สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๘ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการยกมาตรฐานวิชาชีพสาธารณสุขขึ้นมา และเรียกร้องการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองในการผลักดัน พ.ร.บ. วิชาชีพสาธารณสุข

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งวันนี้ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ก็ถึงกับวันที่เพื่อน ๆ พี่น้องชาวสาธารณสุขได้รอคอย ผมจำได้ว่าผมเป็นผู้แทนตั้งแต่สมัย ปี ๒๕๔๘ ตอนนั้นเป็นคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของสภา มีเพื่อนพี่น้องพวกเรา ที่ทำงานในสายวิชาชีพสาธารณสุขได้เข้ามาเสนอผลักดันในการออก พ.ร.บ. วิชาชีพ สาธารณสุข ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ และตอนนั้นเองเรียนไปยังท่านประธาน แล้วก็พวกเรา ทุกคนว่าในที่ประชุมของกรรมาธิการสาธารณสุขในยุคนั้นก็เข้าใจความรู้สึกของพวกเราที่อยู่ ในการทำงานที่สถานีอนามัย แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่ตกผลึกความคิดครับว่าเรารู้ว่าหลักการ ของการเป็นวิชาชีพมันคือการยกมาตรฐานของอาชีพ การยกมาตรฐานอาชีพมันไม่ยาก แต่การออกกฎเกณฑ์เพื่อคุ้มครองประชาชนมันยากกว่า คือถ้าในสายสาธารณสุข อดีตที่ผ่านมาเรามี ๖ วิชาชีพแล้ว เรามีแพทย์ เรามีพยาบาล เรามีทันตแพทย์ มีเภสัช มีเทคนิคการแพทย์ แล้วก็มีกายภาพ เราออกมาตรฐานของวิชาชีพเพื่อคุ้มครองประชาชน ในอาชีพเหล่านี้ในการปฏิบัติประกอบอาชีพได้ชัดเจน แต่เมื่อถึงของสาธารณสุขตอนนั้นก็มี การถกกันเยอะครับเพราะว่างานของสาธารณสุขเรามีอยู่ ๔ งานท่านประธาน เรามีงาน รักษาพยาบาล เรามีงานควบคุมโรค เรามีงานป้องกันโรค เรามีงานส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งงาน ตรงนี้ตอนนั้นก็มีการถกกันว่าประชาชนก็มีสิทธิที่จะส่งเสริมสุขภาพได้ ประชาชนก็มีสิทธิ ในการป้องกันโรคได้ ตอนนั้นเราก็ยังไม่ตกผลึกเอาอย่างไรดี จนกระทั่งผมมาเป็น ส.ส. สมัยถัดมา ท่านประธานครับ ตอนปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ตอนนั้นท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็น นายกรัฐมนตรี ทุกคนสปอทไลท์ (Spotlight) มาที่การสาธารณสุขขั้นพื้นฐานหรือปฐมภูมิ จึงเกิดความคิด ก็ในเมื่อเราถือว่าการป้องกันโรค การควบคุมโรค การส่งเสริมสุขภาพมันดีกว่า การรักษาพยาบาล มันก็เกิดความคิดว่าทุกคนพุ่งเป้าไปที่การสาธารณสุขขั้นพื้นฐานหรือปฐมภูมิ ตอนนั้นท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความคิดในการยกฐานะสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เมื่อมีการยกฐานะสถานีอนามัยเป็น รพ.สต. ขึ้นมา มีการดูแล อสม. อย่างจริงจัง ก็คือมีการให้ค่าตอบแทน มันจึงเกิดองค์ประกอบในการทำงาน สุขภาพเชิงรุกที่ว่าป้องกันดีกว่ารักษา เมื่อคนสนใจตรงโน้นแล้วมันก็เกิดความคิดที่ชัดเจน ขึ้นมา ก็ขณะนี้เราเดินถูกทางแล้วนี่ ก็ในเมื่อแม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังบอกชัดเจนว่า การป้องกันดีกว่าการรักษาพยาบาล เราเสียงบประมาณปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท ในการที่ จะต้องมารักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ถ้าเราป้องกันไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วยมันน่าจะ ดีกว่าไม่ใช่หรือ เมื่อถึงตรงนี้แล้วองค์ประกอบในการดูแลในเชิงขั้นปฐมภูมิมันจึงครบ องค์ประกอบมากขึ้น เรามี รพ.สต. ที่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลอย่างจริงจัง เรามี อสม. ที่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลอย่างจริงจัง เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วมันก็ควรจะถึงเวลาที่จะต้องให้ พี่น้องเพื่อน ๆ ของเราที่ทำงานในระดับสาธารณสุขที่อยู่ตามอนามัยต่าง ๆ ซึ่งได้รับการดูแล มีการยกมาตรฐานวิชาชีพขึ้นมา คือผมจำได้ว่าตอนนั้นเองท่านจุรินทร์เป็นรัฐมนตรี คือ มีพวกเราที่อยู่ที่สถานีอนามัยหลายคนมาพบปะที่จะมีการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพียงแต่ว่าเราก็ถกกันว่าถ้าเป็น พ.ร.บ. วิชาชีพ ทุกคนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ผมขอทำความเข้าใจ กับท่านประธานนิดหนึ่งว่าวิชาชีพกับอาชีพต่างกัน คืออาชีพใครทำอะไรก็เป็นอาชีพ คนเป็นเสมียนก็เป็นอาชีพ คนเป็นช่างไม้ก็เป็นอาชีพ คนขับแท็กซี่ก็เป็นอาชีพ คนเป็นหมอ ก็ถือเป็นอาชีพ แต่ถ้าเป็นวิชาชีพปุ๊บมันมีอะไรที่เหนือกว่าอาชีพธรรมดาอยู่หน่อยหนึ่ง ตรงที่ ๑. จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ คนจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต จบพยาบาลมา ถ้าไม่มีใบประกอบวิชาชีพทำงานไม่ได้ อันที่ ๒ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรมของวิชาชีพ ขึ้นมา ซึ่ง ๒ สิ่งนี้ถ้าคนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องมี ๒ สิ่งนี้ ถ้าไม่มี ๒ สิ่งนี้ไม่สามารถทำในสิ่งนั้นได้ เมื่อถึงตรงนี้แล้วครับ หลังจากที่มีการพูดคุย จนกระทั่งตกผลึกความคิดว่าถึงเวลาแล้ว สังคมไทยจะต้องพุ่งเป้าไปที่ รพ.สต. และถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยกมาตรฐานของวิชาชีพ สาธารณสุขขึ้นมา จนกระทั่งเกิดความคิดในการผลักดัน พ.ร.บ. วิชาชีพสาธารณสุขขึ้นมา โดยพวกเราชาวสาธารณสุขทั้งหมด ซึ่งผมถือว่าทุกพรรคการเมืองช่วยกันครับ ไม่ใช่ว่า เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะเป็นพรรคเพื่อไทย ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพี่น้องชาวสาธารณสุขทุกคนมาช่วยกันในการผลักดันสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพียงแต่ว่ามันเกิด การถกเถียงนิดหนึ่งว่า ก็ในเมื่อวิชาชีพนี้ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน ดูแลเรื่อง การควบคุมโรค ดูแลเรื่องการป้องกันโรค แล้วก็ดูแลเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ และสิ่งเหล่านี้เอง เราก็ต้องการให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ด้วย แต่ถ้าสมมุติประชาชนดูแล ตัวเอง แล้วเราก็มีใบประกอบวิชาชีพบางครั้งประชาชนก็ผิด พ.ร.บ. วิชาชีพ จนกระทั่ง เราหาทางออกให้ได้ว่า ถ้าเราจะยกฐานะของสาธารณสุขขึ้นมาให้เป็นวิชาชีพขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสิ่งเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นประชาชนผิดกฎหมายนะ ในการส่งเสริมสุขภาพตัวเองในการป้องกันโรค จนกระทั่งผมดีใจนะครับที่ทีมงาน ทุก ๆ ส่วนช่วยกันคิดว่าเราจะจำกัดไว้ว่า การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค ตลอดจน การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน หรือแม้แต่การควบคุมโรคให้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการค้า ถ้าเป็น เรื่องการค้าทำไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องการค้า อย่างเช่น เราเอาประชาชนมาช่วยกันรณรงค์ ออกกำลังกายอย่างนี้ทำได้ แต่ถ้าใครมาเปิดคลินิกในสิ่งเหล่านี้เพื่อการค้าทำไม่ได้ จนกระทั่ง เป็นบทสรุปร่วมกันทุก ๆ ส่วนครับว่า ถ้าอย่างนี้แล้วในเมื่อเราตกผลึกอย่างนี้แล้วก็ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะร่วมกันผลักดัน พ.ร.บ. วิชาชีพขึ้นมา ก็คือทางด้านสาธารณสุข แล้วผมอยากจะ กราบเรียนผู้แทนภาคประชาชนนะครับว่า อย่างไรก็แล้วแต่งานของสาธารณสุขที่มันมีอยู่ ๔ งาน คืองานรักษาพยาบาล งานควบคุมโรค งานป้องกันโรค และงานส่งเสริมสุขภาพ มันค่อนข้างจะเป็นสีเทา คำว่า สีเทา มันเคลียร์ (Clear) ไม่คัท (Cut) เหมือนกับอาชีพ ทันตแพทย์ อาชีพแพทย์ อาชีพพยาบาล อย่างหมอนี่ทำคลอดมันชัดนะครับ ทำคลอด หมอผ่าตัด มันชัดครับ หมอฟันนี่ถอนฟันนี่ทำชัดว่าอันนี้คนทั่วไปทำไม่ได้ แต่การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมโรค การป้องกันโรค บางครั้งเราอุดหนุนให้คนทั่วไปทำได้ด้วย แต่เพียงแต่ว่าเราเอาเรื่องการค้าในเชิงพาณิชย์มาเป็นเส้นในการขีดแบ่งสำหรับ ผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งก็เลยอยากจะฝากผู้แทนภาคประชาชน เพราะผมเชื่อว่า อย่างน้อย พวกท่านจะต้องเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการ ๑ ใน ๓ ที่ดูแลรายละเอียดพวกนี้ อย่าให้ พ.ร.บ. วิชาชีพเป็นอุปสรรคต่อประชาชนในการดูแลตัวเองทั้ง ๔ งานนี้ เพราะเราสนับสนุน อยู่แล้วว่า ๔ งานนี้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลตัวเองด้วย เพราะเราถือว่า การป้องกันดีกว่าการรักษาพยาบาล แต่สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน อยากจะฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรี เพราะบังเอิญท่านอยู่ตรงนี้ด้วย เป็นที่รับรู้ของทุกวิชาชีพอยู่แล้วว่า คนประกอบวิชาชีพเหนือกว่าอาชีพ ๒ หลัก ๒ ข้อ คือ ๑. เรื่องการควบคุมมาตรฐาน ซึ่งพวกนี้เขาต้องมีมาตรฐานครับ เพราะถ้าไม่มีมาตรฐานเป็นวิชาชีพไม่ได้ และอันที่ ๒ ก็ฝากไป ทั้งท่านรัฐมนตรีและภาคประชาชนก็คือเรื่องจริยธรรมครับ เพราะคนที่จะเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพต้องมีจริยธรรมเหนือกว่าธรรมดา แล้วก็ในเมื่อเราเรียกร้องพี่น้องชาวสาธารณสุข เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขชุมชนที่จะต้องมีการทำงานที่ต้องมีมาตรฐาน เป็นการทำงานที่จะต้องมีจริยธรรม แต่สิ่งที่ ๓ จะต้องตามมาคือต้องมีเงินค่าตอบแทนให้เขา สูงกว่าปกติ มันเป็นของคู่กันท่านประธานครับ คือเราต้องการให้เขามีมาตรฐาน ต้องการ ให้เขามีจริยธรรม แน่นอนค่าตอบแทนเขาต้องสูงขึ้น ก็เลยถือโอกาสนี้ฝากไปยัง รัฐมนตรีสาธารณสุขครับว่า ทุกอย่างถ้าเราเรียกร้องให้เขามีสิ่งที่ดีกับประชาชน ค่าตอบแทน ที่รัฐบาลจะต้องดูแลเขาก็ต้องสูงขึ้นตาม ก็เลยถือโอกาสว่าถ้ามีการผลักดัน พ.ร.บ. วิชาชีพการสาธารณสุขออกมาอย่างเป็นทางการแล้วนี่ เงินค่าตอบแทนวิชาชีพนี่ฝากเป็นโจทย์ ให้รัฐบาลเตรียมไว้ให้เขาด้วยครับ เพื่อให้เขาจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ