จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เสนอพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านการสาธารณสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายในการปกป้องวิชาชีพเดิมและสนับสนุนการเกิดวิชาชีพใหม่ และเรียกร้องให้มีสภาวิชาชีพเพื่อควบคุมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีมาตรฐานและคุณธรรมจริยธรรม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม พร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกอบด้วยนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ นายแพทย์ปรีชา มุสิกุล นายแพทย์สุรันต์ จันทร์พิทักษ์ นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม และเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีก ๒๕ ท่าน ขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้
หลักการ เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสาธารณสุข
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ของบุคลากรด้านการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานอยู่ทั่วประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยจัดตั้งสภาการสาธารณสุขขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบ วิชาชีพการสาธารณสุข กำหนดและควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ และควบคุม มิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้ อันจะก่อให้เกิดภัย และความเสียหายต่อสุขภาพของบุคคลและชุมชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมต่อท่านประธานถึงความเป็นมา ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอสู่สภา เมื่อสักครู่ว่าโดยข้อเท็จจริงกฎหมายฉบับนี้ได้เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ตอนที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้นำเสนอ พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และจากนั้นคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และได้ส่งต่อไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมายทุกฉบับที่ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ว่าในระหว่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ดำเนินการพิจารณานั้นปรากฏว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ได้พ้นจากภารกิจความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นที่มาที่เรามีรัฐบาล ชุดใหม่ คือรัฐบาลชุดปัจจุบัน และกฎหมายฉบับนั้นหลังจากนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็พิจารณาเสร็จสิ้น และได้นำกลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ แล้วเป็นที่มาของการนำเสนอตามขั้นตอนกระบวนการเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ และในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ที่ยังมีภารกิจเรื่องนี้ค้างคาอยู่ กระผมจึงได้ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรควบคู่ไปกับ ร่างของรัฐบาล แต่มีข้อท้วงติงประการเดียว ไม่ตั้งใจจะตำหนิใครละครับ เพราะว่าร่างที่ผม เสนอเข้าสู่สภานั้นเสนอก่อนรัฐบาล แต่ได้รับการบรรจุทีหลัง แต่ร่างรัฐบาลเสนอทีหลัง แต่ได้รับการบรรจุก่อน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วย การเงิน นายกรัฐมนตรีต้องให้คำรับรองก่อน ปรากฏว่ากฎหมายของผมนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ให้คำรับรอง จนกระทั่งพวกเราต้องมาทวงกันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นที่มา ที่นายกรัฐมนตรีได้ให้คำรับรอง แล้วส่งกลับเข้ามา แล้วก็สามารถนำเข้าสู่การพิจารณา ในวันนี้ได้ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เกี่ยวข้องกับ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั่วประเทศ ประมาณ ๙,๗๕๐ แห่ง ซึ่งในช่วงที่กระผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้มีนโยบายยกระดับสถานีอนามัย ๙,๐๐๐ กว่าแห่งขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และได้ดำเนินการเสร็จสิ้นทั้งหมดในช่วงรัฐบาลชุดที่แล้ว บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ รพ.สต. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนี้ บวกกับเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในโรงพยาบาลชุมชน และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข อยู่ในโรงพยาบาลสังกัดหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นและอื่น ๆ ปัจจุบันมีด้วยกันทั้งสิ้น ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน บวกกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นอีกประมาณ ๑๖,๐๐๐ คน ที่รัฐบาล ชุดที่แล้วได้อนุมัติไว้ให้เพิ่มอัตราให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในระยะเวลาตามที่ กำหนด เพราะฉะนั้นจะเป็นอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลพวง จากร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขฉบับนี้ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงตอนที่ริเริ่มกฎหมายฉบับนี้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่ามีอุปสรรคมากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขนั้นมีอยู่ด้วยกันแล้ว ๖ วิชาชีพ นั่นก็คือวิชาชีพแพทย์ วิชาชีพพยาบาล วิชาชีพทันตกรรม วิชาชีพเภสัชกรรม วิชาชีพ เทคนิคการแพทย์ และวิชาชีพกายภาพบำบัด ทั้ง ๖ วิชาชีพนี้ดูเหมือนจะไม่ถนัดใจที่จะให้ เกิดวิชาชีพใหม่ คือวิชาชีพการสาธารณสุขขึ้นมา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเกรงว่าวิชาชีพใหม่นี้ จะไปซ้ำซ้อนกับวิชาชีพเดิม ๖ วิชาชีพที่เขามีอยู่แล้วซึ่งเขาก็มีเหตุผล แล้วก็เกรงว่าวิชาชีพใหม่ จะไปเป็นการสกัดกั้นการปฏิบัติหน้าที่ของกลไกอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรืออนาคตที่เขา จะต้องประกอบงานทางด้านการสาธารณสุขต่อไป กระผมจึงให้เป็นนโยบายตอนยกร่าง กฎหมายฉบับนี้ว่าจะต้องถือปฏิบัติอย่างน้อย ๓ ข้อ เพื่อป้องกันปัญหาไปกระทบกับวิชาชีพเดิม ที่เขามีอยู่แล้ว ๖ วิชาชีพ
หลักข้อ ๑ ก็คือว่าการยกร่างกฎหมายฉบับนี้จะต้องไม่เป็นการทับซ้อน กับวิชาชีพเดิม ๖ วิชาชีพที่เขามีอยู่แล้วเพื่อป้องกันปัญหา
ประการที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องไม่เป็นการสกัดกั้นการเกิดวิชาชีพใหม่ที่มัน อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ด้านการแพทย์ การสาธารณสุขที่จะต้องเกิดขึ้น ในอนาคต
ประการที่ ๓ จะต้องไม่ให้กฎหมายฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน ของบุคลากรอื่นที่อาจจะเกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข เช่น อสม. การพ่นหมอกควัน กำจัดยุง การทำฟิตเนส (Fitness) การกำจัดปลวกหรืออะไรต่อมิอะไรประมาณนี้เป็นต้น
และโดยหลักการ ๓ ข้อที่กระผมให้ไว้ก็เป็นที่มาของการยกร่างกฎหมาย ของกระทรวงสาธารณสุข และนำเข้าสู่ ครม. และกลับเข้ามาสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้
กระผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมกับท่านประธานว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะช่วยให้วิชาชีพการสาธารณสุขของบุคลากรประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน และ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ คนในอนาคตนั้นปฏิบัติภารกิจ วิชาชีพนี้จะครอบคุลมงาน ๓ ด้านครับ งานด้านที่ ๑ ก็คืองานทางด้านการควบคุมโรค งานด้านที่ ๒ ก็คืองานป้องกันโรค และงาน ด้านที่ ๓ ก็คือการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งอันนี้ก็คืองานของวิชาชีพการสาธารณสุข กระผมก็หวังว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลสำคัญในการที่จะช่วยให้เกิดวิชาชีพใหม่ ที่มีกฎหมายรองรับชัดเจนที่มีเกียรติ แล้วก็เป็นกำลังใจให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้ง โรงพยาบาลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นและสังกัดอื่นใดก็ตาม นอกจากนั้นกฎหมายฉบับนี้ ก็จะช่วยให้มีสภาวิชาชีพเพื่อควบคุมเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีมาตรฐาน มีคุณธรรมจริยธรรมตามหลักของวิชาชีพและเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้รับบริการสืบไป ซึ่งพวกกระผมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและรับหลักการในวาระที่หนึ่งครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ