลชุดนี้ ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาผมก็เป็นคนเสนอ พ.ร.บ. นี้ ผ่านคณะรัฐมนตรี บรรจุในระเบียบวาระมาหลายครั้งแต่ก็ถูกข้ามไปข้ามมา จนในที่สุดสภายุบ ก็เลยไม่ได้พิจารณา เมื่อรัฐบาลนี้นํามาพิจารณาอีกผมก็ต้องขอขอบคุณ เพราะว่าคนพิการนั้น ปัจจุบันนี้มีจํานวนในประเทศไทยทั้งหมด ๑,๙๐๐,๐๐๐ คนนะครับท่านประธาน มีทั้งพิการ ขนาดเบา ขนาดกลาง และขนาดหนัก มีคนพิการซึ่งได้รับเบี้ยความพิการที่เรามักจะเรียกว่า เบี้ยยังชีพ ความจริงเป็นเบี้ยความพิการ อยู่ทั้งหมดประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คน หมายถึง คนพิการซึ่งมีบัตรประจําตัวครับ บัตรประจําตัวคนพิการที่เรากล่าวถึงก็คือบัตรที่ผมถืออยู่นี้ นี่ละครับคือบัตรประจําตัวคนพิการ คนพิการจะได้รับบัตรนี้จะต้องได้รับการตรวจสอบจากหมอ ยืนยันว่าเป็นคนพิการจริง ในตอนรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารงานมีคนพิการได้รับ เบี้ยความพิการไม่ทั่วถึง ได้รับเพียงบางส่วนประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน แต่เนื่องจากว่าคนพิการมีทั้งหมดสมัยนั้น ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นนโยบายรัฐบาลชุดที่ผ่านมา บอกว่าในเมื่อให้เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุแล้วก็ต้องให้คนพิการได้รับอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกัน จึงได้เสนองบประมาณเพื่อจ่าย เบี้ยความพิการให้กับคนพิการ ปัจจุบันนี้คนพิการที่มีบัตรประจําตัวลักษณะเช่นนี้จะได้รับ เบี้ยความพิการอย่างทั่วถึงทุกคน เว้นแต่คนพิการซึ่งมีฐานะดีไม่มีความประสงค์จะขอใช้สิทธิ อันนี้ก็มาแจ้ง ก็ไม่ได้จ่ายให้ พระราชบัญญัติที่เสนอเข้ามาสู่ที่ประชุมในสภาวันนี้มีประเด็น หลัก ๆ อยู่ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ ก็คือเป็นการยกฐานะสํานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการแห่งชาติ ผู้บริหารสูงสุดนั้นมีตําแหน่งเป็นเลขาธิการ ท่านประธานครับ ตําแหน่ง และฐานะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าสํานักงานแห่งนี้แม้จะเป็นสํานักงานซึ่งดูแลคนพิการ โดยเฉพาะ แต่โดยสถานะหน่วยราชการแห่งนี้ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล เลขาธิการนั้น จะบริหารงานโดยสิทธิเด็ดขาดไม่ได้ จะต้องได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงเท่านั้น ปลัดกระทรวงเป็นผู้มีอํานาจเต็ม และเป็นการมอบหมายให้เลขาธิการสํานักงานส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติได้มีการเสนอกฎหมายอันนี้เข้ามาตั้งแต่รัฐบาล ชุดที่ผ่านมา เมื่อเสนอเข้ามาในชุดนี้ผมจึงเห็นว่ามีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกฐานะ อันนี้ขึ้นมา ข้อจํากัด ข้อขัดข้องในการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริหารกองทุนส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านประธานครับ คณะกรรมการคนพิการแห่งชาตินั้น จะเป็นคณะกรรมการคณะใหญ่ และมีคณะอนุกรรมการหลายคณะ อนุกรรมการที่สําคัญนั้น ได้แก่อนุกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านประธานครับ อํานาจสิทธิขาดตรงนี้มันอยู่ที่ส่วนกลาง คืออยู่ที่กระทรวง อยู่ที่สํานักงานปลัดกระทรวง บริหารงานโดยคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แต่ในขณะเดียวเรามีคนพิการอยู่ทั่วประเทศ เรามีเงินกองทุนให้ซึ่งจัดให้ทุกปี อยากจะ กราบเรียนว่าในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้จัดเงินให้กับกองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการปีละ ๕๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๕๕ รัฐบาลชุดนี้จัดให้เพียง ๒๗ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๖ ผมดูใน พ.ร.บ. งบประมาณแล้วจัดให้เพียง ๒๖ ล้านบาท เอาเถอะครับ จะมากจะน้อยไม่เป็นอะไร เพียงแต่ว่าการบริหารของกองทุนนั้นจะต้องเกิดสภาพคล่อง ในการบริหารงาน แล้วทีนี้มีอนุกรรมการคนพิการระดับจังหวัด แต่อนุกรรมการนั้น ไม่สามารถจะบริหารกองทุนนี้ได้เลย จะต้องส่งเข้ามาส่วนกลาง นี่คือความล่าช้า เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกฐานะสํานักงานส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล เปลี่ยนผู้บริหารสูงสุดจากเลขาธิการ มาเป็นผู้อํานวยการ และในอนาคตผมขอกราบเรียนว่าในรัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้นได้เสนอ โครงการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว โดยให้ยกฐานะสํานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติมีฐานะเป็นกรม ในอนาคต ใน ครม. ชุดที่แล้วได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการนี้แล้ว นั่นคืออันที่ ๑ นะครับ
อันที่ ๒ การบริหารกองทุนผมพูดควบไปเมื่อสักครู่นี้
อันที่ ๓ การคุ้มครองสิทธิของคนพิการ อยากจะกราบเรียนให้ท่านทราบว่า คนพิการนั้นมีทั้งหมดอยู่ ๖ ชนิด คนพิการทางร่างกายมีมากที่สุด ๔๘ เปอร์เซ็นต์ คนพิการ ทางการได้ยินมี ๒๑ เปอร์เซ็นต์ คนพิการทางสติปัญญามีอยู่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ คนพิการ ทางการมองเห็นมีอยู่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คนพิการทางจิตพฤติกรรมและออทิสติก มีอยู่ ๔.๙๖ เปอร์เซ็นต์ และพิการทางการเรียนรู้มีทั้งหมดอยู่ ๑.๘๔ เปอร์เซ็นต์ คนพิการ ทั้ง ๖ ประการนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าความจําเป็นในการที่จะต้องเข้าถึงสิทธินั้นย่อมจะ แตกต่างกันไป ผมขอกราบเรียนท่านประธานแม้ว่าทางรัฐบาลนั้นโดยกฎหมายจะเขียนถึง สิทธิคนพิการไว้ แต่ปรากฏว่าคนพิการนั้นไม่สามารถจะเข้าถึงสิทธินั้นได้อย่างทั่วถึง เช่น การถูกเลือกปฏิบัติ การขจัดเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า คนพิการนั้นได้รับสิทธิไม่เท่าเหมือนกับคนปกติ โดยทั่วไป อย่างคุณสมบูรณ์อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ กรณีคนพิการ ท่านประธานครับ คนพิการ ที่เป็นนักกีฬานะครับแข่ง โอลิมปิกก็ดี เอเชียนเกมส์ก็ดี จะมีการแข่งเฟสปิกเกมส์ต่อ เฟสปิกเกมส์ คือการแข่งขันกีฬาคนพิการต่อเนื่อง ท่านประธานครับ นักกีฬาปกติโดยทั่วไปพอได้เหรียญทองมา ได้รับรางวัลคนละเป็นล้านบาท หลายล้านบาทจากหน่วยราชการ และจากสมาคมต่าง ๆ ให้แล้ว รวมแล้วไม่ต่ํากว่าคนละ ๒๐ ล้านบาท แต่คนพิการได้เหรียญทองมาได้อะไรครับ ได้รับเงินรางวัล ได้รับสิ่งของตอบแทนปลอบใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ด้วย อยากจะฝากเรื่องนี้นะครับว่า คนพิการแม้จะร่างกายพิการ แต่ก็ได้ใช้ความอุตสาหะวิริยะไปแข่งขันในระดับโลก ระดับเอเชีย ได้รางวัลเหรียญทองมา เป็นไปได้ไหมครับที่จะตั้งเงินงบประมาณให้ ให้อย่างทั่วถึงหรือว่าให้เท่าเทียมกับนักกีฬา ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ยังมีอีกมากนะครับ ท่านประธานครับ ก็อยากจะฝากไว้ว่าสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะฝากไว้เป็นข้อสุดท้ายก็คือ เรื่องเงินกองทุนสงเคราะห์คนพิการ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้สังคมนี้มองว่าคนพิการนั้นเป็นภาระกับสังคม เป็นแต่เพียงว่าอยากจะเรียกร้อง ให้สังคมนั้นให้โอกาสคนพิการ โอกาสนั้นมีหลายวิธีครับ เงินกองทุนที่เคยได้ปีละ ๕๐ ล้านบาท นะครับ ผมอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลให้เขาได้มากกว่า ๕๐ ล้านบาทได้ไหม ปีนี้เพียง ๒๖ ล้านบาทแค่นั้นเอง ไม่สามารถที่จะไปทําอะไรที่จะแก้ไขปัญหาชีวิตเขาได้ อย่างน้อย ๆ ถ้าได้เงินกองทุนนี้ไปเขาจะได้กู้ยืมเขาไปประกอบอาชีพนะครับ เลยอยากจะฝากที่ประชุม แห่งนี้ไว้ และขอให้ความเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้และให้ทางรัฐบาลนั้นได้ให้ความสําคัญ โดยเพิ่มเงินกองทุนสวัสดิการให้กับคนพิการนะครับ ยังมีอีกหลายประเด็นนะครับ ผมขอให้ คุณบุณย์ธิดาอภิปรายต่อจากผมนะครับ ผมมอบไว้อีกครับ